สำนักข่าว Bloomberg เผยแพร่บทสัมภาษณ์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีวัย 46 ปี ของพรรคเพื่อไทย ในวันนี้ (11 มกราคม) โดยนำเสนอวิสัยทัศน์ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ และความท้าทายของเขา ทั้งในฐานะหลานชายของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และการเอาชนะใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ในการให้สัมภาษณ์ซึ่งมีขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ยศชนัน กล่าวต่อ Bloomberg โดยแสดงความเชื่อมั่นว่า เขาสามารถนำพาประเทศไทยให้เติบโตทางเศรษฐกิจได้ปีละ 5% ด้วยการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ
“เรามีนักวิจัยมากมาย เรามีโอกาสมากมาย เพียงแค่ต้องลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เราก็สามารถสร้างภาคส่วนใหม่ของการบริการรักษาโรคมะเร็งได้”
เขาเชื่อว่าอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ นั้นมีศักยภาพที่จะแซงหน้าภาคส่วนอื่นๆ และเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งในด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระดับโลกอยู่แล้ว
“แทนที่จะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์หรืออิเล็กทรอนิกส์ เราสามารถผลิตเครื่องมือแพทย์ ซึ่งจะสร้างรายได้สูงกว่าด้วยโครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน เราสามารถผลิตเซมิคอนดักเตอร์สำหรับ Data Center และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ AI ทางการแพทย์”
นอกจากนี้ ยศชนันยังแสดงความมั่นใจอย่างมาก ว่าสามารถทำให้ประเทศไทยไล่ทันประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเร็วกว่าเป็นเท่าตัวหรือมากกว่า ได้ภายใน 4 ปี แต่ต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่สูง และปัญหาช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนที่กว้างมาก
โดยเขายังชูแผนเร่งด่วนในการช่วยเหลือประชาชน อาทิ
- การอุดหนุนรายได้ประชาชนที่ยากจนกว่าเส้นความยากจน ให้มีรายได้ได้ถึง 36,000 บาท/ปี
- การแก้หนี้เชิงรุก
- การพักหนี้เกษตรกร 3 ปี และประกันกำไรผลผลิต 30%
- ลดค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ
ยศชนัน แสดงความมั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคเดียวที่สามารถแก้ไขปัญหา โดยมุ่งเน้นทั้งการลดภาระหนี้สินควบคู่ไปกับการลดค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และเชื่อมั่นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมคือความเชี่ยวชาญของเขา
Bloomberg ชี้ว่า ยศชนัน ถูกมองเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอดีตของพรรคที่มุ่งเน้นรประชานิยม กับอนาคตที่มุ่งเน้นเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งล้วนเป็นแนวทางที่ดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือที่ยังคงภักดีต่อทักษิณ ตลอดจนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ ที่ยังคงลังเลและชื่นชอบการปฏิรูปเศรษฐกิจแบบก้าวหน้า
แต่ความท้าทายที่สำคัญ คือการที่ยศชนัน ต้องลบภาพลักษณ์ว่าเป็น ‘ตัวแทนของทักษิณ’
อย่างไรก็ตาม แม้จะเชื่อมั่นในความเป็นตัวของตัวเอง แต่ยศชนันก็ยอมรับกับ Bloomberg ว่า “สายสัมพันธ์ของครอบครัวจะเป็นข้อได้เปรียบหากเขาได้เป็นนายกรัฐมนตรี”
“ผมจะทำงานด้วยตัวเอง แต่สำหรับการดำเนินการนั้น คุณจำเป็นต้องมีผู้ที่มีประสบการณ์สูงมาช่วย และผมก็ต่อยอดความสำเร็จจากสิ่งที่ผู้มีประสบการณ์ให้คำแนะนำมา” เขากล่าว และชี้ว่าเขา “รู้จักทีมงานเก่าทั้งหมด ซึ่งสามารถช่วยสร้างความสำเร็จให้กับประเทศได้”
ทั้งนี้ ยศชนัน ยังมั่นใจว่า หากเขาพูดเกี่ยวกับนวัตกรรมและแนวทางในการทำงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จะทำให้ผู้คนลืมเรื่องนามสกุลของเขา
Bloomberg ยังชี้ว่า ยศชนันเป็นหนึ่งในผู้ที่มีโอกาสสูงที่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 4 ในรอบ 3 ปี
โดยแม้จะประกาศลงสมัครรับเลือกตั้งเมื่อกลางเดือนธันวาคม แต่ความนิยมของเขาก็พุ่งสูงในโพลสำรวจหลายสำนัก เช่น สวนดุสิตโพล ที่ได้รับความนิยมถึง 22% เป็นอันดับ 2 รองจากณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชนที่ได้คะแนนนิยม 24%
ในขณะที่โพลที่จัดทำร่วมกันของหนังสือพิมพ์มติชน-เดลินิวส์ พบว่ายศชนัน ได้คะแนนนิยมเป็นอันดับ 1 ที่ 39.2% มากกว่า ณัฐพงษ์ ที่ได้ 38.8%
สำหรับความเป็นไปได้ที่พรรคเพื่อไทยอาจจะได้อันดับ 2 หรือ 3 ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง ยศชนันยืนยันว่า เขายินดีเข้าร่วมรัฐบาลผสมกับพรรคใดก็ได้ แต่รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีของเขาต้องปราศจากข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต
โดยหากได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในช่วง 100 วันแรกของการดำรงตำแหน่ง เขาวางแผนที่จะมุ่งเน้นในการฟื้นความเชื่อมั่นการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และสนับสนุนการยกระดับห่วงโซ่อุปทาน ด้วยการนำเสนอจุดเด่นของประเทศไทย ทั้งทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์และความแข็งแกร่งด้านการผลิต
ขณะที่ในระยะยาว เขาตั้งใจที่จะปรับปรุงและยกระดับทักษะของแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการของนักลงทุนรายใหม่ ซึ่งเขาเชื่อว่าจะถูกดึงดูดมายังห่วงโซ่อุปทานที่พัฒนาแล้วของประเทศไทย
อ้างอิง :


