ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของอาณาจักร ‘ดุสิตธานี’ ธุรกิจโรงแรมเก่าแก่ของไทย ที่ตกอยู่ท่ามกลางมรสุมความขัดแย้งระหว่างทายาทรุ่นที่ 2 มาอย่างยาวนาน ล่าสุดดูเหมือนว่าศึกชิงอำนาจบริหารกำลังจะปิดฉากลง หลังมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นครั้งใหญ่ใน บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของดุสิตธานี
บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นใน บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งถือหุ้น DUSIT ในสัดส่วน 49.74% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด โดยมีสาระสำคัญดังนี้
1. ชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการและประธาน เจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของบริษัท รับโอนมรดกเป็นหุ้นในชนัตถ์และลูก จำนวน 379,500 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 5.05% เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 จากกองมรดกของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย
การรับโอนมรดกครั้งนี้ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของชนินทธ์ใน บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด เพิ่มขึ้นเป็น 52.12% ซึ่งเกินกว่า 50% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด ทำให้ชนินทธ์มีอำนาจควบคุมใน บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด และถือเป็นผู้มีอำนาจควบคุมทางอ้อมใน DUSIT ผ่านหลักเกณฑ์ Chain Principle
อย่างไรก็ตาม ชนินทธ์ได้รับยกเว้นไม่ต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ (Tender Offer) เนื่องจากเป็นการได้มาทางมรดก
2. ถัดมาในวันที่ 29 มกราคม 2569 สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค น้องสาวคนเล็ก ได้เข้าซื้อหุ้นใน บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด จำนวน 2,005,065 หุ้น หรือ 26.66% จาก สินี เธียรประสิทธิ์ พี่สาวคนกลาง ส่งผลให้สุนงค์ถือหุ้นรวมเพิ่มขึ้นเป็น 46.62%
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด กลายเป็นบุคคลตามมาตรา 258 ของสุนงค์ แต่ไม่เข้าเกณฑ์ต้องทำ Tender Offer เช่นกัน
🔸3 พี่น้องแถลงการณ์ร่วม ยุติข้อขัดแย้ง
ตามที่ได้ปรากฏเป็นข่าวในช่วงที่ผ่านมาเกี่ยวกับความเห็นต่างในการบริหารกิจการของดุสิตธานี ระหว่างข้าพเจ้า ไดแก่ นายชนินทธ์ โทณวณิก นางสินี เธียรประสิทธิ์และนางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะผู้ถือหุ้นของชนัตถ์และลูก
ความเห็นต่างดังกล่าว ล้วนเกิดจากความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกฝ่าย ที่ต้องการเห็นกิจการของบริษัท โดยเฉพาะโรงแรมดุสิตธานี ที่ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ได้วางรากฐานและดูแลด้วยความรักมานานกว่า 50 ปี สามารถที่จะเติบโต อย่างมั่นคง แข็งแกร่ง และสร้างประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น พนักงาน ลูกค้า และผู้มีอุปการคุณ รวมถึงสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ และสร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนไทย ตามความตั้งใจของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย
ข้าพเจ้า นายชนินทธ์ โทณวณิก นางสินี เธียรประสิทธิ์ และ นางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค ขอเรียนให้ทุกท่านที่นับถือได้ทราบว่า บัดนี้ข้าพเจ้าได้เห็นพ้องต้องกันที่จะยุติข้อขัดแย้งดังกล่าวแล้ว โดยจะนำความเห็นต่าง และความปรารถนาดีของทุกฝ่ายที่เป็นประโยชน์มาใช้ในการพัฒนาธุรกิจ และกิจการของบริษัทต่อไป
🔸 นัยสำคัญต่ออนาคตดุสิตธานี
นัยสำคัญต่อทิศทาง ‘ดุสิตธานี’ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นใน บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจยุติความขัดแย้งภายในครอบครัวที่ยืดเยื้อมานาน
ประการแรกคือ อำนาจกลับคืนสู่ ‘ชนินทธ์’ จากเดิมที่เคยถูกน้องสาว 2 คน ปลดออกจากกรรมการบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด และพยายามถอดถอนออกจากกรรมการ DUSIT การถือหุ้นเกิน 50% ครั้งนี้ทำให้ชนินทธ์กลับมามีอำนาจเด็ดขาดในการกำหนดทิศทางของบริษัทโฮลดิ้งที่คุมบังเหียน DUSIT
ประการที่สองคือ การขายหุ้นทั้งหมดในส่วนของ สินี เธียรประสิทธิ์ ให้แก่ สุนงค์ อาจเป็นการส่งสัญญาณถอยจากความขัดแย้ง หรือมีการเจรจาตกลงผลประโยชน์ภายในครอบครัวที่ลงตัวแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ชนินทธ์เคยเสนอให้แบ่งแยกธุรกิจกันบริหารในช่วงก่อนหน้านี้
และประการที่สามคือ การปิดประตูคนนอก ก่อนหน้านี้ ชนินทธ์เคยออกมาเปิดเผยว่ามีความพยายามดึง ‘คนนอก’ เข้ามาถือหุ้นและบริหาร DUSIT การรวบอำนาจเบ็ดเสร็จในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการปิดประตูไม่ให้กลุ่มทุนอื่นเข้ามาแทรกแซงกิจการของครอบครัวได้อีก
แม้บริษัทจะแจ้งว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่มีผลกระทบต่อนโยบายการดำเนินธุรกิจ แต่ในทางปฏิบัติ การมีเอกภาพในกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ย่อมส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความราบรื่นในการบริหารงาน โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจกต์ ‘ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค’ ที่กำลังจะทยอยเปิดให้บริการ ซึ่งเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของอาณาจักรดุสิตธานีในยุคผลัดใบ


