×

สมาคมตราสารหนี้ชี้ผลตอบแทนตราสารหนี้ปีนี้ส่อลดลง หลังเข้าช่วงปลายวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง จับตาความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้

07.01.2026
  • LOADING...
สมาคมตราสารหนี้ชี้ผลตอบแทนตราสารหนี้ปีนี้ส่อลดลง หลังเข้าช่วงปลายวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง จับตาความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้

ตลาดตราสารหนี้ไทยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ถือว่าให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี โดยอัตราผลตอบแทนรวม (Total Return) ของพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชนให้ผลตอบแทนประมาณ 5% – 8%

 

อย่างไรก็ตาม ThaiBMA มองว่า เราอยู่ในช่วงปลายวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ทำให้นักลงทุนไม่สามารถจะคาดหวังผลตอบแทนที่สูงเท่ากับในอดีต

 

แนวโน้มผลตอบแทนตลาดตราสารหนี้

 

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ผลตอบแทนที่คาดหวัง (Expected Return) ของตลาดตราสารหนี้อาจไม่เหมือน 2 ปีที่ผ่านมา ที่อัตราดอกเบี้ยลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ลดลงมา 1% ในปี 2568 ส่งผลให้ผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) เพิ่มขึ้นมาก

 

“สิ่งที่สำคัญคือสองปีที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยลดลง แต่ปีนี้อยู่ในช่วงปลายแล้ว เพราะฉะนั้นไม่สามารถที่จะคาดหวังผลตอบแทนสูงมากอย่างในอดีต คงต้องมองเรื่องของผลตอบแทนจากคูปองมากกว่า และต้องติดตามทิศทางของอัตราดอกเบี้ย” ดร.สมจินต์ กล่าว

 

อย่างไรก็ดี ตราสารหนี้ยังคงเป็นสินทรัพย์สำคัญที่นักลงทุนควรจะมีในพอร์ต โดยเฉพาะหากต้องการกระจายความเสี่ยง แต่ต้องเข้าใจความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย และความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ที่คาดหวังผลตอบแทนสูง ดร.สมจินต์แนะนำให้มองการลงทุนในวงกว้าง โดยมองหาโอกาสลงทุนทั่วโลก ไม่ควรกระจุกการลงทุนเฉพาะในประเทศ (Home Bias)

 

ในปี 2568 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond yield) ปรับตัวลดลงทั้งเส้น โดย Bond yield ระยะสั้นลดลงเร็วกว่าระยะยาวในลักษณะ Bull steepening ที่ Bond yield ระยะสั้นปรับลดตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ส่วน Bond yield ระยะยาวปรับลดลงน้อยกว่าซึ่งน่าจะสะท้อนความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะหรือ Bond supply ในระดับสูง ส่งผลให้ Bond yield ไทยรุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ10 ปี ปรับตัวลดลง 0.89%, 0.81% และ 0.65% จากสิ้นปี 2567 มาอยู่ที่ระดับ 1.13%, 1.28% และ 1.66% ตามลำดับ ณ สิ้นปี 2568

 

ปลายวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง

 

ปีก่อนอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกอยู่ในทิศทางขาลงอย่างชัดเจน และเป็นการปรับตัวลงที่ค่อนข้างรวดเร็ว โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐฯ​ (FOMC) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.75% มาอยู่ที่ 3.50% – 3.75% ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 1% มาอยู่ที่ 1.25%

 

อย่างไรก็ตาม การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในปีนี้น่าจะไม่มากเท่ากับปีที่ผ่านมา สำหรับสหรัฐฯ อาจเห็นการปรับลดดอกเบี้ยลง 0-2 ครั้ง ส่วนของไทยอาจจะเห็นการปรับลดดอกเบี้ยลงเพียงแค่ 1 ครั้ง ในไตรมาส 2 ของปีนี้

 

สำหรับอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อปีก่อน เป็นปัจจัยหนุนต่อผลตอบแทนของตราสารหนี้ในมุมของส่วนต่างราคา ส่งผลให้ผลตอบแทนรวมค่อนข้างดีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

 

‘ผิดนัด’ และ ‘เลื่อน’ ชำระหนี้ ยังเพิ่มขึ้น

 

ดร.สมจินต์ กล่าวต่อว่า ความเสี่ยงเรื่องของการผิดนัดชำระหนี้และการเลื่อนชำระหนี้ (Credit Risk) มีแน่นอน ซึ่งเป็นธรรมชาติของตลาดการเงิน ความเสี่ยงเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ไม่ได้เป็นความเสี่ยงพิเศษ เหมือนกับการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ที่มีโอกาสเผชิญกับหนี้เสีย (NPL)

 

เราอยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทายมากๆ ของการทำธุรกิจ และแนวโน้ม GDP ปีนี้น่าจะเติบโตเพียงประมาณ 1.5% ขณะที่ข้อจำกัดด้านการเงินการคลังมีพอสมควร รวมทั้งการแข่งขันทางการค้าและการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีก็เป็นปัจจัยต้าน

 

สำหรับปี 2568 มีหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้รวม 8 ราย คิดเป็นมูลค่า 8,319 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 และ 2567 ที่มีการผิดนัดชำระหนี้ปีละ 5 ราย คิดเป็นมูลค่า 16,363 ล้านบาท และ 3,172 ล้านบาท ตามลำดับ

 

 

 

ส่วนหุ้นกู้ที่เลื่อนการชำระหนี้ในปีที่ผ่านมา มีจำนวนทั้งสิ้น 21 ราย รวมมูลค่า 59,804 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีผู้ออก 14 ราย ที่เพิ่งเคยเลื่อนกำหนดชำระเป็นครั้งแรก เพิ่มขึ้นจากปี 2566 และ 2567 ที่มีหุ้นกู้เลื่อนชำระ 14 ราย มูลค่า 12,443 ล้านบาท และ 17 ราย มูลค่า 37,963 ล้านบาท ตามลำดับ

 

 

“ความเสี่ยงสำคัญของหุ้นกู้ที่นักลงทุนต้องจับตามี 2 ส่วนคือ Interest rate risk และ Credit risk สำหรับ Credit risk มีปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องคือสภาวะธุรกิจและสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนไหวเปราะบาง แต่ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้กระทบแค่บอนด์ กระทบหุ้นด้วย สิ่งสำคัญคือไม่ควรจะไล่ตามสินทรัพย์ที่เคยให้ผลตอบแทนดีในอดีต และมั่นใจเกินไปกับสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง” ดร.สมจินต์ กล่าว

 

คาดหุ้นกู้ออกใหม่ปีนี้ 8.8 – 9 แสนล้านบาท

 

ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หุ้นกู้ออกใหม่ของไทยลดลงต่อเนื่อง จาก 1.26 ล้านล้านบาท เมื่อปี 2565 มาเหลือ 1.02 ล้านล้านบาท, 9.13 แสนล้านบาท และ 8.77 แสนล้านบาท ในปี 2566 – 2568

 

 

สำหรับปี 2569 อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ThaiBMA มองว่า ปีนี้จะเห็นการออกหุ้นกู้ใหม่ในระดับ 8.8 – 9 แสนล้านบาท ด้วยปัจจัยหนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ และบริษัทใหญ่ยังมีแผนการลงทุนเพิ่มเติม

 

สำหรับ 3 อุตสาหกรรมหลัก ที่ออกหุ้นกู้มากที่สุดเมื่อปีก่อน ยังคงเป็น พลังงาน การเงิน และอสังหาริมทรัพย์ โดยกลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มที่ออกหุ้นกู้ใหม่มากกว่าหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระ

 

 

 

ทั้งนี้ มูลค่าคงค้างของตลาดตราสารหนี้ไทยเมื่อปีก่อน ยังคงเพิ่มขึ้น 4.67% เป็น 17.91 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้นต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาอย่างน้อย 6 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันคิดเป็น 96% ของขนาด GDP ประเทศไทย โดยหลักเพิ่มขึ้นจากพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนหุ้นกู้เอกชนปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกัน

 

หนึ่งในความเสี่ยงที่ต้องจับตามองคือ การที่ผู้ออกตราสารหนี้ถูกปรับลดอันดับเครดิตเพิ่มขึ้นเป็น 47 ราย เมื่อปี 2567 ส่วนปี 2568 เริ่มลดลงมาเหลือ 34 ราย แต่ยังเป็นระดับที่สูงเมื่อเทียบกับอดีต

 

 

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ ESG Bond ที่กลับมาเติบโตอีกครั้งในปีนี้ เป็น 2.08 แสนล้านบาท หลังจากหดตัวลงในปี 2566 – 2567 โดยส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้มาจาก Sustainability Linked Bond (SBL) คิดเป็นมูลค่า 1.6 แสนล้านบาท แบ่งเป็นการออกโดยรัฐบาล 1.29 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นของบริษัทเอกชนจำนวน 12 ราย

 

ขณะที่ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 72,396 ล้านบาท ในปี 2568 โดยเป็นการซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยในไตรมาส 1 ไตรมาส 2 และไตรมาส 4 รวม 75,666 ล้านบาท รวมกับการขายสุทธิ 3,270 ล้านบาทในไตรมาส 3 ทำให้ ณ สิ้นปี 2568 นักลงทุนต่างชาติมีการถือครองตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 9.18 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.12% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.09 ปี ลดลงจาก 8.66 ปีเมื่อสิ้นปี 2567

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising