CIMB ห่วงรัฐบาลรักษาการไม่สามารถออกมาตรการเยียวยาฉุกเฉินขนาดใหญ่ได้ เตือนไทยอาจเผชิญภาวะ ‘กันชนพลังงานพังทลาย’ เหตุกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง-หนี้สาธารณะตึงหนัก อาจทำให้รัฐบาลไม่สามารถอุดหนุนได้เหมือนอดีต ประชาชนต้องแบกรับค่าครองชีพที่พุ่งสูงตามจริง ประเมินในฉากทัศน์ร้ายแรงสุดราคาน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
วันนี้ (1 มีนาคม) ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB) ได้ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางล่าสุด โดยชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงระดับสูงต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับวิกฤตพลังงานในช่วงที่กลไกการบริหารประเทศติดล็อกทางงบประมาณ
โดยดร.อมรเทพกล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ‘ภาวะสุญญากาศทางการคลัง’ ของไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ซึ่งทำให้การรับมือวิกฤตทำได้ยากกว่าปกติ
“ในช่วงที่ยังไม่มีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็ม การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนจะหยุดชะงัก รัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติโครงการใหม่หรือออกมาตรการเยียวยาฉุกเฉินขนาดใหญ่ได้” ดร.อมรเทพกล่าว
ไทยเสี่ยงเผชิญภาวะ ‘กันชนพลังงานพังทลาย’
ดร.อมรเทพ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ไทยอาจเผชิญภาวะ ‘กันชนพลังงานพังทลาย’ เนื่องจาก กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแบกหนี้เกินเพดาน ขณะที่หนี้สาธารณะใกล้เต็มกรอบวินัยการคลัง ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเข้าอุดหนุนราคาหน้าปั๊มได้เหมือนอดีต ประชาชนต้องแบกรับค่าครองชีพที่พุ่งสูงตามจริงทันที
ดร.อมรเทพ ยังเตือนว่า หากเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) ในช่วงที่การเมืองไม่นิ่ง อาจนำไปสู่การถูกปรับลด Credit Rating ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการกู้เงินของทั้งประเทศ (Bond Yield) พุ่งสูงขึ้น
เจาะ 3 ฉากทัศน์ความขัดแย้งและราคาน้ำมัน
ฉากทัศน์ที่ 1 ตึงเครียดจำกัดวง – มีการตอบโต้ประปรายแต่ไม่กระทบการขนส่งน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นที่ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสงบลงใน 1 เดือน ตลาดทุนผันผวนระยะสั้น
ฉากทัศน์ที่ 2 ปิดช่องแคบฮอร์มุซ – กระทบการส่งออกน้ำมันและ LNG 1 ใน 5 ของโลก ราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนขนส่งในเอเชียพุ่งสูงทันที
ฉากทัศน์ที่ 3 สงครามยืดเยื้อ – สหรัฐฯ-อิสราเอล ปะทะอิหร่านโดยมีรัสเซียสนับสนุน สงครามทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ราคาน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั่วโลกเข้าสู่ภาวะ Risk-off
เปิดแนวทางการรับมือ: เน้นพึ่งพาตนเอง
ดร.อมรเทพกล่าวต่อว่า ในภาวะที่รัฐบาลยังไม่สามารถออกมาตรการช่วยเหลือได้ ภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัว ผ่านวิธีการต่างๆ ดังนี้
- บริหารสภาพคล่อง – สำรองเงินสดรับมือต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่อาจพุ่งขึ้น 20-30%
- ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน – ผู้นำเข้าควรทำ Hedging ป้องกันบาทอ่อนค่าทะลุ 34 บาทต่อดอลลาร์
- ชะลอการก่อหนี้ – ภาคครัวเรือนและ SMEs ต้องระมัดระวังการสร้างหนี้ใหม่เพื่อรักษาสถานะทางการเงินในภาวะเศรษฐกิจซบเซา
“เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ ความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลและการปลดล็อกงบประมาณ คือตัวแปรเดียวที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางไม่ให้กลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจระดับชาติ” ดร.อมรเทพกล่าวทิ้งท้าย
ภาพ: GarryKillian / Shutterstock

