ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นคนแรกจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ลุกขึ้นอภิปรายนโยบายของรัฐบาลทันทีหลัง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้อ่านคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อรัฐสภา โดยเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามถึงความหวังและอนาคตของประเทศจากคำแถลงนโยบาย
5 คลัสเตอร์ บูรณาการอำนาจรัฐบาลภูมิใจไทย
ในช่วงหนึ่ง ณัฐพงษ์กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากที่สุดชุดหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ไม่ได้มาจากการรัฐประหาร เนื่องจากสามารถคุมอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งสภาบน สภาล่าง และองค์กรอิสระ อย่างไรก็ตาม ความมั่นคงนี้เกิดจากการบูรณาการแบ่งสรรอำนาจและผลประโยชน์อย่างลงตัวออกเป็น 5 คลัสเตอร์
คลัสเตอร์แรกคือ ‘กลุ่มมุ้งการเมือง’ ที่ย้ายค่ายมาสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย ทำให้นายณัฐพงษ์นิยามว่าเป็นพรรคการเมืองอันดับ 1 ที่ไม่ได้มี สส. มากที่สุด แต่เป็นพรรคที่มี สส. ย้ายค่ายแล้วชนะเลือกตั้งมากที่สุด ส่งผลให้หน้าตาคณะรัฐมนตรีมาจากกลุ่มบ้านใหญ่สงขลา ชลบุรี และสุพรรณบุรี
คลัสเตอร์ที่สองคือ ‘พรรคการเมืองอันดับ 2’ ที่ร่วมรัฐบาลและยอม “ขายวิญญาณ” ตนเองเพราะไม่สามารถต่อรองกับพรรคภูมิใจไทยได้ ซึ่งหากพรรคนี้ขู่ถอนตัว พรรคภูมิใจไทยก็ยังสามารถดึงพรรคฝ่ายค้านมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้
คลัสเตอร์ที่สามคือ ‘พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ’ ราว 20 กว่าเสียง ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำลายอำนาจต่อรองของพรรคอันดับ 2 ทำให้พรรคภูมิใจไทยสามารถเดินยุทธศาสตร์ดึงพรรคอื่นเข้าออกได้ตลอดเวลา
คลัสเตอร์ที่สี่คือ ‘สมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและองค์กรอิสระ’ ซึ่งนายณัฐพงษ์เปรียบเป็น ‘ไพ่โจ๊กเกอร์’ ที่พรรคภูมิใจไทยสามารถหยิบมาใช้คุมเกมจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ปกป้องพวกพ้อง หรือโจมตีฝั่งตรงข้าม เช่นในกรณีคดี 44 สส. ที่พวกตนกำลังเผชิญ
และคลัสเตอร์สุดท้ายคือ กลุ่มคนที่ต้องการรักษาระเบียบเดิม ซึ่งทำหน้าที่ให้ความคุ้มครองและส่งสัญญาณให้กลุ่มอื่นๆ ว่า “มาเถอะ อยู่ข้างนี้ทำอะไรก็ไม่ผิด” เป็นผู้ถือใบอนุญาตที่ 2 และส่งสัญญาณให้กับพรรคภูมิใจไทยในคืนก่อนวันเลือกตั้ง
มองหาความกล้าทางการเมือง เลิกระบบพวกพ้อง
ณัฐพงษ์ยังชี้ว่า วิกฤตที่แท้จริงคือวิกฤตภายในประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง แต่รัฐบาลกลับเลือกปกป้องคนใกล้ชิดมากกว่าประชาชน เช่นในกรณีวิกฤตน้ำมันที่ไม่มีการกำกับดูแลค่ากลั่นให้สะท้อนต้นทุนจริง หรือวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่ยังไม่ผ่านกฎหมายอากาศสะอาดโดยเร็ว
หัวหน้าพรรคประชาชนย้ำว่า ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จที่นายกรัฐมนตรีมีในมือ หากรัฐบาลประสงค์จะทำสิ่งใด เชื่อว่าสามารถทำได้จนประสบผลสำเร็จ อยู่ที่ความแน่วแน่และความกล้าหาญทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเองและประชาชนกำลังมองหาจากตัวนายกฯ และคณะรัฐมนตรีทุกคน
“พอได้แล้วกับระบบพวกพ้อง การแสวงหาผลประโยชน์ให้กับกลุ่มพวกตน ไม่ไหวแล้วกับวิกฤตรอบด้านที่ประชาชนต้องแบกรับ เริ่มได้แล้วกับการเมืองของประชาชนของพวกเราทุกคน” ณัฐพงษ์กล่าว
เพื่อไทยประท้วงเดือด จี้ถอนคำว่า “ขายวิญญาณ”
อย่างไรก็ตาม การอภิปรายของณัฐพงษ์ทำให้ สส. บางส่วนลุกขึ้นประท้วง เช่น จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส. เชียงใหม่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ประท้วงคำว่า “พรรคอันดับ 2 ร่วมรัฐบาล” และ “ขายวิญญาณ” โดยชี้แจงว่าพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาลตามกลไกรัฐสภาหลังได้รับการทาบทาม และขอให้นายณัฐพงษ์ถอนคำพูดที่ทำให้เกิดความเสียหาย
โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานในที่ประชุม วินิจฉัยว่า คำดังกล่าวเป็นเหมือนการใส่ร้ายและขอให้เปลี่ยนคำพูด ซึ่งท้ายสุดณัฐพงษ์ยอมเปลี่ยนเป็นคำว่า “ละทิ้งจุดยืนเดิม” ทำให้นายจุลพันธ์ทิ้งท้ายว่า “ถ้าจะใช้วิธีตอดเล็กตอดน้อยแบบนี้ก็ตามสะดวก ศักดิ์ศรีของพรรคท่าน” ก่อนที่ประธานรัฐสภาจะตัดบทและให้ดำเนินการอภิปรายต่อไป


