THE STANDARD POP มีโอกาสได้พูดคุยกับ Cate Blanchett นักแสดงผู้ทรงพลังและ Armani Beauty Global Ambassador ที่เพิ่งพาภาพยนตร์เรื่อง Father Mother Sister Brother ไปเปิดตัวอย่างงดงามที่ Venice Film Festival ในปีนี้
โดยการสนทนาครั้งนี้ ก็เต็มไปด้วยเรื่องเล่าที่น่าประทับใจจาก Cate ทั้งเบื้องหลังภาพยนตร์เรื่องใหม่, ความหมายของเวนิสในหัวใจของเธอ, บทบาทที่ทำให้เธอมองเห็น ‘ความงาม’ ในมุมที่ลึกขึ้น ไปจนถึงสายสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างเธอกับ Mr. Giorgio Armani ผู้มอบแรงบันดาลใจให้เธอทั้งในงานและชีวิตส่วนตัว

Credit: Getty Images
ภาพยนตร์เรื่อง Father Mother Sister Brother เพิ่งจะเปิดตัวไปที่ Venice Film Festival ที่ผ่านมา คุณช่วยเล่าเรื่องหนังสั้นๆ ให้เราฟังได้ไหม?
Cate: มันเปี่ยมไปด้วยความสุขมากจริงๆ ต้องบอกก่อนว่าฉันเคยร่วมงานกับ Jim Jarmusch เมื่อหลายปีก่อนในภาพยนตร์เรื่อง Coffee and Cigarettes หลังจากนั้นฉันก็ย้ายไปอยู่ออสเตรเลีย เขาเคยติดต่อชวนฉันกลับไปร่วมงานด้วยอีกครั้งแต่ตอนนั้นฉันไม่สะดวก พอวันนี้ได้กลับมาร่วมงานกับเขาอีกครั้ง มันให้ความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านเลย
Jim เป็นคนที่นิ่ง เท่ แต่ในขณะเดียวกันก็อ่อนไหวมากๆ ซึ่งฉันคิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยอารมณ์มากมาย มีทั้งเรื่องครอบครัว และสายสัมพันธ์ที่แปลกประหลาด อ่อนโยน และความซับซ้อนที่เราค่อยๆ สร้างขึ้นมาเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
ในเรื่องนี้ฉันรับบทเป็นพี่น้องกับ Vicky Krieps และเราก็ได้นักแสดงระดับตำนานอย่าง Charlotte Rampling มารับบทเป็นแม่ของเรา การทำงานร่วมกับทั้งสองคนเป็นช่วงเวลาที่ดีมาก เราถ่ายทำกันที่ไอร์แลนด์ประมาณ 3 สัปดาห์ และเวลาพักกอง พวกเรามักจะขึ้นไปนั่งคุยกันบนเตียงในห้องหนึ่งของบ้านที่เราใช้ถ่ายทำ มันให้ฟีลเหมือนเรากำลังจัดปาร์ตี้ชุดนอนกันมาก การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนบทสนทนากับผู้หญิงเก่งๆ ทั้งสองคนนี้ และการได้กลับมาเจอ Jim Jarmusch อีกครั้ง… สำหรับฉัน มันคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตเลยล่ะ

Credit: Getty Images
Venice Film Festival คงเป็นสถานที่ที่มีความหมายพิเศษในใจคุณ ช่วยแชร์ประสบการณ์ที่น่าจดจำให้เราฟังหน่อยได้ไหม?
Cate: ใช่ เวนิสมีความหมายกับฉันมาก ฉันไปที่นั่นในหลายบทบาทมากๆ ทั้งกับ Mister Armani (Giorgio Armani) และ Armani Beauty ด้วย และที่สำคัญ Venice Film Festival เป็นเทศกาลภาพยนตร์แรกในชีวิตที่ฉันเคยไปด้วย
ปกติแล้วฉันเคยไปที่นั่นในฐานะนักท่องเที่ยว เป็น Backpacker คนหนึ่ง แต่พอถึงตอนที่ฉันไปในฐานะนักแสดงจากบทราชินีอลิซาเบธ (จากเรื่อง Elizabeth) ตอนนั้นฉันยังใหม่มาก แทบไม่รู้เรื่องรู้ราวเลยว่าเทศกาลภาพยนตร์คืออะไร หนังเราเข้าประกวดสายหลัก แล้วฉันก็โดนขู่ไว้เยอะว่าที่นี่ถ้าคนดูไม่ชอบหนัง เขาจะโห่ไล่แล้วเดินออกเลยนะ แต่ปรากฏว่าในตอนจบ ทุกคนกลับลุกขึ้นยืนปรบมือ ฉันไม่มีวันลืมวินาทีนั้นเลย มันเป็นความรู้สึกที่ทรงพลังเหลือเกิน
หลังจากนั้นฉันก็ได้กลับไปในฐานะประธานคณะกรรมการตัดสิน และกลับไปพร้อมกับหนังอีกหลายเรื่อง ฉันคิดว่าเวนิสเป็นเทศกาลที่เปี่ยมไปด้วยความหรูหรา มีเสน่ห์น่าหลงใหล และมันผสานความรักที่ฉันมีต่อทั้งโลกภาพยนตร์และโลกแฟชั่นเข้าด้วยกัน ฉันเลยมักจะไปที่นั่นแทบทุกปี แล้วช่วง 3-4 ปีหลังมานี้ ฉันพาลูกสาวไปด้วยตลอด กลายเป็นทริปแม่ลูกที่ทำให้การไปเยือนเวนิสพิเศษขึ้นหลายๆ เท่า

เนื่องจากคุณเป็น Global Beauty Ambassador ให้กับ Mr. Giorgio Armani มาหลายปีแล้ว คุณนิยามความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับแบรนด์ไว้อย่างไร?
Cate: ความสัมพันธ์นี้เริ่มจากความชื่นชม ความรัก และมิตรภาพที่ฉันมีต่อ Mister Giorgio Armani และเหมือนความสัมพันธ์นั้นมันลึกซึ้ง ซื่อสัตย์ และให้พลังบวกกับชีวิตของฉันมาก ฉันแทบจินตนาการไม่ออกเลยว่าชีวิต งาน หรือเส้นทางอาชีพของฉันจะเป็นแบบไหนถ้าไม่มีความสัมพันธ์เหล่านี้ ไม่ใช่แค่กับ Mister Armani เท่านั้น แต่รวมถึงทีมใน Atelier และทุกคนที่ฉันได้ร่วมงานด้วยตลอดหลายปี เราเติบโตและพัฒนาไปด้วยกันในทุกๆ วัน จนมันกลายเป็นความผูกพันที่เหมือนครอบครัวไปแล้ว และอย่างที่บอก ฉันไม่สามารถจินตนาการชีวิตของตัวเองได้เลยถ้าไม่มีความสัมพันธ์ดีๆ เหล่านี้อยู่ด้วย

Mr. Armani เคยกล่าวไว้ว่า “ชื่อเสียงไม่ใช่สิ่งที่ผลักดันผมให้เดินบนเส้นทางนี้ เงินก็เช่นกัน เพราะเงินซื้อความงดงามไม่ได้ แต่การได้ลงมือสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ต่างหากที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมตลอดมา” คุณเห็นชอบกับคำพูดนี้บ้างไหม?
Cate: แน่ล่ะ ฉันเข้าใจสิ่งที่เขาพูดอย่างดีเลย Mr. Armani เป็นคนที่เริ่มต้นจากความเป็น craftsman จริง ๆ เขาเคยเรียนด้านการแพทย์มาก่อน เป็นคนที่อ่านเยอะ มองโลกกว้าง และยังเป็นนักการกุศลที่ยอดเยี่ยม
เขาสนใจหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ สถาปัตยกรรม ของใช้ในบ้าน และความงามในทุกรูปแบบที่น่าดึงดูดสำหรับเขา ส่วนตัวฉันคิดว่าสิ่งของภายนอกอย่างชื่อเสียง ความสำเร็จ หรือเงินทอง ล้วนเป็นความว่างเปล่า หากมันไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วย ‘ความอยากรู้อยากเห็น’ ‘ความถ่อมตัว’ ‘การทำงานหนัก’ และ ‘ความหลงใหล’
ซึ่งทั้งหมดนี้คือคุณสมบัติที่ Mr. Armani มี และเป็นสิ่งที่ฉันชื่นชม ฉันเองก็เห็นชอบกับมุมมองการใช้ชีวิตแบบนั้นมากๆ และยังคงยึดถือมันมาตลอด

Mr. Armani สอนคุณค่าของความงามอะไรให้กับคุณ?
Cate: ฉันคิดว่าเรามีความเชื่อเรื่องความงามที่ใกล้เคียงกับมุมมองของคนเอเชียอยู่เหมือนกันนะ นั่นก็คือ ความงามที่แท้จริงมักมีความไม่สมบูรณ์แบบอยู่ในนั้น ฉันรู้สึกว่าในโลกตะวันตก เราหมกมุ่นกับความสวยในเชิงเปลือกนอก หรือ ‘พลาสติก’ มากเกินไป ราวกับว่าความงามที่ไร้ที่ติเป็นสิ่งที่เรา ‘ควรเป็น’ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่สิ่งที่เป็นธรรมชาติเลย
แต่ Mr. Armani ยังคงรักษาจิตวิญญาณนั้นไว้ในงานดีไซน์ของเขาเสมอ เปรียบเหมือนการมองเห็นคุณค่าของ ‘แก้วที่มีรอยตำหนิ’ (The flaw in the glass) ซึ่งนั่นเป็นแนวคิดที่ฉันซึมซับมาจากเขา

Credit: Carol
ตลอดอาชีพการแสดงคุณสวมบทบาทมาแล้วมากมาย มีตัวละครไหนที่ ‘มุมมองความงาม’ ของตัวละครนั้นๆ สะท้อนใจคุณมากสุด และเพราะอะไร?
Cate: งานภาพยนตร์เป็นสื่อที่เน้น ‘ใช้ภาพนำ’ ผู้ชมจะตีความและอ่านความหมายจากตัวละครตั้งแต่ก่อนที่พวกเขาจะเอ่ยปากพูดคำแรกด้วยซ้ำ สำหรับฉัน ไม่มีความงามของตัวละครไหนโดนใจฉันเป็นพิเศษ แม้ว่าตัวละครเหล่านั้นจะถูกถ่ายทอดผ่านตัวฉัน แต่มันก็ไม่ใช่ตัวตนของฉัน
อย่างการรับบท Lilith Ritter ใน Nightmare Alley หรือ Carol Aird ใน Carol ทั้งสองมีความงามที่ดูหรูหราและงดงามเหมือนกัน แต่คนหนึ่งจะดูแข็งกร้าน ในขณะที่อีกคนจะดูอ่อนโยนและเย้ายวนกว่า แต่ถ้าเทียบกับ Lydia Tár ใน TÁR เธอแทบไม่แต่งหน้าเลย เป็นความงามที่ดิบ ตรงไปตรงมา และไม่พยายามสร้างภาพใดๆ

คุณให้การสนับสนุนและโอบรับวงการความงามและแฟชั่นมาโดยตลอด ทำไมคุณคิดว่าวงการเหล่านี้จึงสำคัญ?
Cate: ในฐานะนักแสดง ฉันรู้สึกผูกพันกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการสำรวจตัวตนอย่างลึกซึ้ง แฟชั่นและความงามไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ใช้ตกแต่งภายนอกเท่านั้น แต่มันช่วยสื่ออารมณ์ ความทรงจำ และตัวตนของเราได้
สิ่งเหล่านี้ได้เปิดโอกาสให้เราได้เล่นสนุก เปลี่ยนแปลง เปิดเผยตัวตน หรือบางครั้งก็ปกป้องตัวเอง มีศิลปะอันลึกซึ้งซ่อนอยู่ในสิ่งเหล่านี้ และเมื่อมองอย่างใส่ใจ วงการเหล่านี้ยังช่วยให้เรานิยามความงามในแบบของเราเอง แทนที่จะรับความหมายที่คนอื่นกำหนดไว้ให้

Credit: Focus Features
คุณเคยมาเมืองไทยมาก่อนหรือไม่? ถ้าเคย มีความทรงจำพิเศษเกี่ยวกับตอนที่อยู่ที่นี่ไหม?
Cate: ฉันเคยมาที่ประเทศไทยตอนถ่ายทำเรื่อง TÁR และได้ทำงานร่วมกับวงดนตรีโยธวาทิต ซึ่งพวกเขาน่าทึ่งมากๆ เลย ประเทศไทยเป็นสถานที่ที่ทำให้ฉันประทับใจเสมอ แม้ในตอนที่มองจากระยะไกล
เพราะที่นี่ดูเหมือนเป็นจุดที่จิตวิญญาณ ศิลปะ และประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสมาบรรจบกันอย่างงดงามและมีความหมาย ฉันอยากกลับไปสำรวจสิ่งเหล่านั้นอีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ในฐานะผู้ฟังที่เปิดใจรับประสบการณ์ใหม่ๆ นอกจากนี้ฉันก็ชอบแหล่งธรรมชาติของที่นี่มากๆ ทั้งน้ำทะเลที่ใสสะอาด รวมถึงภูเขาที่มีทิวทัศน์สวยงาม ประเทศไทยเหมือนเวทมนตร์เลยทีเดียว

มุมมองเรื่องความงามนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ หากคุณให้คำแนะนำกับตัวเองในวัยยังเริ่มต้นเส้นทางการแสดงเกี่ยวกับ ‘คุณค่าของความงาม’ คุณจะบอกอะไรกับตัวเอง? และอยากส่งต่อข้อความอะไรถึงนักแสดงหญิงรุ่นใหม่ในวันนี้?
Cate: ถ้าฉันได้พูดกับตัวเองในวัยเยาว์ ฉันคงบอกว่า “ความงามไม่ใช่สิ่งที่คุณสวมใส่ ไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่ปรากฏบนกล้อง และไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นมองเห็นในตัวคุณ ความงามที่แท้จริงคือความสามารถในการสังเกต รับฟัง และตอบสนองอย่างซื่อสัตย์ ทั้งในงานของคุณ ความสัมพันธ์ของคุณ และในชีวิตของคุณ มันคือความซื่อตรง ความใฝ่รู้ และความกล้าที่จะเป็นตัวเอง แม้ต้องเผชิญแรงกดดันหรือความคาดหวังจากภายนอก”
สำหรับนักแสดงหญิงรุ่นใหม่วันนี้ ฉันอยากส่งต่อข้อความเดียวกันนี้ คืออยากให้จงโฟกัสที่งาน ศึกษา บ่มเพาะ ‘เสียง’ ของตัวเอง และเข้าใจไว้ว่า ความสง่างามและตัวตนที่โดดเด่นเกิดจากความจริงใจ ไม่ใช่การเลียนแบบใคร เรียนรู้ที่จะอดทนกับตัวเอง และเชื่อเถอะว่า เมื่อคุณแสดงออกจากความจริงภายใน ทั้งผลงานและตัวตนของคุณจะเปล่งประกายความงามที่เหนือกว่ามาตรฐานผิวเผินใดๆ


