ในอดีต การสร้างนวัตกรรมวัคซีนในประเทศไทยเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่เพราะคนไทยขาดความสามารถ หากแต่ระบบนิเวศที่มีอยู่นั้นไม่เอื้ออำนวย ตั้งแต่ข้อจำกัดด้านเงินทุนระยะยาวไปจนถึงการพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ทว่าท่ามกลางอุปสรรคเหล่านี้ BioNet-Asia ภายใต้การนำของ วิฑูรย์ วงศ์หาญกุล ประธานบริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด กลับมุ่งมั่นเปลี่ยนสถานะไทยเป็นผู้นำด้านวัคซีนโลก ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองเห็นความสำคัญของวัคซีน
ในงาน National Thai FDA Forum 2026 วิฑูรย์ วงศ์หาญกุล ได้ร่วมปาฐกถาพิเศษ “On a historic journey of The First Ever Thai Vaccine for International Recognition and Serve a Global Need: บนการเดินทางครั้งสําคัญในประวัติศาสตร์ของวัคซีนไทยไปสากล” ดำเนินรายการโดย ณัฏฐา โกมลวาทิน พูดคุยถึงเส้นทางของ BioNet-Asia และการพัฒนาวัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์แบบรีคอมบิแนนท์สัญชาติไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญของการสร้างนวัตกรรม แม้จะเผชิญกับข้อจำกัดนานัปการ

‘วัคซีนไอกรน Recombinant’ โอกาสที่มองเห็น ท่ามกลางอุปสรรค
จากการทำงานในบรรษัทข้ามชาติด้านวัคซีน วิฑูรย์ วงศ์หาญกุล มองเห็นจุดอ่อนของไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัคซีนจากต่างประเทศ แม้จะมีการผลิตภายในประเทศอยู่บ้างโดยส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตในภาครัฐแต่เป็นการผลิตปริมาณต่ำเพื่อตอบสนองการใช้ในประเทศเท่านั้น ทำให้มีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยสูงจนไม่สามารถแข่งขันเพื่อสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้ ดังนั้นการผลิตวัคซีนในประเทศจึงค่อยๆ ลดลง
จากการคลุกคลีในวงการวัคซีนมาหลายทศวรรษ วิฑูรย์จึงเห็นช่องว่างที่ตลาดยังขาดแคลน นั่นคือวัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์ (Acellular) แบบ Recombinant ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าวัคซีนไอกรน Acellular แบบเดิมที่ผ่านการ inactivate ด้วยสารเคมี เขาจึงตัดสินใจลงทุนพัฒนาวัคซีนนี้ให้สำเร็จ พร้อมตั้งวิสัยทัศน์อันยาวไกลด้วยการมุ่งสู่ตลาดโลก และวางบริษัทเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมวัคซีน
“จากการวิจัยค้นคว้า เราพบว่ามีวัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์ (Acellular Pertussis Vaccine) ในตลาดอยู่สองเจ้า ซึ่งใช้สารเคมีในการ inactivate ทำให้โครงสร้างโปรตีนเสีย จนทำให้ประสิทธิภาพของ epitope ต่อการลบล้างพิษ เหลือแค่ 20% แต่เราใช้ Recombinant ที่รักษาโครงสร้างโปรตีนเอาไว้ ทำให้มีประสิทธิภาพมากกว่า เราคิดว่าถ้าทำสำเร็จจะเป็นที่ต้องการของตลาดโลก
ตอนนั้นคาดการณ์ว่าตลาดวัคซีนไอกรนที่นำไปผลิตเป็นวัคซีนรวม บาดทะยัก คอตีบและไอกรนจะมีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านเหรียญ”
เดิมพันด้วยความเชื่อมั่น ท่ามกลางแบบทดสอบ
อุปสรรคด่านแรกคือ ‘เงินทุน’ เนื่องจากการพัฒนาวัคซีนในยุคก่อนโควิดต้องใช้เวลายาวนานถึง 10-15 ปี ทำให้ธนาคารหลายแห่งไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ แต่วิฑูรย์ก้าวข้ามมาได้ด้วยแรงสนับสนุนจากพาร์ตเนอร์ที่มองเห็นวิสัยทัศน์เดียวกัน ควบคู่ไปกับเงินทุนที่ได้จากการค้าขายวัคซีน จนสามารถสร้างโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค จ.อยุธยา ได้สำเร็จ ทว่าบททดสอบใหญ่ก็มาเยือนในรูปแบบของมหาอุทกภัยปี 2554 อย่างไรก็ตาม วิฑูรย์ก็ไม่ล้มเลิกความตั้งใจด้วยความเชื่อมั่นในนวัตกรรมวัคซีน
“ลงเงินไปปีแรก 300 ล้าน โดนน้ำท่วมหายไปเลย พอกลับมาอีกครั้ง ลงครั้งที่สองไป 500 ล้าน เรากลับมาเพราะมั่นใจว่าวัคซีนนี้ดีแน่ และเราคิดว่าเราทำได้”
นอกจากนั้น อีกหนึ่งโจทย์หินคือ ‘บุคลากร’ ที่เชี่ยวชาญในไทยยังมีจำกัด วิฑูรย์จึงแก้ปัญหาด้วยการสร้างทีมและดึงผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาเป็นตัวเร่ง
“เราหาคนที่ควบคุมเครื่อง fermentor ในอุตสาหกรรมยาไม่ได้ เลยคิดว่าถ้าไม่มีต้องสร้าง เลยได้พนักงานที่เคยทำให้กับอุตสาหกรรมอาหาร แล้วจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาสอนเพิ่มเติม”
“การทำวัคซีนสู่ตลาดโลกต้องอาศัยประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศจากสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ ซึ่งคร่ำหวอดในการพัฒนาวัคซีนมาหลายทศวรรษ มาเป็น Scientific Advisory Board ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ช่วยผลักดันเราให้เห็นวิสัยทัศน์ในตลาดทั่วโลก และนี่คือเป้าหมายของเรา ต้องพิสูจน์ให้โลกยอมรับว่าไทยก็ทำได้”

วัคซีนมาตรฐานสากล ผลลัพธ์ของความมุ่งมั่น
ความมุ่งมั่นครั้งนี้นำมาสู่ความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อวัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์แบบรีคอมบิแนนท์ของ BioNet-Asia ได้การรับรองมาตรฐานจากองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) ซึ่งมาตรฐานนี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าวัคซีนไอกรนสัญชาติไทยจาก BioNet-Asia เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
เพื่อให้วัคซีนนี้เข้าถึงคนทั่วโลกได้ วิฑูรย์เลือกใช้กลยุทธ์ Licensing Out ซึ่งเป็นรูปแบบทางธุรกิจที่สนับสนุนการต่อยอดผลิตภัณฑ์
มั่นใจ ซื่อสัตย์ เข้าใจตลาด กุญแจสู่ความสำเร็จ
การเดินทางของ BioNet-Asia คือบทเรียนของการบริหารจัดการนวัตกรรม โดยวิฑูรย์เผยว่าปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ ความมั่นใจของผู้นำ ความซื่อสัตย์ และทักษะการตลาด
“แม่ทัพต้องมั่นใจ ถ้าแม่ทัพมีความมั่นใจ ลูกน้องก็พร้อมที่จะสู้ และช่วงหาเงินจากการค้าขายวัคซีนโปลิโอ เราทำงานด้วยความซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา เรามีลูกค้าซึ่งเป็นโรงงานวัคซีนที่อินเดียหลายราย ซึ่งให้ความเชื่อมั่นกับเรามาก อินโดนีเซียที่เป็นผู้ผลิตก็เชื่อใจผมในการทำการตลาดให้เขา จนปีนี้เป็นปีที่ 25 แล้ว แม้มีการเปลี่ยนผู้บริหาร เราก็ยังคงร่วมมือกัน เพราะเราใช้ความสามารถทางการตลาด องค์ประกอบอันหนึ่งของการขายก็คือ 1 ตัวสินค้าจะต้องดี 2 คนขายต้องรู้ตลาด ต้องรู้ว่าจะไปหาใคร ขายอย่างไร อันนี้เป็นทักษะสำคัญครับ”
สร้างนวัตกรรม และ Supply Chain เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
สำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน วิฑูรย์มองว่าไทยต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้ตาม’ สู่การเป็นนวัตกร โดยหัวใจสำคัญคือการสร้างนวัตกรรมต้นน้ำและ Supply Chain ของตัวเอง
“การพัฒนาวัคซีนในไทยมีข้อจำกัดโดยเฉพาะฝั่งเอกชน ปัญหาคือบ้านเราทำโรงงานปลายน้ำ เน้นบรรจุวัคซีน ถ้าต่างชาติไม่ยอมรับหรือไม่มีออเดอร์เข้ามาก็อยู่ไม่ได้ ทางออกของเราจึงเป็นการสร้างนวัตกรรมของเราเอง ตอนนี้มีการให้ทุนจากสถาบันวัคซีนบ้างแต่ก็ไม่ได้ให้นาน แค่ปีสองปี แต่การผลิตวัคซีนใช้เวลานาน แต่ถ้าเป็นรัฐบาลเกาหลี เขามี mandate เลยว่าจะสนับสนุนอะไร แล้วเขาให้ทุนเต็มที่ ขอแค่มี commitment ว่าต้องทำแล้วส่งออก รัฐบาลไทยต้องตั้งเป้าในการพัฒนา”
“และที่สำคัญที่สุดคือ Supply Chain ถ้าเราจะทำโรงงานวัคซีน ควรมีระบบ ecosystem ที่เอื้อให้เกิดการพัฒนาและผลิตวัคซีนที่เป็นรูปธรรมและแข่งขันได้”

วิสัยทัศน์ที่กว้างไกล คือเข็มทิศนำทางสู่อนาคต
ปัจจุบัน BioNet-Asia ยังมุ่งหน้าพัฒนานวัตกรรมวัคซีน ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม mRNA และ DNA รวมถึงวัคซีนสำหรับไข้เลือดออก ซิก้า โดยเดินหน้าด้วยหวังช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้ปลอดโรคภัยไข้เจ็บ และมุ่งสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมวัคซีนในอนาคตต่อไป
“ผมอยากให้มองว่า ถ้าจะทำธุรกิจวัคซีนในไทย ต้องไม่คิดขายแค่ในไทย ต้องมองตลาดโลกให้กว้างที่สุด อย่างเช่นตอนทำวัคซีนไอกรน ผมมองตลาดอินเดีย ตลาดอินโดนีเซีย มีเด็กเกิดใหม่ปีละ 4 ล้านคน ถ้าเราตอบโจทย์ได้ 10% เราก็มีเงินทุนพออยู่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น ความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล คือสิ่งที่จะพาเรารอดครับ”


