วันนี้ (6 เมษายน) เวลา 08.30 น. พรรคภูมิใจไทย จัดงานพิธีทำบุญพรรคภูมิใจไทย “ก้าวสู่ปีที่ 18” โดยมีการประกอบพิธี 2 ศาสนา ซึ่งศาสนาพุทธ มีพระเดชพระคุณ พระพรหมวชิรโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล เป็นประธานในพิธีฝ่ายสงฆ์ ขณะที่ศาสนาอิสลาม มีคณะจากโรงเรียนจุฬาราชมนตรี มิฟตาฮุ้ลอุลูมิดดีนียะห์ มาประกอบพิธี โดยมีแกนนำพรรค และ สส. ทยอยเดินทางเข้าพรรคตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา
ทั้งนี้ มีบรรดาพรรคการเมืองและนักการเมืองมาแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 18 อย่างคึกคัก อาทิ พลตำรวจโทปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ และชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ
ต่อมา เวลา 10.08 น. อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัวมาที่ทำการพรรคภูมิใจไทย โดยมี พลพีร์ สุวรรณฉวี, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์, วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเสร็จสิ้นภารกิจพิธีบวงสรวงพระพุทธมหานวนาคปฏิมากร ที่หอพระนาคปรก กระทรวงมหาดไทย
เมื่อมาถึง อนุทินกล่าวว่า มาส่งลูก ผู้สื่อข่าวถามว่า รถไฟฟ้าขับนิ่มหรือไม่ อนุทินตอบว่า ดี ก่อนจะเดินไปทักทายกับสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะตัวแทนพรรค ที่มารอแสดงความยินดี พร้อมช่อดอกไม้
ทั้งนี้ อนุทินได้เปลี่ยนทะเบียนรถจากเดิม ‘จต 32’ เป็น ‘สน 32’โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทะเบียนดังกล่าวมีชื่อของเศรณี ชาญวีรกูล เป็นผู้จดทะเบียน ซึ่ง ‘สน’ เป็นชื่อเล่นของ นัยน์ภัคชชาญวีรกูล บุตรสาวของอนุทิน
ขณะที่ เวลา 10.13 น. จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค มาร่วมอวยพรพรรคภูมิใจไทย พร้อมร่วมทำบุญกรวดน้ำเช่นกัน โดยระบุว่า “ขอให้เป็นปีที่ดี เดินหน้ารัฐบาลอย่างแข็งแรง”
จากนั้น อนุทิน กล่าวถึงงานครบรอบก้าวสู่ปีที่ 18 พรรคภูมิใจไทย ว่า ดีใจที่พรรคภูมิใจไทยเจริญเติบโตและพัฒนาขึ้นทุกปี ตั้งแต่ก่อตั้งพรรคภูมิใจไทย เราผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้ง เติบโตขึ้นตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งครั้งล่าสุด ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน เพราะคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานเพิ่มมากขึ้น ต้องมีการถ่ายทอดงานและประสบการณ์ให้กับคนรุ่นใหม่ เพื่อนำไปรับใช้ประชาชนและประเทศชาติ หวังว่าช่วงเปลี่ยนผ่านจะเป็นช่วงที่พรรคภูมิใจไทยจะเข้มแข็งมากขึ้น ด้วยประสบการณ์และการทำงานร่วมกันกับคนที่เคยปลุกปั้นพรรคนี้ขึ้นมา
ส่วนพรรคจะโตขึ้นอีกหรือไม่นั้น อนุทิน กล่าวว่า เราจะทำให้ดีที่สุดด้วยความสุจริตใจ และเจตนารมณ์ที่ยึดประชาชนเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุด สิ่งนี้จะทำให้พรรคโตขึ้นเอง โดยประชาชนเป็นผู้ให้ทิศทางพรรคภูมิใจไทย เราโตขึ้นด้วยประชาชน ไม่ได้โตได้ด้วยตัวเอง
เมื่อถามว่า ยึดหลักอะไรในการบริหารพรรคให้เป็นเอกภาพ อนุทิน กล่าวว่า ใช้หลักความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน และเชื่อว่าสมาชิกพรรคทุกคนมีความมุ่งมั่นทุ่มเท ตัดสินใจทำงานเพื่อส่วนรวม ดังนั้น สิ่งที่นำเสนอทุกอย่าง หากไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย ผิดจริยธรรม และจรรยาบรรณ พรรคจะให้การสนับสนุน เพื่อให้สมาชิกพรรคนำเจตนารมณ์ของตนไปมอบให้แก่ประชาชน นี่เป็นสิ่งที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ และความเชื่อมั่นจากสโลแกนของพรรคที่ว่า พูดแล้วทำ จนเกิดเป็นความเชื่อใจ และให้โอกาสพรรคภูมิใจไทยมาบริหารบ้านเมือง
เมื่อถามว่า มั่นใจว่ารัฐบาลจะอยู่ครบ 4 ปี ตามคำอวยพรที่ได้รับในวันนี้หรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า พรเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิริมงคล แต่ต้องทำตัวให้ดีด้วย เราต้องขยันทำงาน ไม่หลงใหลไปกับคำสรรเสริญ รูป รส กลิ่น เสียง แต่ต้องคิดว่าตัวเองคือผู้ที่อาสารับใช้ประชาชนและประเทศชาติ ถือเป็นอีกคุณสมบัติที่คนของพรรคภูมิใจไทยถูกปลูกฝังว่า ห้ามมีพิธีรีตอง ห้ามเรื่องมาก ห้ามทำตัวเป็นคนใหญ่คนโต แต่ประชาชนต้องมาก่อนเสมอ หากไปเข้าคิว เราก็เข้าคิวท้ายเสมอ นี่คือสิ่งที่ภูมิใจไทยปลูกฝังให้กับทุกคน
เมื่อถามว่า ในอนาคตประเมินว่าพรรคภูมิใจไทยจะโตจนเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้หรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า หากแสวงหาความรู้และนำพาประเทศไทยก้าวหน้าไปด้วยกันได้โดยไม่มีความขัดแย้ง เราจับมือไว้แล้วไปด้วยกันดีกว่า หากไปคนเดียวในขณะที่อีก 5-6 คนคอยเอาไม้เอามีดทิ่มหลังอยู่ มันไม่ดีหรอก ดังนั้น ไปด้วยกันดีที่สุด
เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบัน จะฝ่าวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นได้โดยที่ประชาชนไว้วางใจหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า การแก้วิกฤตปัญหาต่าง ๆ เป็นภารกิจของรัฐบาลอยู่แล้ว ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยแสดงให้เห็นว่า เมื่อมีวิกฤต ทั้งโควิดและภัยพิบัติ เราสามารถแก้วิกฤตนั้นให้ผ่านไปได้ด้วยดี เมื่อเป็นรัฐบาล ต้องแก้วิกฤตทุกอย่างให้ประชาชน











