×

หอการค้าฯมั่นใจไร้สุญญากาศการเมือง จี้รัฐบาลเร่งแก้หนี้ พร้อมสร้างตลาดใหม่ให้ SMEs แทนแจกเงินระยะสั้น

12.02.2026
  • LOADING...
ตัวแทนหอการค้าไทยให้มุมมองเศรษฐกิจและการเมือง จี้รัฐบาลเร่งแก้หนี้ครัวเรือนและสนับสนุน SMEs

ภายหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไปไม่นาน แม้ภาพรวมการจัดตั้งรัฐบาลจะยังเดินหน้าเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ แต่ในบางเขตยังคงมีการประท้วงผลการนับคะแนน สะท้อนบรรยากาศทางการเมืองที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความคาดหวังของภาคธุรกิจที่ต้องการเห็นความชัดเจนและเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่โดยเร็วที่สุด

 

ดร.กฤษณะ วจีไกรลาศ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ให้มุมมองถึงรัฐบาลใหม่ ว่า ประเด็นเร่งด่วนที่อยากให้เร่งแก้ไขคือปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับสูงราว 90% ของ GDP และเป็นปัจจัยฉุดรั้งกำลังซื้อภายในประเทศ หากไม่เร่งแก้ไข การกระตุ้นเศรษฐกิจด้านอื่นอาจเห็นผลจำกัด

 

เมื่อภาระหนี้ลดลง กำลังซื้อจะฟื้นตัว ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศกลับมาคึกคัก และกระตุ้นให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะรายใหญ่ที่มีศักยภาพด้านเงินทุน กล้าตัดสินใจลงทุนมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันหลายบริษัทชะลอการลงทุน ไม่ใช่เพราะขาดศักยภาพ แต่ยังไม่มั่นใจต่อทิศทางกำลังซื้อในประเทศ

 

รวมถึง การช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ควรมุ่งสร้างตลาดมากกว่าการอัดฉีดเงินระยะสั้น เพราะมาตรการแจกเงินอาจช่วยได้เพียงชั่วคราว แต่ไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน ตัวอย่างเช่น การจัดงานแสดงสินค้าและเจรจาการค้าอย่าง THAIFEX ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการพบผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจอาหาร โรงแรม และสปา ซึ่งส่วนใหญ่เป็น SMEs

 

ดร.กฤษณะ ย้ำว่า ปัญหาหลักของ SMEs ในขณะนี้ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ย แต่คือภาวะตลาดหดตัว เมื่อยอดขายลดลง รายได้ไม่เพียงพอ แม้ต้องการกู้เพิ่ม ธนาคารก็ไม่กล้าปล่อยสินเชื่อเพราะกังวลความเสี่ยงหนี้เสีย ดังนั้น หากสามารถฟื้นตลาดให้กลับมาคึกคัก เพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบ ความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินจะกลับมา และสินเชื่อก็จะไหลเข้าสู่ระบบโดยอัตโนมัติ

 

ในมิติการเมือง ประเมินว่า กรณีการประท้วงผลเลือกตั้งในบางเขต ไม่น่ากระทบต่อไทม์ไลน์การรับรองผลเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีกรอบเวลาตามกฎหมายชัดเจน และไม่น่าจะเกิดภาวะสุญญากาศทางการเมืองเหมือนในอดีต อีกทั้งพรรคที่ได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่งมีความได้เปรียบชัดเจน แม้มีการเปลี่ยนแปลงผลในบางเขต ก็คาดว่าจะไม่กระทบภาพรวม

 

พร้อมกันนี้ มองว่ารัฐบาลชุดใหม่มีแนวโน้มเป็นทีมงานเดิม ทำให้สามารถเดินหน้าสานต่อนโยบายได้ทันที โดยความต่อเนื่องดังกล่าวจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจและนักลงทุน โดยที่ผ่านมา หอการค้าไทยได้ทำงานใกล้ชิดกับสมาคมวิสาหกิจจีนในประเทศไทย

 

“ปัจจุบันพบว่านักลงทุนจีนยังเป็นกลุ่มหลักที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด ซึ่งจำนวนสมาชิกเพิ่มจากกว่า 300 บริษัทเมื่อสองปีก่อน ตอนนี้เพิ่มขึ้นมาเกือบ 1,000 บริษัท ส่วนมูลค่าการลงทุนตั้งแต่ระดับพันล้านถึงหมื่นล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพไทยในฐานะฐานการผลิตและศูนย์กลางการค้าการลงทุนของภูมิภาค”

 

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มนักลงทุนจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และตะวันออกกลาง ที่มีแผนลงทุนต่อเนื่อง หากสถานการณ์การเมืองมีเสถียรภาพและนโยบายเศรษฐกิจมีความชัดเจน ไทยก็มีโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุนรอบใหม่เข้าสู่ประเทศได้

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising