×

เมื่อ Black Monday มาเร็วกว่าคาด : นักลงทุนควรตั้งรับอย่างไร

12.02.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟแสดงตลาดหุ้นผันผวน มือที่กำลังซื้อขาย สะท้อนภาวะ Black Monday และกลยุทธ์รับมือของนักลงทุน

เดือนแรกของปีผ่านไปอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความปั่นป่วนของสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มาตามเสียงทักของนักวิเคราะห์ที่ว่าจะเป็นปีที่เสี่ยงเข้าสู่ขาลง บ้างก็ว่าแค่ปรับฐานแล้วไปต่อ แต่ที่แน่ๆ ‘ทองคำ’ ฟองสบู่แตก ดอลลาร์แข็ง และ Bond Yield พุ่ง ทุกอย่างพลิกผันเกินคาด

 

คลื่น Sell America แรงขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ไม่กี่วัน เมื่อ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เขย่าโลกอีกระลอกด้วยการเปลี่ยนแปลงนโยบายในระยะสั้น ทั้งประเด็นภาษีการค้าที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และตั้ง ‘เควิน วอร์ช’ นั่ง ‘ประธาน Fed ’ คนใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปราะบางที่สุดช่วงหนึ่งของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในรอบหลายทศวรรษ

 

ทิศทางการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้จะเป็นอย่างไร และเราควรรับมืออย่างไรดี

 

‘Black Monday’ เทขายทุกสินทรัพย์ – Sell America ยังไม่จบ

 

บรรยากาศการลงทุนในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ ตลาดมีแรงเทขายสินทรัพย์ต่างๆ พร้อมกัน กลายเป็น ‘ทะเลแดง’ แทบทุกกระดาน ตั้งแต่สินทรัพย์เสี่ยงสูง อย่างคริปโทเคอร์เรนซีอย่าง Ethereum -10% ส่วน Bitcoin -5% ไปจนถึงสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นหัวใจของเศรษฐกิจโลกอย่างน้ำมันดิบ WTI -5% และแม้แต่ ขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ‘ทองคำ’ ที่เคยถูกมองว่าเป็นหลุมหลบภัย ก็เกิดปรากฏการณ์ ‘เทขายทุกราคา’ ทองคำ -1.0%

 

เหตุการณ์ ‘Black Monday’ ที่เรียกว่า ‘เทขายทุกราคา’ ในวันเดียวเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะโดยปกติตามทฤษฎีแล้ว ตลาดการเงินจะมีกลไกคานอำนาจระหว่างสินทรัพย์ต่างๆ เช่นเวลาหุ้นตก เงินจะไหลเข้าทองคำหรือพันธบัตร แต่สภาพเทขายสินทรัพย์ต่างๆ พร้อมกันที่เกิดขึ้นเวลานี้ กลับตรงกันข้ามกับทฤษฎีอย่างสิ้นเชิง สะท้อนว่ากลไกการคานอำนาจระหว่างสินทรัพย์ ‘แทบไม่ทำงาน’

 

‘Black Monday’ รอบนี้ ข้อมูลสะท้อนชัดว่าเป็นการเทขายแบบปูพรม ซึ่งไม่ใช่การปรับพอร์ตตามปกติ แต่คือการหนีเอาตัวรอด

 

มาดูกันว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้สินทรัพย์ทุกอย่าง ‘ร่วงพร้อมกัน’

 

1. สภาพคล่องถูกดึงกลับ (Liquidity Crunch) จากปัญหาของนักลงทุน (ที่ใช้มาร์จิ้น) ขาดทุนหนักในสินทรัพย์หนึ่งจึงถูกบังคับให้ขาย ‘สินทรัพย์ทุกอย่างที่ขายได้’ เพื่อเติม Margin Call หรือรักษาสภาพคล่อง ดังนั้น สินทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย จะต้องถูกขายลงพร้อมกันด้วย

 

2. สัญญาณเศรษฐกิจถดถอยเริ่มดังขึ้น ตลาดกังวลต่อการร่วงลงของทองแดงและน้ำมันที่ไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่สะท้อนความกลัวว่า ‘เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอ’ หรือเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ความต้องการพลังงานและวัตถุดิบจึงลดลง ปีนี้จึงเป็นอีกปีที่ต้องจับตาสหรัฐฯ ว่าจะเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือเติบโตได้เหมือนปีที่ผ่านมา

 

3. ดอกเบี้ยสูง และ ความไม่แน่นอน เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผลประชุม Fed ครั้งแรกในรอบปีนี้ มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.5-3.75% แต่นักลงทุนทั่วโลกจับตาการส่งสัญญาณและกรอบความคิดของ Fed ในปีนี้ ซึ่งประธาน Fed ‘เจอโรม พาวเวล’ นั่งตำแหน่งนี้ถึงเดือนพฤษภาคม หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นประธาน Fed คนใหม่ ‘เควิน วอร์ช’ ที่ผู้นำสหรัฐฯ ‘ทรัมป์’ ส่งเข้ามาเพื่อตอบสนองการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำ

 

สิ่งที่ Fed กำลังเฝ้ารอดู คือ ผลกระทบนโยบายภาษีนำเข้า (Tariffs) ต่อเงินเฟ้อ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และการค้าโลก ความแข็งแรงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้ครึ่งหลังของปี ตลาดรับรู้แล้วว่า Fed ‘ยังไม่ลดดอกเบี้ย’ แต่ยังไม่ปิดประตูเสียทีเดียว เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านประธาน Fed คนใหม่ที่จะเริ่มเข้ามาทำงานเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งอาจจะเกิดความปั่นป่วนในครึ่งปีหลังของการปรับตัวรับประธาน Fed คนใหม่

 

ณ วันนี้ ตลาดการเงิน ไม่ได้คาดว่าประธาน Fed คนใหม่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายมากนัก แต่ยังคาดการณ์ว่า ปีนี้อาจมีการลดดอกเบี้ยเพิ่มอย่างมากที่สุดเพียง 2 ครั้ง ก่อนที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะลงไปใกล้ 3% เป็นระดับเป็นกลาง (neutral) ที่ไม่กระตุ้นและไม่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

สำหรับบทบาทของประธาน Fed คนใหม่ ‘วอร์ช’ ถูกจับตาว่าจะโอนอ่อนตามแรงกดดันทางการเมืองหรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้ได้แสดงท่าทีเป็น ‘สายพิราบ’ โดยเสนอให้ลดดอกเบี้ยควบคู่กับการลดขนาดงบดุลของธนาคารกลางอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ตลาดมอง ‘ตัวตนที่แท้จริง’ ของวอร์ช คือสายเหยี่ยวที่แข็งกร้าว

 

นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีนักสำหรับธนาคารกลางที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก หาก Fed ถูกทรัมป์เข้าแทรกแซง จะเผชิญกับวิกฤติศรัทธาอย่างหนัก ท่ามกลางช่วงเวลาที่ผู้กำหนดนโยบายต้องรับมือกับความเสี่ยงต่อเสถียรภาพราคาและการจ้างงานสูงสุด เส้นทางข้างหน้าจึงมีความไม่แน่นอนอย่างยิ่ง และควรถูกกำหนดด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ด้วยอุดมการณ์หรือความเชื่อส่วนตัว

 

อีกประเด็นสำคัญ คือ ชะตากรรมของพาวเวล โดยปกติประธาน Fed ที่ถูกปลดจากตำแหน่งมักลาออกจากตำแหน่งกรรมการ Fed ด้วย แต่ครั้งนี้อาจไม่เป็นเช่นนั้น พาวเวลยังเหลือวาระในฐานะกรรมการ Fed อีก 2 ปี และอาจเลือกอยู่ต่อเพื่อเป็นแนวกันชนต่อความพยายามของทรัมป์ที่จะบั่นทอนความเป็นอิสระของ Fed

 

สิ่งเดียวที่ช่วยลดความเสี่ยงได้บ้างคือ วอร์ชไม่ได้มีอำนาจเด็ดขาดเพียงคนเดียว นโยบายการเงินยังถูกกำหนดโดยคณะกรรมการ FOMC ซึ่งมีผู้ลงคะแนนเสียง 12 คน และการเปลี่ยนทิศทางนโยบายอย่างมีนัยสำคัญจำเป็นต้องอาศัยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ที่แข็งแรงและโน้มน้าวได้จริง

 

ในช่วงที่ทั่วโลกมีความไม่แน่นอนสูงทั้งจากสงครามต่างๆ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้า รวมไปถึงตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มอ่อนแรง แต่นโยบายดอกเบี้ยยังตึงตัว เงินเฟ้อที่ยังสูง ทำให้นักลงทุนจำนวนมากจะเลือก ‘ถือเงินสด’ มากกว่าถือสินทรัพย์ใดๆ แม้กระทั่งทองคำ ทุกคนมองไปทางเดียวกันคือ ในวันที่ไม่แน่ใจ Cash is King

 

การเกิด Black Monday ครั้งนี้ อาจไม่ใช่แค่การปรับฐานราคา แต่มันคือบททดสอบความแข็งแกร่งของพอร์ตการลงทุนทั่วโลก และหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่เสี่ยงที่สุด โดยเฉพาะตลาดหุ้นอเมริกา ตลาดใหญ่ของโลกที่ปรับตัวขึ้นร้อนแรง 3 ปีติดต่อกันแล้ว

 

เหตุใดนักลงทุนเทขายอเมริกา

 

  • ความกังวลนโยบายภาษี (Reciprocal Tariff) ความไม่แน่นอนนโยบายการค้าของทรัมป์สร้างความกังวลว่าจะมีมาตรการภาษีอย่างจริงจัง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทต่างๆ แม้ล่าสุด ทรัมป์พยายามผ่อนคลายการใช้มาตรการภาษีกับอินเดีย เกาหลีใต้ก็ตาม โดย JPMorgan ประเมินว่า ความกังวลต่อนโยบายการขึ้นภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้เสี่ยงถดถอยถึง 60%
  • การขายทำกำไรหุ้นเทคโนโลยี (Profit Taking) ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังจากตลาดหุ้นโดยรวมปรับตัวขึ้นติดต่อกันมา 3 ปี (2023-2025) รวมกว่า 60-70% และส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่มีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนทำให้เกิดกระแส AI Bubble มาในช่วงปีที่แล้ว และต้นปีนี้ นักลงทุนเริ่มขายทำกำไรและมีความระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากมองว่าระดับราคาแพงเกินไป (Overvalued) แม้จะไม่ใช่ถล่มขายหนีตาย แต่ก็ยังเป็นโหมด ‘พักฐาน’ และอยู่ในช่วง ‘Reset ราคา’ มากกว่า
  • ความคาดหวังผลประกอบการสูงเกินไป แม้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จะมีผลประกอบการที่ดีออกมาก็จริง แต่เนื่องจากตลาดตั้งความคาดหวังไว้สูงมาก เมื่อผลประกอบการออกมาไม่เกินความคาดหมาย (Surprise) จึงเกิดแรงเทขายทำกำไรถือเงินสดกันก่อน ประกอบกับมีปัญหาคอขวดในการผลิต AI อีก ซึ่งก็เป็นที่มาของการทำสงครามแย่งชิงทรัพยากรอยู่ตั้งแต่ต้นปีนี้
  • การย้ายเงินลงทุน (Rotation) นักลงทุนเริ่มโยกย้ายเงินจากสินทรัพย์อเมริกาไปยังตลาดอื่นที่ราคาถูกกว่าหรือมีความเสี่ยงต่ำกว่า และเอเชียก็เป็นอีกโซนที่นักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุน

 

ณ วันนี้ ตลาดโดยรวมยังไม่ถึงจุดวิกฤติใหญ่หรือซึมลงแบบตลาดหมีครับ

 

จริงๆ นักลงทุนกลัวว่า AI จะเปลี่ยนโมเดลธุรกิจของบริษัทซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีแบบเดิม ซึ่งทำให้บางหุ้นถูกเทขายหนัก ขณะที่ยังไม่มีภาพชัดว่า ผลประกอบการจะสะท้อนกลยุทธ์ AI จริงหรือไม่

 

ดังนั้น Rotation ของเงินบางส่วนได้ไหลออกจากหุ้น Growth โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีราคาแพง ไปหาหุ้นที่ดูมีความปลอดภัยกว่าหรือหุ้น Value เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค พลังงาน หุ้นที่จ่ายปันผลดี

 

ขณะที่ดัชนีความผันผวน VIX ยังขึ้นจากระดับปกติ แสดงถึงความไม่แน่นอนและตลาดต้องการปัจจัยบวกมาหล่อเลี้ยง ท่ามกลาง sentiment ที่เปราะบาง ทำให้ตลาดมีความผันผวนสูง

 

รอสัญญาณชีพ Sell-off ‘2026 งบดี ตลาดไปต่อ’

 

เมื่อไหร่ตลาดหุ้นอเมริกาจะจบรอบ Sell-off จริงๆ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดเดาระบุเวลาได้แน่นอนครับ

 

แต่หลักๆ ปัจจัยที่จะทำให้ Sell-off จบเร็วได้ ก็ขึ้นกับข่าวบวกของรายงานผลประกอบการของบริษัทในตลาดหุ้นที่ชัดเจนและดีกว่าคาด โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่, ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) การจ้างงาน และความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมา เมื่อไหร่ที่ตัวชี้วัดเชิงข้อมูล ‘พื้นฐานแข็งแรงจริง’ ความกังวลเรื่องมูลค่า (Valuation) จะลดลง และแรงเทขายอาจคลี่คลายลง

 

นักวิเคราะห์ มองข้ามงบกำไรปี 2025 กันไปแล้ว แต่โฟกัสอนาคตจะเป็นอย่างไร นั่นก็คือ สิ่งที่ผู้บริหารของแต่ละบริษัทพูดถึงปี 2026 เป็นหลัก

 

ช่วงนี้ยังเป็นฤดูกาลประกาศงบกำไรงวดไตรมาส 4 ปี 2025 ของบริษัทในสหรัฐฯ ที่ทยอยออกมา ซึ่งจริงๆ อาจจะไม่ต้องกังวลมาก เนื่องจากปีที่แล้ว มีบริษัทกว่า 78% ก็ยังทำได้ดีกว่าคาด แต่อย่างไรก็ตาม ผลดำเนินงานปี 2025 กำลังจะเป็นอดีตไปแล้วและราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปล่วงหน้าแล้ว

 

Goldman Sachs ประเมินว่า กำไรของบริษัทใน S&P 500 ปี 2026 จะเติบโต 12% ขณะที่ Consensus มองไว้ที่ 13.5% และสถิติใหม่ที่น่าสนใจ คือ บริษัทใน S&P 500 กว่า 50% ให้เป้าหมายกำไรปี 2026 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ซึ่งสถิตินี้ดีกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่มักจะอยู่ที่ 40%

 

สัญญาณการลงทุน โดยภาพรวมการเติบโตยังเป็นขาขึ้น J.P. Morgan มองว่ากำไรที่แข็งแกร่งจะหนุนให้บริษัทกล้าลงทุนขยายกิจการมากขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ดังนั้น หากจะลงทุนหุ้นอเมริกา ควรเน้นลงทุนในหุ้นที่มีรายได้ชัดเจน และกระจายความเสี่ยงไปยังกลุ่ม Old Economy ที่กระแสเงินสดดี ไม่ควรกระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

 

ในระยะยาว อเมริกายังไปต่อเพราะความเป็นผู้นำขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก หากเศรษฐกิจยังเติบโต กำไรของบริษัทจดทะเบียนก็เติบโตตาม ตลาดหุ้นก็โตไปด้วยกันครับ โดยปีนี้ คาดการณ์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมี Upside จากการเติบโตของกำไรระดับ 12-13% แต่กุญแจสำคัญ คือ ต้องเลือกบริษัทที่แข็งแกร่ง ซึ่งหากจะลงทุนหุ้นรายตัว ผมแนะนำเข้าไปดูข้อมูลใน Jitta.com ได้ครับ

 

ตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ตลาดกลับมาบวก คือ ‘ผลประกอบการ’ โดยเฉพาะกลุ่ม Big Tech หากทำงบกำไรได้ดี ตลาดอาจมองข้ามดอกเบี้ย แต่หากงบฯ ดีแต่ภาพรวมเศรษฐกิจยังต้องระวัง อาจมีความเสี่ยงจะเกิด Sell on Fact ได้

 

กลยุทธ์ ‘ไม่เดาตลาด แต่ออกแบบพอร์ต’ รอดทุกสถานการณ์

 

ตลาดกำลังทำ Stress Test พอร์ตของคุณตั้งแต่ต้นปีเลยครับ เพราะฉะนั้นคุณต้องถามตัวเองว่า ในวันที่ทุกอย่างติดลบพร้อมกัน พอร์ตยังมีสภาพคล่อง และ สติ มากพอหรือไม่

 

ในโลกของการลงทุน ผู้ชนะไม่ใช่คนที่กำไรสูงสุดในตลาดขาขึ้น แต่คือคนที่ยังเหลือเงินทุน พอจะอยู่รอดและเล่นต่อได้ ในวันที่ตลาดกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

 

เพราะฉะนั้น ท่ามกลางสภาวะโลกมีความไม่แน่นอนสูง การพยายาม ‘จับจังหวะตลาด’ ไม่ใช่คำตอบการลงทุนในระยะยาวแน่นอนครับ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ‘จัดพอร์ตให้อยู่รอดได้หลายสถานการณ์’

 

ผมแนะนำกลยุทธ์รับมือปีนี้ ด้วยการ ‘ไม่เดาแต่ออกแบบพอร์ต’ และการจัดพอร์ต Core & Satellite ยังเป็นกรอบที่ใช้ได้เสมอครับ

 

โดย Core Portfolio (พอร์ตหลัก) ให้น้ำหนักลงทุน 70–80% ของพอร์ตทั้งหมด พอร์ตนี้เน้นลงทุนกระจายทั่วโลกทั้งหุ้น และพันธบัตรเป็นหลัก ซึ่งจะอยู่ในสหรัฐฯ แต่วันนี้ลงทุนข้ามสินทรัพย์ไม่พอ แต่จะต้องกระจายลงทุนข้ามภูมิภาคด้วย จะช่วยลดความผันผวนสูงได้มากยิ่งขึ้น และยังสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ผมจะเน้นให้ลูกค้าสร้างพอร์ตหลักให้มั่นคงก่อนครับ เพื่อเป็น ‘รากฐาน’ ให้เงินเติบโตสม่ำเสมอในระยะยาว เช่น Global ETF หรือกองทุนดัชนีทั่วโลก เป็นการกระจายความเสี่ยงครอบคลุม

 

ส่วน Satellite Portfolio (พอร์ตรอง) ให้น้ำหนัก 20–30% พอร์ตนี้เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่ทำกำไรได้สูง เพื่อใช้เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาด (Alpha) โดยเน้นลงทุนในธีม เช่น ธีม AI พลังงานสะอาด Healthcare หรือเลือกภูมิภาคที่มีศักยภาพเติบโตสูง AI หรือตลาดเกิดใหม่ เพื่อเป็น ‘ตัวช่วยเร่งกำไร’ ให้พอร์ตโตเร็วขึ้น

 

การจัดพอร์ตรองในปีนี้ ใครที่ยังต้องการแสวงหากำไรสูงอยู่ ในภาวะ Sell America ที่คาดเดาไม่ได้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่ ผมขอย้ำว่า สิ่งที่ควรทำที่สุด คือ กระจายลงทุนทั้งข้ามสินทรัพย์และข้ามภูมิภาค

 

ผมมองว่า ภูมิภาคฝั่งเอเชียน่าสนใจและเหมาะเป็นหลุมหลบภัยในยามนี้ คือ ASEAN เพราะไม่ใช่คู่ขัดแย้งหลักกับสหรัฐฯ ส่วนรายประเทศแนะนำ China+1 ‘อินเดีย & เวียดนาม’ ที่จะได้ประโยชน์จากสงครามภาษีการค้า

 

‘อินเดีย’ ยังมี Upside เชิง Valuation ปีนี้ยังไปต่อได้

 

อินเดียมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่อีกแห่งของโลกและมีการเติบโตที่สูงมาก โดยธนาคารกลางอินเดียคาดการณ์ GDP ปี 2026 โตสูง 7.3% ส่วนเงินเฟ้อคาดยังต่ำกว่าเป้าหมายที่อยู่ 4% จึงยังใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำได้ แม้ดูมีเงินเฟ้อแบบอ่อนๆ แต่เศรษฐกิจยังเติบโตดี ‘Goldilocks’ ซึ่งเป็นสภาวะที่ดีต่อตลาดหุ้นอินเดีย ผมมองว่าปีนี้หุ้นอินเดีย ยังมี Upside เชิง Valuation เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว แต่ในระยะสั้นอาจเกิดความผันผวนจากเงินทุนต่างชาติไหลออกและ Valuation ที่อาจวิ่งขึ้นไปแพงแซงพื้นฐานในบางช่วงด้วยนะครับ

 

ทั้งนี้ ปีที่แล้ว ดัชนี Sensex ทำผลตอบแทนบวก 8-10% ซึ่งได้แรงส่งจากการเติบโตของกำไรบริษัทและเศรษฐกิจในประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ร้อนแรงทำ All Time High เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณว่า โดยรวมตลาดยังปรับตัวขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งนี้ หากดูดัชนี MSCI India (รวมหุ้นใหญ่ในอินเดีย) ซึ่งวัดผลตอบแทนในสกุลเงินดอลลาร์ปี 2025 สร้างผลตอบแทน +2.5% แม้อาจจะดูช้ากว่าตลาดเกิดใหม่อื่นๆ แต่อินเดียกลับตัวได้แล้วครับ

 

เวียดนาม ปีแห่งโอกาส New Cycle เมื่อขึ้น Emerging Market

 

เวียดนามยังเป็นประเทศดาวเด่นของโรงงานผลิตแห่งใหม่ของโลกรองจากจีน เศรษฐกิจยังเติบโตสูง โดยมีการตั้งเป้า GDP ปี 2026 เติบโตราว 10% ซึ่งจะช่วยหนุนผลประกอบการบริษัทโดยรวมของตลาดหุ้น ทำให้มีหลายสำนักวิเคราะห์ว่า ปีนี้ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของรอบการเติบโตใหม่ (New Cycle) มากกว่าสิ้นสุดของขาขึ้นที่ผ่านมา โดยตลาดจับตา FTSE จะยกระดับสู่ Emerging Market ในเดือนมีนาคมนี้ และคาด MSCI จะมีการประกาศยกระดับเช่นกัน จะยิ่งดึงดูดเงินทุนไหลเข้าตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

ปีที่แล้ว ตลาดหุ้นเวียดนามเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในโลก ดัชนี VN พุ่งทะยานถึง 40% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2024 โดยแตะระดับ 1,800 จุด จาก 1,269 จุดเมื่อต้นปี 2025 และทำสถิติใหม่หลายครั้งเช่นกัน โดยมีแรงขับเคลื่อนจากนักลงทุนในประเทศและเศรษฐกิจที่แข็งแรง ผลประกอบการของบริษัทในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมเติบโตได้ดี และที่สำคัญ นักลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนล่วงหน้ารับข่าว FTSE เตรียมยกระดับสถานะ Emerging Market กันแล้ว ด้านเวียดนามปฏิรูปตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพัฒนากฎระเบียบเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ทำให้ตลาดโปร่งใสขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นเวียดนามมีโอกาสไปต่อ และเติบโตในปีนี้ โดยเฉพาะแรงส่งจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจและการพัฒนาโครงสร้างตลาด แต่ในระยะสั้นยังมีความผันผวนจากแรงขายทำกำไรในระยะสั้นหลังจากปีที่แล้วปรับตัวขึ้นแรง นอกจากนี้ยังมีความเปราะบางจากกลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่ใช้มาร์จิ้นมาลงทุน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงหากมีแรงเทขายกะทันหัน ดังนั้นจึงเป็นตลาดที่มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง ‘สูง’ ไปด้วยกันครับ ดังนั้น คนที่ลงทุนหุ้นเวียดนามต้องพร้อมรับมือกับความผันผวนที่เกิดขึ้นและอาจต้องตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ด้วย แต่หากเน้นลงทุนระยะยาว ยังสามารถเข้าลงทุนในช่วงที่ตลาดขาลงครับ

 

อีกกลยุทธ์สำคัญนอกจากการออกแบบพอร์ตแล้ว คือ วินัยที่สร้างความแตกต่าง DCA+Annual Boost จะช่วยปลดล็อกการจับจังหวะตลาดในสภาวะตลาดมีความผันผวนสูง

 

ยกตัวอย่าง คนที่ DCA อย่างสม่ำเสมอ เพียงเพิ่มเงินลงทุนปีละ 10% (Annual Boost) หากพอร์ตโตเฉลี่ย 8% ต่อปี ใน 30 ปี ผู้ที่ทำ Annual Boost จะมีมูลค่าพอร์ตมากกว่าคนที่ลงทุนเท่าเดิมทุกเดือนถึงประมาณ 3 เท่า

 

บทสรุปปี 2026 อาจไม่ใช่ปีของคนที่ ‘เสี่ยงที่สุด’ แต่เป็นปีของคนที่บริหารความเสี่ยงได้ดีที่สุด เพราะหน้าที่ของนักลงทุนไม่ใช่การทำนายตลาดให้ถูกทุกครั้ง แต่คือการสร้างพอร์ตที่ไม่พังแม้เราคิดผิด

 

การลงทุนที่ดีอาจไม่ตื่นเต้นทุกวัน แต่ต้องทำให้เราเดินต่อได้ในทุกสภาวะตลาด

 

ผมหวังว่าทุกท่านจะเลือกออกแบบพอร์ตในแบบฉบับที่ทำให้คุณกินอิ่ม นอนหลับสบายใจ และเงินลงทุนเติบโตได้ในระยะยาว

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising