เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า รัฐบาลสมัยที่ 2 ของอนุทิน ชาญวีรกูล ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย ไม่มี ‘ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ’ หนึ่งในบุคคลที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น ‘บิ๊กโฟร์ปรมาจารย์กฎหมายสายอนุรักษนิยม’ ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายต่อ
แหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคภูมิใจไทยยืนยัน THE STANDARD ว่า สาเหตุที่ไม่มีชื่อ ศ.ดร. บวรศักดิ์ ในตำแหน่งดังกล่าว มาจากปัญหาการทำงานร่วมกับข้าราชการประจำ และการประสานงานที่ไม่ราบรื่นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อีกทั้งตลอดระยะเวลา 96 วันที่ผ่านมา ยังไม่ปรากฏผลงานที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และอนุทิน ชาญวีรกูล
นอกจากนี้ คดีฮั้ว สว. และคดีที่ดินเขากระโดง อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยไม่จำเป็นต้องใช้ ศ.ดร. บวรศักดิ์ มาคุมงานด้านกฎหมายต่อ โดยก่อนหน้านี้เจ้าตัวเคยตั้งเงื่อนไข 3 ข้อ ได้แก่ ไม่สมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ไม่แทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะคดีฮั้ว สว. และคดีที่ดินเขากระโดง และหากมีความเห็นใดจะพูดตามตรง โดยขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีว่าจะนำไปปฏิบัติหรือไม่
ขณะที่ท่าทีของอนุทินนั้น ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนอย่างมีนัยสำคัญว่า ได้พูดคุยกับ ศ.ดร. บวรศักดิ์ แล้ว พร้อมย้ำว่าตำแหน่งรัฐมนตรีมีวาระการทำงานเป็นรายเทอม แม้เทอมนี้และเทอมถัดไปจะมีนายกรัฐมนตรีคนเดิม แต่ถือเป็นคนละคณะ ไม่มีข้อกำหนดว่าจะต้องดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง หรือยกชุดเดิมไปทั้งคณะ แม้รัฐบาลจะไม่มี ศ.ดร. บวรศักดิ์ เป็นกำลังหลักด้านกฎหมาย ก็ไม่เป็นปัญหาใดๆ
ขณะเดียว ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วเช่นกันว่า พรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำตั้งรัฐบาล ได้เลือก ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาคนปัจจุบัน อายุ 57 ปีมาเข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ที่คุมงานด้านกฎหมาย
ความเคลื่อนไหวล่าสุด ปกรณ์ได้ส่งประวัติเพื่อตรวจคุณสมบัติทั้ง 8 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม คดีความ และประวัติการต้องโทษจำคุก สำนักงานศาลยุติธรรม ตรวจสอบข้อมูลการถูกฟ้องร้อง คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา และคำพิพากษาของศาลสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบประวัติการถูกชี้มูลความผิดด้านทุจริต การร่ำรวยผิดปกติ และการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบว่ามีคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องกับลักษณะต้องห้ามทางการเมืองหรือไม่ กรมบังคับคดี ตรวจสอบสถานะการเป็นบุคคลล้มละลาย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบคุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และข้อห้ามตามกฎหมายเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบการถือครองหุ้นในกิจการต้องห้าม เช่น ธุรกิจสัมปทานรัฐ หรือสื่อมวลชน สำนักงานอัยการสูงสุด ตรวจสอบสถานะการสั่งฟ้องในคดีอาญา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
อย่างไรก็ตาม ปกรณ์เป็นข้าราชการสายกฎหมายที่เติบโตมาจากระบบราชการอย่างเต็มตัว และมีประสบการณ์ทำงานใกล้ชิดกับปรมาจารย์กฎหมายสายอนุรักษนิยมของประเทศไทย ทั้ง ‘มีชัย ฤชุพันธุ์’ อดีตประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 และ ‘วิษณุ เครืองาม’ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในหลายรัฐบาลติดต่อกันยาวนาน
เส้นทางชีวิตของปกรณ์นั้น เขาผูกพันกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามาโดยตลอด ก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในหลายหน่วยงาน อาทิ ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายพัฒนาเศรษฐกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากฎหมาย ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายต่างประเทศ รวมถึงกรรมการร่างกฎหมาย และรองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
นอกจากนี้ ยังมีบทบาทในฝ่ายบริหารนโยบายของรัฐบาล โดยเคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และรองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในสายงาน คือ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
อย่างไรก็ตาม ชื่อของปกรณ์ไม่ได้ปรากฏเพียงในมิติการทำงานเชิงเทคนิคทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเคยอยู่ในจุดตัดทางการเมืองสำคัญ โดยเฉพาะในรัฐบาลเพื่อไทย ภายใต้การนำของเศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร จากกรณีความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับนโยบาย ‘ดิจิทัลวอลเลต’ ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงขอพรรคเพื่อไทยในเวลานั้น ซึ่งระบุเงื่อนไขทางกฎหมายของการกู้เงิน 5 แสนล้านบาทอย่างเคร่งครัด จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงในขณะนั้น
ความเห็นดังกล่าวถูกมองว่า เป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล และเคยสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเส้นทางราชการของปกรณ์ ถึงขั้นมีคำถามเรื่องการต่ออายุราชการ ภายหลังครบวาระ 4 ปี สุดท้ายก็ได้รับการต่ออายุ และดำรงตำแหน่งต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ทำให้การเข้ามามีบทบาทในฐานะกุนซือกฎหมายของรัฐบาลอนุทิน 2 จึงน่าจับตาว่า ด้วยประสบการณ์ทั้งในเชิงกฎหมายและการบริหารนโยบาย ปกรณ์จะสามารถประสานโลกของกฎหมาย กับโลกของการเมือง ให้เดินไปในทิศทางเดียวกันได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางโจทย์ท้าทายของรัฐบาลชุดใหม่


