จับสัญญาณแผ่นดินไหวในกองทัพจีน

29.01.2026
  • LOADING...
ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ในพิธีตรวจแถวกองทัพ

การปลดผู้นำกองทัพจีนอย่างจางโหย่วเสียถือเป็นแผ่นดินไหวขนาดมโหฬารในการเมืองจีน เขาเป็นเบอร์ 2 ของกองทัพจีน แต่ในทางปฏิบัติถือเป็นทหารที่ใหญ่ที่สุดเพราะเบอร์ 1 คือสีจิ้นผิง นับเป็นการล้างบางผู้นำทหารระดับสูงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนับตั้งแต่สมัยประธานเหมา

 

มีข้อสังเกตเบื้องต้น 2 ข้อ จากคำแถลงที่เป็นทางการของรัฐบาลจีน ข้อแรกคือ เหตุผลหลักของการปลดคือการไม่ฟังคำสั่งของสีจิ้นผิง เพราะในประกาศการปลดแถลงชัดว่า เหตุคือไม่ปฏิบัติตามหลักการของระบบสั่งการของกองทัพที่ประธานและพรรคเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด

 

ก่อนหน้านี้สีจิ้นผิงเคยปลดผู้นำระดับสูงของกองทัพไปแล้วหลายคน จนตอนนี้ในคณะกรรมการสูงสุดของกองทัพจีนที่แต่เดิมมี 7 คน เหลือสมาชิกเพียง 2 คน เท่านั้น คือสีจิ้นผิงกับกรรมการที่รับผิดชอบเรื่องการสอบวินัย แต่ในการปลดผู้นำกองทัพระดับสูงครั้งก่อนๆ เหตุผลหลักจะเป็นเรื่องคอร์รัปชัน ไม่ได้ให้เหตุผลชัดเจนเหมือนกรณีในครั้งนี้ว่ามาจากการไม่ปฏิบัติตามระบบการสั่งการที่พรรค (และสีจิ้นผิงที่เป็นเบอร์ 1 ของพรรค) อยู่เหนือทหาร

 

ในคำแถลงยังกล่าวถึงการสร้างเครือข่ายของตนเองของจางโหย่วเสียภายในกองทัพและการเล่นพรรคเล่นพวก ทั้งหมดนี้จึงสรุปได้ว่าที่มาของการปลดในครั้งนี้ต้องเกี่ยวข้องกับการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือนโยบายของสีจิ้นผิงและของพรรค กล่าวคือสีจิ้นผิงและพรรคอาจสั่งอย่างหนึ่ง แต่ไม่เกิดผลอะไร

 

ยังมีรายงานจากสื่อตะวันตก (Wall Street Journal) อ้างแหล่งข่าวระดับสูงของจีนว่า จางโหย่วเสียถูกปลดเพราะคาบความลับเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ของจีนไปบอกหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ นักวิเคราะห์การเมืองจีนส่วนใหญ่มองว่านี่น่าจะเป็นข่าวปล่อย และโอกาสความเป็นไปได้ต่ำ

 

อีกข้อสังเกตคือ เริ่มมีข่าวลือว่าจางโหย่วเสียอาจกำลังถูกสอบสวนตั้งแต่ช่วงปลายสัปดาห์ก่อน เนื่องจากไม่ปรากฎเขาเข้าร่วมการประชุมสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์จีน คำแถลงของทางการจีนออกตามมาเร็วมากหลังจากที่ข่าวลือแพร่สะพัดเพียง 2-3 วัน

 

แตกต่างจากในกรณีอื่นๆ ในอดีตที่ผู้นำระดับสูงของจีนอาจไม่ปรากฎตัวในที่สาธารณะเป็นเวลานาน ก่อนที่จะมีคำแถลงออกมาว่าถูกปลดหรือถูกดำเนินการทางวินัย ระยะเวลาที่หายตัวไปอาจเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างยาวระหว่างกระบวนการสอบสวน แต่ในกรณีนี้ถือว่าเรื่องเกิดขึ้นรวดเร็วและผลหรือการสื่อสารทางการออกตามมาเร็วมาก

 

สะท้อนว่า มีความจำเป็นที่จะต้องรีบประกาศเรื่องนี้ให้สาธารณะและภายในกองทัพทราบอย่างเป็นทางการ ต้องรีบเอาคนนี้ออกจากอำนาจ หรือรีบทำให้ทุกคนรู้ว่าคนนี้ไม่อยู่ในอำนาจอีกต่อไปแล้ว และสีจิ้นผิงควบคุมสถานการณ์อยู่

 

มีนักวิเคราะห์มองว่า การปลดครั้งนี้จะสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวทั่วไปในระบบ เพราะหากคนระดับยังถูกเช็คบิลได้ ย่อมไม่มีใครที่ปลอดภัยต่อไปอีก จางโหย่วเสียเป็นลูกของอดีตผู้นำกองทัพที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหมาเจ๋อตง ตัวจางโหย่วเสียเองก็เคยร่วมรบในสงครามเวียดนาม เป็นผู้นำกองทัพจีนคนเดียวที่มีประสบการณ์การทำสงครามจริง และยังเป็นเพื่อนอนุบาลกับสีจิ้นผิง ก่อนหน้านี้หลายคนก็มองว่าเขามีความสนิทสนมใกล้ชิดกับสีจิ้นผิงมาโดยตลอด

 

ในประกาศทางการของรัฐบาลจีนก็มีคำพูดทำนองนี้ชัดเจนว่า ไม่มีใครสูงจนแตะต้องไม่ได้ ความดีในอดีตไม่สามารถลบล้างความผิด ฯลฯ แถมข้อหาที่บอกว่าเขาสร้างเครือข่ายพวกพ้องในระบบ ยังมีคำถามตามมาว่าจะมีการตามกวาดล้างเครือข่ายพวกพ้องเหล่านี้ด้วยอีกไหม

 

แต่คำถามใหญ่กว่านั้นที่ทุกคนควรสนใจคือ เรื่องนี้มีความหมายอย่างไรกับเรื่องใหญ่ที่สุดของกองทัพจีนอย่างเรื่องไต้หวัน ข้อนี้มีการมองไปทั้งสองแนว

 

แนวแรกคือ จีนไม่น่ามีความพร้อมในระยะสั้น เพราะคงต้องกวาดบ้านให้เรียบร้อยก่อน ตอนนี้สีจิ้นผิงคงต้องทุ่มเทความสนใจในการจัดระเบียบกองทัพให้เรียบร้อยและเอาการเมืองภายในให้อยู่ ไม่น่ามีพลังไปสนใจเรื่องข้างนอกมาก

 

แต่มีความเห็นตรงกันข้าม ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ประเด็นไต้หวันน่ากังวลขึ้น เพราะถึงแม้เราจะไม่รู้จริงๆ ว่าที่จางโหย่วเสียไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของท่านประธานและของพรรคนั้นคือเรื่องอะไร แต่นักวิเคราะห์ไม่น้อยถามว่า จะใช่เรื่องการเตรียมพร้อมในการรบกรณีไต้หวันหรือไม่

 

มีนักวิเคราะห์ไปค้นดูพบว่า ในขณะที่สีจิ้นผิงย้ำเน้นเสมอว่ากองทัพจีนต้องมีขีดความสามารถที่พร้อมรบ (แม้ไม่ได้บอกว่าจะไปรบที่ไหน) ให้ทันในปี 2027 แต่จางโหย่วเสียไม่เคยออกมาพูดสนับสนุนแนวคิดนี้อย่างเป็นทางการในที่สาธารณะ หลายคนเชื่อว่าจางโหย่วเสีย ซึ่งมีประสบการณ์ในสงครามเวียดนามและเคยเห็นความโหดร้ายของสงคราม น่าจะเป็นฝ่ายที่ค่อนข้างระมัดระวังเรื่องการทำสงคราม และเห็นความไม่พร้อมหลายอย่างของกองทัพจีน

 

ความอันตรายคือ ท่ามกลางความหวาดกลัวที่อาจแพร่หลายในระบบ ท่านประธานสูงสุดจะได้รับคำแนะนำทั้งสองด้านอย่างเหมาะสมหรือไม่ หรือจะไม่มีใครกล้าคัดค้านหรือแสดงความเห็นแย้งท่านประธานอีกต่อไป ซึ่งก็จะเป็นเรื่องที่อันตรายในการกำหนดนโยบายและทิศทางต่างๆ ต่อจากนี้

 

ถ้าถามผม ผมเกรงว่า ประเด็นความเสี่ยงเรื่องไต้หวันในระยะยาวดูจะสูงขึ้นกว่าเดิมหลังจากการกระชับอำนาจของสีจิ้นผิงในครั้งนี้ครับ

 

ภาพ: REUTERS / Tingshu Wang / File Photo

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising