×

5 คำเตือน ‘ชนะ ภูมี’ ชิงประธาน ส.อ.ท. วางเกมใหญ่รื้ออุตสาหกรรม แนะธุรกิจ ‘กอดเงินสด’ รับสงครามยืดเยื้อ 6 เดือน

23.03.2026
  • LOADING...
ภาพ ‘ชนะ ภูมี’ ผู้บริหาร SCG ผู้สมัครประธาน ส.อ.ท. พร้อมข้อความ 5 คำเตือน แนะธุรกิจ ‘กอดเงินสด’ รับมือสงครามยืดเยื้อ

จับตาศึกชิงประธาน ส.อ.ท. ‘ชนะ ภูมี’ วางเกมใหญ่ ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทย เตือนวิกฤตตะวันออกกลางกระทบ SME ชี้อาจยืดเยื้อ ควรเก็บเงินสด 3-6 เดือน ห่วงซัพพลายบางสินค้าเริ่มขาด มองเดินระบบใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ใช้เวลานาน กว่าจะกลับมาเป็นปกติ ธุรกิจไม่ควรประมาท และต้องเร่งปรับตัว

 

ท่ามกลางศึกชิงเก้าอี้ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งจะคัดเลือกกรรมการชุดใหม่ในวันที่ 30 มี.ค. ‘ชนะ ภูมี’ เป็นรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ซึ่งเป็นหนึ่งใน 2 แคนดิเดต กับ อภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) 

 

ชนะ เปิดใจว่า จุดเริ่มต้น และความตั้งใจแรกหากได้รับตำแหน่ง คือต้องการเข้ามาช่วยเหลือภาคธุรกิจ พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโต ซึ่งได้วางเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับ SME จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนราว 35% ของ GDP หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 6.3 ล้านล้านบาท จาก GDP ไทยที่อยู่ระดับ 18 ล้านล้านบาท ให้เพิ่มขึ้นเป็น 50% หรือราว 9 ล้านล้านบาท ภายใน 4-5 ปี เพื่อยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

 

ห่วงอุตสาหกรรมไทย เผชิญแรงกดดัน ระเบียบโลกใหม่

 

ชนะ กล่าวว่า การตัดสินใจลงสมัครครั้งนี้ไม่ได้มาจากตัวเองเพียงลำพัง แต่เกิดจากแรงผลักของผู้ใหญ่และบอร์ดบริษัทหลายแห่ง ที่มองเห็นความท้าทายเศรษฐกิจ และภาคอุตสาหกรรม กำลังเผชิญแรงกดดัน ทั้งระเบียบโลกใหม่ เร็ว และไม่เหมือนเดิม โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตตะวันออกกลาง ซึ่งไทยควรใช้โอกาสเข้าไปเป็น ห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) โลกให้ได้

 

ทั้งนี้ ชนะประเมินสถานการณ์ล่าสุดที่เกิดเหตุความขัดแย้งตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ว่าจะเริ่มส่งผลกระทบภาคพลังงาน ตลอดจนการหยุดชะงักของโลจิสติกส์ หลายสินค้า ซัพพลายเริ่มมีปัญหา ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคที่เริ่มขาดแคลนและแพงขึ้น ที่เห็นชัดสุด คือ เม็ดพลาสติก โซลาร์เซลล์ ข้าวของในชีวิตประจำวัน แม้แต่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่เริ่มขาดตลาด

 

โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น โรงกลั่นน้ำมันหรือโรงงานผลิตพลังงาน ปิโตรเคมี เมื่อเกิดการหยุดชะงัก ซึ่งไม่ว่าจะจากเหตุความไม่สงบ การโจมตี หรือปัจจัยใดก็ตาม ‘การกลับมาเดินระบบใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลานานกว่าจะเซตระบบกลับมาดังเดิม’

 

เนื่องจากโรงงานต้องตรวจสอบความปลอดภัย ระบบท่อ และกระบวนการผลิตทั้งหมดอย่างละเอียด การปิดแหล่งผลิต เช่น หลุมขุดเจาะน้ำมัน ส่งผลให้แรงดันตามธรรมชาติในระบบเปลี่ยนแปลง เมื่อต้องเปิดใช้งานใหม่ คุณภาพและปริมาณการผลิตอาจไม่เหมือนเดิม ต้องใช้เวลาฟื้นตัวหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน

 

อีกทั้งยังไม่รวมถึงระบบขนส่งที่ต้องพึ่งพาเรือเฉพาะทาง และเส้นทางสำคัญของโลก ซึ่งล้วนมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอน

 

สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า “ห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานที่เคยมีเสถียรภาพ อาจกลายเป็นจุด ‘เปราะบาง’ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่พึ่งพาทรัพยากรเหล่านี้ในสัดส่วนสูง ผลกระทบจึงอาจยืดเยื้อเป็นระยะเวลา 6 เดือนหรือมากกว่า”

 

ชนะ แนะว่า สิ่งที่น่ากังวลยิ่งคือ ภาคธุรกิจจำนวนไม่น้อยยังไม่ได้เตรียมความพร้อมต่อความเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ขาดแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (continuity plan) ทั้งที่ผลกระทบกำลังใกล้เข้ามา หากภาคอุตสาหกรรมอ่อนแอ ผลกระทบย่อมขยายวงกว้างต่อเศรษฐกิจในที่สุด

 

ดังนั้น ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวอย่างจริงจัง สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ การบริหารเงินสด (cash flow) ให้เพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจอย่างน้อย 3-6 เดือน เพราะเมื่อห่วงโซ่อุปทานมีปัญหา ต้นทุนต่างๆ จะเพิ่มสูงขึ้น ทั้งค่าขนส่ง วัตถุดิบ และผลกระทบจากเงินเฟ้อ

 

เตือน 5 เรื่องที่ภาคธุรกิจควรระมัดระวัง SMEs รับมือวิกฤตพลังงาน

 

  • การบริหารสภาพคล่องเรื่องเงิน ไม่ใช่เรื่องกำไรหรือขาดทุน แต่เป็นเรื่องกระแสเงินสดในมือที่เตรียมไว้ให้พอใช้หมุนเวียนในช่วงวิกฤต หากสถานการณ์ยืดเยื้อต่อไป ธุรกิจจะสามารถประคองตัวได้ และควรมองให้ครอบคลุม 6 เดือนข้างหน้า และมองอนาคตแบบเหตุการณ์เลวร้ายที่สุด
  • ทบทวนค่าใช้จ่ายทุกรายการ ชะลอโครงการลงทุนที่ชะลอได้ออกไปก่อน เก็บเงินสดไว้สำหรับการใช้จ่ายที่จำเป็นจริงๆ
  • บริหารการผลิต ปรับให้สอดคล้องกับตลาดที่หดตัว ปรับลดสต็อกวัตถุดิบหรือสินค้าให้เหมาะสม ไม่มากเกินไป เพราะจะทำให้เงินจม ทั้งตลาดยังหดตัวจากเหตุเงินเฟ้อ และปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่เปลี่ยนไป การวางแผนผลิตต้องรัดกุมผลิตตามที่ขายได้จริง เน้น SKU ที่หมุนเร็ว เพราะวัตถุดิบจะตึงตัว อาจขาดแคลน หายาก จึงต้องทำให้มีความคล่องตัวที่สุด
  • สื่อสารพูดคุยกับคู่ค้าอย่างใกล้ชิด ทั้งฝ่าย supplier และลูกค้า ต้องมีข้อมูลที่ตรงกับสภาพความเป็นจริง ช่วยกันคิดและหารือกำหนดทิศทางประคองให้ทุกฝ่ายรอดไปด้วยกัน ลดการแย่งซื้อกักตุน และทำให้ตลาดปั่นป่วนโดยไม่จำเป็น
  • ความร่วมมือในกลุ่มของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน จัดตั้งเวทีหารือร่วมกัน หรือ War Room เพื่อช่วยกันจัดเรียงปัญหาที่ประสบอยู่

 

ขณะเดียวกัน แม้จะเป็นช่วงเวลาของความท้าทาย แต่ก็แฝงไปด้วยโอกาส หากองค์กรสามารถปรับตัวได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จะสามารถใช้จังหวะนี้สร้างความได้เปรียบ ทั้งคัดเลือกบุคลากร การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการพัฒนาโมเดลใหม่

 

นอกจากนี้ ไทยสามารถใช้จุดเด่นที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากร และตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ หากสามารถต่อยอดจุดแข็ง เช่น อุตสาหกรรมอาหาร เกษตรแปรรูป การท่องเที่ยว และการแพทย์ รวมถึงเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่และเทคโนโลยี ก็จะสามารถดึงดูดการลงทุน คนเก่ง และสร้างการเติบโตในระยะยาวได้

 

“เมื่อห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังเปลี่ยนแปลง การพึ่งพาตนเอง การสร้างความยืดหยุ่น และการวางกลยุทธ์เชิงรุก คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ทั้งองค์กรและประเทศสามารถ เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส”

 

โดยโลกอนาคต ความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้คือ บางอุตสาหกรรมจะค่อย ๆ เลือนหายไป หลายอาชีพที่เราเคยคุ้น อาจหายไป เพราะไม่สอดคล้องกับบริบทใหม่ของเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ดังนั้น ทุกคนต้องปรับตัว

 

แก้กฎหมายล้าสมัย ต้นทุนพลังงาน น้ำ-ไฟ

 

ชนะ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันปัญหาเชิงโครงสร้างยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายที่ล้าสมัย ต้นทุนด้านพลังงาน น้ำ ไฟ และระบบขนส่งที่สูงกว่าหลายประเทศ รวมถึงการขาดแคลนแรงงานรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งแก้ไข

 

โดยก่อนที่ไทยหรือสภาฯ เองจะผลักดันการเปลี่ยนแปลงหรือแข่งขันกับใคร เช่นเพื่อนบ้าน เวียดนาม ต้องเป็น ‘ต้นแบบ’ ของการปรับตัว มีความสามัคคีภายในองค์กร แม้เส้นทางจะเต็มไปด้วยความท้าทายและความเห็นต่าง

 

ทั้งนี้ การพัฒนาในระยะยาวต้องมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ดึงดูด ‘คนเก่ง’ และ ‘ทุนคุณภาพ’ ให้เข้ามา พร้อมกับยกระดับศักยภาพของคนในประเทศ เพราะอนาคตจะไม่ใช่ของผู้ที่รอคอย แต่เป็นของผู้ที่ ‘ปรับตัวและลงมือทำ’

 

ชนะ ทิ้งท้ายว่า หากได้เข้ามาทำหน้าที่จะเดินหน้าตั้งกองทุนเพื่อธุรกิจ SME ใช้จุดแข็งที่ผ่านประสบการณ์ ใช้กลยุทธ์องค์กรให้เป็นประโยชน์ ในวันที่ไทยกำลังเผชิญความท้าทายทั้งวิกฤตพลังงาน เงินเฟ้อ สังคมสูงวัย และคอร์รัปชัน จากนี้จะยกระดับอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ จากเทคโนโลยี-ตลาด-เงินทุน-รัฐ พร้อมเสริม 3 ทุนภายใน เพื่อให้แข่งขันโลก

 

เปิดนโยบาย 5 Smart + 1

 

  • Smart Industry: อัปเกรดโรงงานสู่ดิจิทัล ใช้หุ่นยนต์-อัตโนมัติ เพิ่มผลิตภาพ
  • Smart Market: ปกป้องตลาดในประเทศ ดัน SME เข้าห่วงโซ่โลก ลดนำเข้า-เพิ่มส่งออก
  • Smart Funding: ปลดล็อกสินเชื่อ ใช้ ‘ข้อมูลธุรกิจ’ แทนหลักทรัพย์ค้ำ
  • Smart & Green Infrastructure: พลังงานสะอาด + โลจิสติกส์อัจฉริยะ ลดต้นทุนแข่งขัน
  • Smart Government: รัฐคล่องตัว ลดกฎล้าสมัย เป็น ‘พาร์ตเนอร์ธุรกิจ’
  • +1 PPPP Model: รัฐ-เอกชน-ประชาชน ร่วมขับเคลื่อน

 

นโยบาย 3 Capital (3 ทุน)

 

  • ทุนมนุษย์: พัฒนาทักษะแรงงาน ตรงกับอุตสาหกรรม
  • ทุนข้อมูล: เชื่อมข้อมูลรัฐ-เอกชน ลดคอร์รัปชัน สร้างโอกาส
  • ทุนองค์กร: บูรณาการหน่วยงาน ทำงานจริง วัดผลได้
  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories