ธปท. ชี้แจง ‘กัลฟ์’ ไม่ต้องขออนุญาตล่วงหน้า กรณีถือหุ้นแบงก์เกิน 10% เพราะเกณฑ์คำนวณสัดส่วนการถือหุ้นของ ธปท. ต่างจาก ก.ล.ต. ทำให้สัดส่วนยังไม่ถึง 10%
จากกรณีที่ บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) รายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ (แบบ 246-2) ผ่านสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หลังทำรายการซื้อหุ้นธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว จาก 4.53% เมื่อเดือนกันยายน 2568 กลายเป็น 10.0298%
ล่าสุด วิภาวิน พรหมบุญ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงว่า การนับสัดส่วนการถือหุ้นตามหลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต. และ ธปท. มีความแตกต่างกัน
สำหรับ ก.ล.ต. จะหักหุ้นที่ KBANK จำหน่ายแล้วและซื้อคืนมา (Treasury Stock) ออกจากฐานการคำนวณ ขณะที่หลักเกณฑ์ของ ธปท. คำนวณจากจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด ซึ่งการถือหุ้นใน KBANK ของบริษัทกัลฟ์ยังไม่ถึง 10% ภายใต้เกณฑ์ของ ธปท. และบริษัทได้เคยรายงานการถือหุ้นต่อ ธปท. แล้วตั้งแต่มีการถือหุ้น 5% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด
ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ. ธุรกิจสถาบันการเงินกำหนดว่า การถือหุ้นในสถาบันการเงินเกิน 10% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด ต้องได้รับอนุญาตจาก ธปท. ล่วงหน้าเพื่อป้องกันการเข้ามามีอำนาจครอบงำกิจการของสถาบันการเงิน ซึ่งหลักเกณฑ์ของ ธปท. อนุญาตให้เกิน 10% ได้เฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นต่อการเพิ่มความมั่นคงหรือศักยภาพของสถาบันการเงินแห่งนั้น หรือการรักษาเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินในภาพรวม หรือกรณีหน่วยงานรัฐที่ถือหุ้นเพื่อรับผลตอบแทนจากการลงทุนโดยทั่วไป


