มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีที่กรุงออตตาวา ประกาศท่าทีของแคนาดา ในการตอบโต้มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการล่าสุด ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์เป็น 25%
คาร์นีย์ยืนยันว่า จะใช้ทุกตัวเลือกที่มีในการปกป้องแรงงานและเศรษฐกิจของแคนาดา และจะตอบโต้มาตรการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ด้วยการดำเนินการทางการค้า ซึ่งจะส่งผลกระทบสูงสุดต่อสหรัฐฯ ในขณะที่ส่งผลกระทบต่อแคนาดาน้อยที่สุด
คาร์นีย์ชี้ว่า “สหรัฐฯ ไม่ใช่พันธมิตรที่เชื่อถือได้อีกต่อไป” พร้อมทั้งประกาศว่า ความสัมพันธ์เก่ากับสหรัฐฯ นั้น ‘จบลงแล้ว’
“ความสัมพันธ์เก่าที่มีกับสหรัฐฯ ซึ่งอิงจากการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้ง ความมั่นคงที่แน่นแฟ้น และความร่วมมือทางทหารนั้นสิ้นสุดลงแล้ว
“ผมสัญญาอย่างจริงจังว่า เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ขู่เราอีกครั้ง เราจะสู้กลับ เราจะสู้กลับด้วยทุกสิ่งที่เรามีเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ดีที่สุดสำหรับแคนาดา เราจะสร้างอนาคตที่เป็นอิสระสำหรับประเทศของเราให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าที่เคย”
คาร์นีย์ยืนยันว่า แคนาดาจำเป็นต้องสร้างเศรษฐกิจที่ชาวแคนาดาสามารถควบคุมได้ ซึ่งรวมถึงการคิดใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศพันธมิตรอื่นๆ
ขณะที่การขยายสงครามการค้าด้วยมาตรการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ คาดว่าจะส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อแคนาดา ซึ่งมีอัตราส่งออกสินค้า 75% ไปยังสหรัฐฯ
โดยคาร์นีย์เผยว่า เขาจะพูดคุยกับผู้นำท้องถิ่นและผู้นำภาคธุรกิจ เพื่อหารือถึงการประสานแนวทางตอบโต้การขึ้นภาษีรถยนต์ของสหรัฐฯ
สำหรับการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน ส่วนภาษีชิ้นส่วนรถยนต์จะเริ่มในเดือนพฤษภาคมหรือหลังจากนั้น
คาร์นีย์ชี้ว่า การขึ้นภาษีรถยนต์ดังกล่าวไม่เป็นธรรม และเป็นการละเมิดข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาที่ยังมีอยู่ พร้อมทั้งระบุถึงข้อตกลงผลิตภัณฑ์ยานยนต์ระหว่างแคนาดาและสหรัฐฯ ที่มีการลงนามตั้งแต่ปี 1965 ซึ่งถือเป็นข้อตกลงที่มีความสำคัญต่อความร่วมมือในอุตสาหกรรมยานยนต์ของทั้งสองประเทศ โดยคาร์นีย์ระบุว่าได้สิ้นสุดลงแล้ว จากผลของการขึ้นภาษีรถยนต์ดังกล่าว
ที่ผ่านมานอกเหนือจากภาษีรถยนต์ สหรัฐฯ ยังได้กำหนดภาษีนำเข้าสินค้าบางส่วนของแคนาดาที่ 25% และขึ้นภาษีนำเข้าอะลูมิเนียมและเหล็กทั้งหมดที่ 25% โดยแคนาดาได้ตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ภาพ: Blair Gable / Reuters
อ้างอิง: