ในจังหวะที่โลกพลังงานกำลังเคลื่อนผ่านจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ สหรัฐอเมริกากำลังกลายเป็น ‘สมรภูมิใหม่’ ของผู้เล่นพลังงานหมุนเวียนระดับโลก และสำหรับ บี.กริม เพาเวอร์ (B.Grimm Power) การก้าวเข้าสู่ตลาดนี้ไม่ใช่เพียงการลงทุนข้ามพรมแดน แต่คือการวางหมากเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มั่นคง ยืดหยุ่น และเติบโตได้ในระยะยาว ภายใต้บริบทตลาดที่เปิดกว้าง โปร่งใส และสะท้อนต้นทุนพลังงานที่แท้จริง
สหรัฐฯ ภาคพลังงานมูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์ ดีมานด์ใหม่โลกยุคดิจิทัล
ตลาดพลังงานไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกามีมูลค่ากว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี และถือเป็นหนึ่งในตลาดพลังงานหมุนเวียนที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 119% สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของภาคพลังงานอย่างแท้จริง
แรงขับสำคัญในระลอกใหม่นี้ ไม่ได้มาจากนโยบายพลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก ‘ดีมานด์ไฟฟ้าใหม่’ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจาก Data Centers, AI, Cloud Computing, การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และเศรษฐกิจดิจิทัล รายงานของ S&P Global Commodity Insights ประเมินว่าความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center ในสหรัฐฯ จะเติบโตเฉลี่ย 10-15% ต่อปีไปจนถึงปี 2030
ในขณะที่ฝั่งอุปทาน ระบบไฟฟ้าในหลายรัฐเริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านโครงข่ายส่งไฟฟ้า (Grid constraints) ทำให้สินทรัพย์ที่สามารถจ่ายไฟได้ต่อเนื่องและควบคุมกำลังผลิตได้ตามความต้องการ (Dispatchable power) มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานหมุนเวียนที่สามารถสั่งการได้ เช่น พลังงานน้ำ

ภาคพลังงานสหรัฐฯ ประตูสู่โอกาสมหาศาล
สิ่งที่ทำให้ภาคพลังงานไฟฟ้าของสหรัฐฯ แตกต่างและน่าสนใจอย่างมาก คือ โครงสร้างที่กระจายอำนาจโดยแต่ละรัฐมีอิสระในการกำหนดนโยบายพลังงานของตนเอง สร้างความหลากหลายของโอกาสทางธุรกิจที่ไม่เหมือนใคร
โดยสหรัฐฯ มีตลาดไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบใน 50 รัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตลาดไฟฟ้าเสรีที่เปิดให้มีการแข่งขัน ตลาดสำคัญๆ อาทิ:
- CAISO (California Independent System Operator) ครอบคลุมรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นตลาดขายส่งไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ตะวันตก มีระบบประมูลแบบเรียลไทม์ที่ราคาเปลี่ยนแปลงทุก 5 นาที สะท้อนอุปสงค์-อุปทานจริง
- NYISO (New York Independent System Operator) บริหารจัดการตลาดไฟฟ้าในรัฐนิวยอร์ก มีระบบประมูลที่ซับซ้อนและราคาที่ผันผวนสูง เนื่องจากความต้องการใช้ไฟในเมืองใหญ่
- PJM (Pennsylvania-New Jersey-Maryland) เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ครอบคลุม 13 รัฐ มีระบบประมูลกำลังการผลิต (Capacity market) ที่จ่ายค่าตอบแทนสำหรับการสำรองกำลังผลิต
ในตลาดเหล่านี้ โรงไฟฟ้าสามารถเสนอราคาเข้าสู่ระบบการประมูล และได้รับการจ่ายเงินตามราคาตลาดที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ราคาที่ถูกกำหนดตายตัวเหมือนระบบ PPA แบบดั้งเดิม นอกจากนี้ การจำหน่ายไฟฟ้าผ่านกลไลตลาดทำให้ฐานผู้รับซื้อไฟฟ้ามีความหลากหลาย ช่วยลดความเสี่ยงด้านคู่สัญญา (Off-taker risk) ได้เป็นอย่างดี
หลากหลายแหล่งรายได้: มากกว่าแค่ขายไฟ
สิ่งที่ทำให้ตลาดพลังงานไฟฟ้าเสรีของสหรัฐฯ เช่น CAISO น่าสนใจคือความหลากหลายของแหล่งรายได้ ผู้ผลิตไฟฟ้าสามารถสร้างรายได้จากหลายช่องทาง:
- รายได้จากการขายไฟฟ้า (Energy Market) ในตลาดขายส่งแบบแข่งขันเสรี โดยราคาเปลี่ยนแปลงตามเวลา ความต้องการใช้ไฟฟ้า และราคาต้นทุนเชื้อเพลิง
- รายได้จากการสำรองกำลังการผลิต (Capacity Payments) โรงไฟฟ้าได้รับค่าตอบแทนสำหรับการพร้อมจ่ายไฟเมื่อระบบต้องการ แม้จะไม่ได้ผลิตไฟฟ้าจริง โดยรายได้ในลักษณะ “Stand-by” นี้เป็นประโยชน์อย่างมากต่อสินทรัพย์พลังงานแบบสั่งการได้ (Dispatchable) เช่น โรงไฟฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ และโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ
- รายได้จากการช่วยรักษาเสถียรภาพระบบ (Ancillary Services) เช่น การควบคุมความถี่ การควบคุมแรงดัน การสำรองหมุน ซึ่งเป็นบริการที่มีมูลค่าสูงมากต่อระบบ
- รายได้จากใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (RECs) สามารถขายแยกต่างหากจากการขายไฟฟ้า ช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติม

กลไกราคาที่สะท้อนมูลค่าจริง: Natural Hedge ต่อราคาก๊าซ
จุดแข็งสำคัญของภาคพลังงานไฟฟ้าสหรัฐฯ คือ โครงสร้างตลาดขายส่งไฟฟ้าแบบแข่งขันเสรี (Wholesale / Spot Market) และกลไกราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง
ในตลาดขายส่งอย่าง CAISO ราคาไฟฟ้าถูกกำหนดจากต้นทุนเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าที่ถูกเรียกเดินเครื่องเป็นลำดับสุดท้ายเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า ณ ช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งโดยปกติจะเป็นโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนเชื้อเพลิงสูงที่สุด ซึ่งในหลายกรณี หรือบางช่วงเวลา เช่น ช่วงกลางคืน มักจะเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ หรือในกรณีที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงผิดปกติ อาจจำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าดีเซล ซึ่งจะยิ่งดันราคาค่าไฟให้ปรับตัวสูงขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ราคาค่าไฟจะเคลื่อนไหวไปตามราคาพลังงานฟอสซิล โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ กลไกนี้ช่วยสร้างโอกาสให้โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง สามารถทำกำไรได้มากขึ้นในช่วงที่ราคาก๊าซอยู่ในระดับสูง ถือเป็น Natural Hedge ต่อความผันผวนของราคาแก๊ส ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ผู้ผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติมักเผชิญ
นอกจากความเสรีแล้ว ภาคพลังงานไฟฟ้าสหรัฐฯ ยังมีความเฉพาะตัวที่แต่ละภูมิภาคดำเนินงานแยกจากกัน (Non-interconnected) ความเป็นอิสระต่อกันนี้เองที่เปิดโอกาสให้ B.Grimm Power สามารถบริหารพอร์ตโฟลิโอและกระจายความเสี่ยงเชิงภูมิศาสตร์ภายในสหรัฐฯ ได้อย่างมีกลยุทธ์มากยิ่งขึ้น

เปิดเหตุผล ทำไม B.Grimm Power จึงใช้ตลาดต่างประเทศเป็นยุทธศาสตร์
ระบบตลาดเสรีแบบนี้ทำให้ผู้ผลิตไฟฟ้าสามารถสร้างรายได้ที่แท้จริงตามประสิทธิภาพและมูลค่าที่สร้างให้ระบบ ไม่ใช่แค่ราคาที่ตายตัวตามสัญญา ยิ่งโรงไฟฟ้ามีความยืดหยุ่นสูง สามารถผลิตไฟได้ในช่วงเวลาที่ระบบต้องการมาก ยิ่งได้รับผลตอบแทนสูง
สำหรับบริษัทที่มีความสามารถในการบริหารจัดการและเข้าใจพลวัตของตลาด โอกาสในการสร้างรายได้ที่ดีและมั่นคงในระยะยาวจึงสูงมาก ซึ่งต่างจากตลาดที่มีการควบคุมแบบเข้มงวด ที่ราคาถูกกำหนดล่วงหน้าและมีข้อจำกัดในการสร้างมูลค่าเพิ่ม
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ B.Grimm Power มองเห็นโอกาสในการขยายพอร์ตไปยังต่างประเทศ เพราะไม่ได้มองแค่ธุรกิจภายในประเทศ แต่มองหาตลาดที่มีโครงสร้างเอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างรายได้ที่หลากหลาย ไม่พึ่งพาแหล่งรายได้เพียงแหล่งเดียว
‘Malacha’ ก้าวสำคัญของ B.Grimm Power สู่ตลาดสหรัฐฯ
นายพีรเดช พัฒนจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจพัฒนาพลังงานหมุนเวียน บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ ‘B.Grimm Power’ เผยว่า “บริษัทเดินหน้าขยายการลงทุนพลังงานหมุนเวียนภายใต้ยุทธศาสตร์ GreenLeap ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้มากกว่า 50% ของกำลังการผลิตทั้งหมดภายในปี 2030 พร้อมมุ่งขยายสู่ตลาดพลังงานระดับโลกอย่างต่อเนื่อง”
โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 B.Grimm Power ได้เข้าลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ‘Malacha Hydropower Plant’ ขนาด 29.9 เมกะวัตต์ (MW) บนแม่น้ำพิท (Pit River) ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการเข้าสู่ภาคพลังงานหมุนเวียนในสหรัฐฯ ครั้งแรกของบริษัท
“นี่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังการผลิต แต่คือการได้มาซึ่งสินทรัพย์พลังงานหมุนเวียนแบบ Dispatchable ที่มีคุณค่าสูง ภายใต้ตลาดพลังงานไฟฟ้าเสรีอย่างแท้จริง”
ด้วยลักษณะของตลาด CAISO ที่มีสัดส่วนพลังงานแสงอาทิตย์สูง ราคาไฟฟ้าจึงมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำในช่วงกลางวัน ในขณะที่ช่วงเย็นและกลางคืน ซึ่งความต้องการใช้ไฟเพิ่มสูงขึ้น แต่การผลิตจากโซลาร์ลดลง ราคาค่าไฟจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนผ่านรูปแบบ ‘Duck Curve’ ที่เป็นเอกลักษณ์ของตลาดซื้อขายพลังงานระหว่างวัน (Intra-day energy market) ในตลาด CAISO

โรงไฟฟ้าพลังน้ำ Malacha ซึ่งมีอ่างเก็บน้ำ (Reservoir) สามารถควบคุมจังหวะการผลิต และเลือกจ่ายไฟในช่วงเวลาที่มีมูลค่าสูงได้ ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากความแตกต่างของราคาภายในวันได้อย่างเต็มที่ ซึ่งอาจมีส่วนต่างเกินกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ MWh อีกทั้งสินทรัพย์พลังน้ำยังถือเป็น Perpetual Asset ที่มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 100 ปี และมีใบอนุญาตที่สามารถขยายระยะเวลาได้อย่างไม่มีกำหนด ดังนั้นสินทรัพย์พลังน้ำในตลาดพลังงานสหรัฐฯ โดยทั่วไปถือว่าสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างมั่นคงต่อเนื่องในระยะยาว
ตลาดเสรีกับบทเรียนเชิงโครงสร้าง ที่ชวนให้ฉุกคิด
ตลาดไฟฟ้าเสรีของสหรัฐฯ อาทิ CAISO สะท้อนระบบที่เปิดโอกาสให้ “เทคโนโลยีและประสิทธิภาพ” ของสินทรัพย์เป็นตัวกำหนดมูลค่าอย่างแท้จริง โดยกลไกตลาดจะให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นแก่โรงไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่น สามารถตอบสนองต่อสัญญาณราคา และช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบ ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ขาดเสถียรภาพและไม่สามารถบริหารจัดการกำลังผลิตได้ จะมีราคาขายไฟสะท้อนออกมาในระดับที่ต่ำลงตามกลไกตลาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ที่สามารถจำหน่ายไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงเวลากลางวัน ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาอยู่ในระดับต่ำ
ในบริบทนี้ การขยายพอร์ตของ B.Grimm Power ไปยังตลาดต่างประเทศ จึงไม่ใช่เพียงการแสวงหาโอกาสใหม่ แต่คือการวางโครงสร้างรายได้ที่ไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และเปิดรับกลไกตลาดที่สะท้อนต้นทุนจริงอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ไม่ใช่แค่ Malacha แต่คือ Pipeline โอกาสในสหรัฐฯ
นอกเหนือจากโครงการ Malacha แล้ว B.Grimm Power ยังมีโอกาสการลงทุนในตลาดสหรัฐฯ อีกหลายโครงการที่อยู่ระหว่างกระบวนการพัฒนาและพิจารณา ทั้งการเข้าซื้อ Operating Assets และการต่อยอดโครงการด้วยแนวคิด Hybridization และการเพิ่มศักยภาพ เช่น การผสานระบบกักเก็บพลังงานหรือพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการสร้างรายได้
บริษัทตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนในสหรัฐฯ ให้มากกว่า 500 เมกะวัตต์ภายใน 5 ปี โดยอาศัยกลยุทธ์การเลือกลงทุนในตลาดที่มีความผันผวนของราคาไฟฟ้าสูง ซึ่งเปิดโอกาสให้สินทรัพย์ที่บริหารจัดการได้ดีสามารถสร้างผลตอบแทนเหนือค่าเฉลี่ยของตลาด
ปักหมุดระยะยาว บนเวทีพลังงานโลก
เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ พร้อมอันดับเครดิตระดับ AA+ และโครงสร้างภาคพลังงานที่โปร่งใส ช่วยลดความเสี่ยงเชิงระบบ และเอื้อต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว
สำหรับ B.Grimm Power การเข้าสู่ตลาดพลังงานสหรัฐฯ คือการยืนยันศักยภาพของผู้ประกอบการพลังงานไทยในระดับสากล และเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ GreenLeap ที่มุ่งสร้างพอร์ตพลังงานสะอาดซึ่งมั่นคง ยืดหยุ่น และเติบโตได้ในโลกพลังงานยุคใหม่อย่างแท้จริง


