×

ทำไมจีนไม่แพนิค รับมือ Energy Shock ในสงครามตะวันออกกลางดีกว่าประเทศอื่น?

23.03.2026
  • LOADING...
ภาพแสดงการรับมือวิกฤตพลังงานของจีน ท่ามกลางสถานการณ์โลกผันผวน

“หากต้องการพัฒนาเศรษฐกิจจริง พลังงานย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่ง และพลังงานต้องอยู่ในมือของเราเอง”

 

วิสัยทัศน์ของ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนตั้งแต่ปี 2021 กลายเป็นภาพสะท้อนความจริงอันทรงพลังในวันนี้ เมื่อโลกกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่จากสงครามตะวันออกกลางที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในจุดคอขวดของระบบพลังงานระหว่างประเทศ

 

 

ท่ามกลางวิกฤต ทุกสายตาต่างจับจ้องมายังจีน ในฐานะมหาอำนาจที่ต้องใช้พลังงานมหาศาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากท่าทีที่ดู ‘นิ่งสงบ’ กว่าหลายประเทศในเอเชียด้วยกันเอง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ ‘เจ็บหนัก’ จากการปิดเส้นทางพลังงานของโลกมากที่สุด

 

ทั้งนี้ เซบาสเตียน มัลลาบี (Sebastian Mallaby) นักวิจัยอาวุโสด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศจาก Council on Foreign Relations (CFR) วิเคราะห์ไว้ว่า จีนคือหลุมหลบภัยด้านพลังงานของโลก เนื่องจากการออกแบบระบบล่วงหน้าเพื่อรับมือวิกฤตมาอย่างยาวนาน ทั้งการสะสมคลังน้ำมันสำรองมหาศาลและการสร้างเครือข่ายกระจายความเสี่ยงที่ซับซ้อน

 

ขณะที่ คัลลัม โจนส์ (Callum Jones) รองบรรณาธิการข่าวธุรกิจจาก The Guardian ชี้ว่า สถานการณ์ของจีน ‘มั่นคง’ กว่าประเทศอื่นอย่างเห็นได้ชัด ถือเป็นผลลัพธ์จากการเตรียมการล่วงหน้าหลายปีเพื่อไม่ให้ชะตากรรมทางเศรษฐกิจต้องฝากไว้กับความผันผวนของโลกที่ควบคุมไม่ได้

 

ถอดบทเรียนพี่ใหญ่แห่งเอเชีย: ทำไมจีนรับมือวิกฤตพลังงานได้ดีกว่าชาติอื่น?

 

จากวิกฤตตะวันออกกลางที่เรื้อรังตลอด 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันทั่วโลก โดยเฉพาะเอเชียที่พึ่งพาน้ำมันจากเส้นเลือดดังกล่าว จะเห็นได้จากหลายประเทศเริ่มออกมาตรการเข้มงวดเพื่อรับมือวิกฤต เช่น ฟิลิปปินส์ประกาศวันทำงานเพียง 4 วันเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง ขณะที่อินโดนีเซียเร่งหาทางหลีกเลี่ยงการใช้คลังสำรองที่มีอยู่จำกัดเพียงไม่กี่สัปดาห์

 

แต่ปรากฏว่า จีนดูสงบนิ่งกว่าเพื่อนบ้านในเอเชียหลายประเทศ เพราะมี ‘แต้มต่อ’ จากการเตรียมความพร้อมหลายปีเพื่อรับมือพลังงานโลก

 

ทั้งนี้ มัลลาบี ผู้เชี่ยวชาญจาก CFR วิเคราะห์ในรายการ The Spillover ว่า สงครามอิหร่านกำลังเผยให้เห็นบทบาทที่น่าสนใจของจีน เพราะขณะที่หลายประเทศในเอเชียตะวันออกอยู่ในสภาวะตื่นตระหนก ทว่าจีนกลายเป็น ‘หลุมหลบภัย’ ที่ปลอดภัย โดยสรุปคำตอบเป็นเหตุผลหลัก 4 ข้อด้วยกัน

 

1.จีนมีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ ปัจจุบัน จีนมีน้ำมันสำรองกักตุนไว้มากพอที่จะสามารถรองรับการบริโภคภายในประเทศได้นานถึง 100 วันโดยไม่ต้องนำเข้าน้ำมันจากภายนอก ซึ่งคลังสำรองนี้มีขนาดใหญ่กว่าของเกาหลีใต้ เพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกถึง 12 เท่า

 

มัลลาบีเล่าว่า เขามีประสบการณ์ไปเยือนจีน 8 วันเมื่อไม่นานนี้ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่มีใครพูดถึงเรื่องผลกระทบจากสงครามหรือวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) แม้แต่การประชุมสองสภา เพราะประเทศมีปริมาณน้ำมันสำรองมหาศาล คนจีนจึงยังไม่รู้สึกถึงแรงกดดันจากวิกฤต และรอดูสถานการณ์ข้างหน้าไปก่อนได้

 

2.จีนกระจายความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานและแหล่งพลังงานอย่างรัดกุม แม้จีนจะนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางถึง 50% แต่ก็ยังน้อยกว่าประเทศอย่างญี่ปุ่นที่พึ่งพาทรัพยากรดังกล่าวถึง 90% ขณะที่จีนยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพียง 10% ของสัดส่วนพลังงาน ถือว่าต่ำกว่าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ถึงครึ่งหนึ่ง

 

นอกจากนี้ จีนยังนำเข้าก๊าซธรรมชาติมากกว่าครึ่งหนึ่งจากท่อส่งก๊าซรัสเซีย ทำให้หลีกเลี่ยงผลกระทบจากการที่เส้นทางขนส่งทางเรือถูกโจมตีหรือปิดกั้นได้

 

3. ความเชื่อเรื่องรัฐบาลจีนพร้อมแทรกแซงเพื่อรักษาเสถียรภาพ มีการวิเคราะห์ว่า แม้จีนจะเป็นผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ แต่ตลาดการเงินและค่าเงินทรงตัวได้ดีกว่าประเทศอื่น (รวมถึงประเทศผู้ส่งออก) เพราะตลาดเชื่อว่า รัฐบาลจีนจะเข้าแทรกแซง หากเกิดความผันผวนที่รุนแรง

 

ทั้งนี้ รีเบคกา แพตเทอร์สัน (Rebecca Patterson) นักลงทุนและนักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคจาก CFR และผู้ดำเนินรายการร่วมระบุว่า แม้การแทรกแซงไม่ใช่ระบบที่กันกระแทกได้ 100% แต่ก็เป็นแต้มต่อทำให้จีนมี ‘พื้นที่ในการตั้งรับ’ มากกว่าประเทศอื่น

 

4.กลยุทธ์เพิ่มห่วงโซ่อุปทานสำรองให้มากที่สุด มีการฉายภาพให้เห็นว่า ในวิกฤตหลายครั้งที่ผ่านมา สหรัฐฯ มักหาทางออกด้วยการดึงฐานการผลิตกลับประเทศเพื่อพึ่งพาตนเอง (Reshoring) แต่จีนกลับทำในสิ่งตรงกันข้าม คือการสร้างและพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกให้มีจำนวนมากที่สุดอย่างน้อย 3 แห่ง เพื่อให้มั่นใจว่า หากมีเส้นทางใดถูกตัดขาด จีนจะต้องมีช่องทางอื่นมาทดแทนเสมอ

 

การวางแผนสำรองของจีนไม่ใช่แค่รับมือวิกฤตด้านพลังงานอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงประเด็นแร่หายาก (Rare Earth) อีกด้วย โดยมัลลาบีย้ำว่า จีนได้คิดทบทวนและวางแผนกลยุทธ์เชิงรุกภายใต้กรอบภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้ประเทศตกเป็นเป้าของการโจมตีทางห่วงโซ่อุปทาน

 

จากวิกฤตมลพิษสู่ยุทธศาสตร์พลังงาน มองจีนในฐานะต้นแบบแห่งพลังงานสะอาด

 

คัลลัม โจนส์ รองบรรณาธิการกองข่าวธุรกิจจาก The Guardian ยังชี้ให้เห็นว่า สีจิ้นผิง เตรียมการรับมือวิกฤตเช่นนี้มานานหลายปี โดยอ้างอิงการเยือนวาทะระหว่างการเยือนเหมืองน้ำมันเซิ่งลี่ แหล่งผลิตน้ำมันใหญ่อันดับสองของจีนในปี 2021 ว่า จีนในฐานะประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ต้องสร้างความมั่นใจให้ได้ว่า แหล่งพลังงานต้องอยู่ในมือของตนเองเพื่อพัฒนาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

นอกจากปริมาณสำรองน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และอุปทานภายในที่แข็งแกร่ง จีนยังมีจุดแข็งสำคัญอย่าง ‘พลังงานทางเลือก’ เช่น พลังงานลมหรือแสงอาทิตย์ หลังประเทศต้องเผชิญวิกฤตมลพิษและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพอากาศต่ำกว่ามาตรฐาน น้ำปนเปื้อน ดินเสื่อมโทรม ไปจนถึงความไม่มั่นคงทางพลังงาน จนนำไปสู่แรงกดดันทั้งในการเมืองภายในและนานาชาติในฐานะประเทศผู้ปล่อยคาร์บอนมากที่สุดในโลก

 

จากบทเรียนในวันนั้น จีนจึงพยายามแก้ไขปัญหาจากระดับโครงสร้าง เริ่มจากการกระจายแหล่งพลังงานและสะสมปริมาณน้ำมันจำนวนมหาศาล ขณะที่ยังลงทุนกับแหล่งพลังงานสะอาด เช่น การลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์และลมมากที่สุดในโลก, พัฒนาแบตเตอรีและรถไฟฟ้า (EV) พร้อมทั้งยังครองห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดเกือบทั้งหมด เพื่อหวังลดการพึ่งพาฟอสซิลและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในฐานะผู้ส่งออกเทคโนโลยีสีเขียว

 

นอกจากนี้ Bloomberg ยังชี้ว่า จีนยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ลงทุนโครงข่ายไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลก โดยทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนและลดการพึ่งพาการนำเข้า

 

ทั้งนี้ เพนนี เฉิน ผู้อำนวยการอาวุโสของ Fitch Ratings ระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานพลังงานของจีนมีประสิทธิภาพสูงกว่าหลายประเทศ ทำให้ต้นทุนไฟฟ้าต่ำและมีเสถียรภาพ ถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในช่วงที่ราคาพลังงานโลกพุ่งสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟจำนวนมากอย่าง AI และการผลิต

 

วิกฤตพลังงานกระทบหนัก แม้แต่ต้นแบบแห่งพลังงานสะอาดยังเสี่ยง

 

อย่างไรก็ตาม มัลลาบีชี้ว่า จีนอาจได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในสงครามตะวันออกกลาง เพราะแม้จะมีคลังน้ำมันสำรองใช้ได้นานถึง 100 วัน แต่ก็ยังคงเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ หรือคิดเป็นน้ำมันจำนวน 40% ที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

 

ขณะที่โจนส์ชี้ว่า หากวิกฤตยังยืดเยื้อต่อไป ความท้าทายก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น และไม่มีประเทศใดหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ โดยย้ำว่า จีนปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองยากกว่าที่คิด และที่ผ่านมา จีนเคยทำได้ครั้งเดียวภายใต้เงื่อนไข 2 อย่าง คือ น้ำมันขาดแคลนหนักและราคาพุ่งสูง

 

“หากสถานการณ์หยุดชะงักระยะสั้น จีนก็ยังพอรับมือได้ แต่หากยืดเยื้อต่อไปและราคาพลังงานสูงต่อเนื่อง ก็อาจเริ่มสร้างความกังวลในปักกิ่ง” มิคาล ไมดาน หัวหน้าฝ่ายวิจัยพลังงานจีนจาก Oxford Institute for Energy Studies ระบุ

 

ภาพ: Go Nakamura / Reuters

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising