อยากมีเงินไปเที่ยว ไปชอปปิงของที่ชอบ แถมยังมีเงินเก็บเหลือๆ เพื่ออนาคต แต่แค่คิดว่าต้องมานั่งจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกวัน หรือคำนวณตัวเลขยิบย่อยใน Excel ก็รู้สึก ‘ขี้เกียจ’ จนอยากล้มเลิกแล้วใช่ไหม
ถ้าเราคือคนหนึ่งที่อยากจัดการเงินให้มีประสิทธิภาพแต่เกลียดความยุ่งยาก ระบบ Barefoot Buckets คือทางออกที่จะช่วยเปลี่ยนชีวิตการเงินของเราให้เป็นเรื่องง่ายแบบ ‘Set and Forget’ หรือตั้งค่าครั้งเดียวแล้วปล่อยให้ระบบทำงานแทนเราไปตลอด
ทำไมต้อง ‘Barefoot’ (เท้าเปล่า)?
ทำความเข้าใจชื่อนี้กันก่อน คำว่า Barefoot ไม่ได้เป็นแค่ชื่อเก๋ๆ แต่เป็นปรัชญาจากหนังสือ The Barefoot Investor โดย Scott Pape ที่เป็นชาวไร่ในออสเตรเลีย โดยเน้น 3 เรื่องหลัก
- ความเรียบง่าย: เหมือนการเดินเท้าเปล่าที่ใครก็ทำได้ ไม่ต้องมีอุปกรณ์หรือความรู้ซับซ้อน
- ความติดดิน: เน้นวิธีที่ใช้ได้จริงในชีวิตคนธรรมดา ไม่ต้องใส่สูทวิชาการจ๋า
- อิสรภาพ: สื่อถึงการปลดเปลื้องภาระหนี้สินและความกังวล ให้เราเบาสบายเหมือนเดินเท้าเปล่าบนสนามหญ้า
ทำไมคนขี้เกียจถึงต้องใช้ระบบ ‘ถังเงิน’
หัวใจสำคัญของ Barefoot Buckets คือการเลิกทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่น่าเบื่อ แล้วเปลี่ยนมาใช้ ‘ระบบอัตโนมัติ’ ผ่านการแยกบัญชีธนาคาร (ถังเงิน) ตามวัตถุประสงค์ เพื่อให้เรารู้ว่า ‘เงินส่วนนี้ใช้ได้เท่าไหร่’ โดยไม่ต้องมานั่งกดเครื่องคิดเลขทุกครั้งที่ควักกระเป๋าจ่าย เป็นหลักการ ‘ใช้เท่าที่มี’ ที่ทรงพลังที่สุดสำหรับคนขี้เกียจจด
Barefoot Buckets แบ่งเงินเป็น 3 ถัง
ระบบนี้จะแบ่งเงินของเราออกเป็น 3 ถังหลัก เพื่อแยกแยะหน้าที่ของเงินให้ชัดเจน
ถังที่ 1: Blow Bucket เงินสำหรับใช้จ่าย
ถังนี้คือถังที่เราจะใช้ในชีวิตประจำวัน โดย Scott Pape แนะนำให้แบ่งย่อยออกมาเป็น 4 ส่วน (หรือ 4 บัญชี) เพื่อความชัดเจน
- Daily Expenses (60%): ค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเช่าบ้าน, ค่าน้ำไฟ, ค่าเดินทาง, อาหาร และหนี้สินคงที่
- Splurge (10%): เงินเปย์ตัวเอง จะซื้อกาแฟแพงๆ ดูหนัง หรือปาร์ตี้กับเพื่อน ใช้ส่วนนี้ได้เลยแบบไม่ต้องรู้สึกผิด
- Smile (10%): เงินสำหรับเป้าหมายระยะยาวที่ทำให้เรายิ้มได้ เช่น เงินเก็บไปเที่ยวต่างประเทศ หรือซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่
- Fire Extinguisher (20%): ‘ถังดับเพลิง’ เอาไว้ฉีดใส่หนี้ที่ดอกเบี้ยสูงให้หมดไวๆ หรือถ้าไม่มีหนี้ ก็นำไปสมทบในเงินออมเพื่อซื้อทรัพย์สินใหญ่ๆ เช่น บ้าน หรือรถ
ถังที่ 2: Mojo Bucket เงินสำรองฉุกเฉิน
นี่คือเงิน ‘กันตาย’ ที่เราจะไม่แตะต้องเด็ดขาดถ้าไม่จำเป็นจริงๆ วัตถุประสงค์คือช่วยให้เรานอนหลับฝันดีโดยไม่ต้องกังวลว่า ถ้าตกงานหรือป่วยกะทันหันจะเอาเงินที่ไหนใช้
เป้าหมายแรก: ควรมีติดบัญชีไว้สักประมาณ 50,000 – 100,000 บาท และค่อยๆ สะสมให้ครอบคลุมค่าใช้จ่าย 3-6 เดือน
ถังที่ 3: Grow Bucket เงินเพื่ออนาคตและการเกษียณ
ถังนี้คือเงินที่ทำงานให้เราในระยะยาว เช่น เงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุนรวม (SSF/RMF) หรือพอร์ตหุ้น เพื่อให้มั่นใจว่าในวันที่เราแก่ตัวไปและอยากขี้เกียจของจริง เราจะมีเงินใช้แบบไม่ลำบาก
ทางลัดคนขี้เกียจ วิธีตั้งค่า Transfer อัตโนมัติ (Set & Forget)
ความลับที่ทำให้ระบบนี้เวิร์กสำหรับคนขี้เกียจที่สุดคือ การทำแบบอัตโนมัติ
- เปิดบัญชีแยก: ใช้บัญชีธนาคารที่ไม่มีค่าธรรมเนียมรักษาบัญชี แยกตามชื่อถัง (เช่น บัญชีใช้จ่าย, บัญชีเงินเก็บเที่ยว, บัญชีสำรอง)
- ตั้งโอนล่วงหน้า: ตั้งค่าในแอปฯ ธนาคารให้โอนเงินตามเปอร์เซ็นต์ข้างต้นทันทีที่ ‘เงินเดือนออก’
- เลิกเช็กยอดรวม: เมื่อเงินถูกกระจายไปตามถังแล้ว เราจะรู้ทันทีว่า ‘ถังเปย์ตัวเอง’ เหลือเท่าไหร่ ก็ใช้ได้แค่นั้น ช่วยตัดความกังวลว่าใช้เงินส่วนนี้แล้วจะกระทบเงินเก็บหรือเปล่า
ทดสอบระบบ Barefoot Buckets ในชีวิตจริง
ในทางปฏิบัติ เราจะเอาเงินเดือนที่ได้รับมาจัดสรรลงใน ถังที่ 1 (Blow) เป็นหลัก เพื่อให้ชีวิตรันไปได้โดยไม่สะดุด
สมมติเงินเดือน 30,000 บาท แบ่งได้ตามนี้เลย
ถังที่ 1: Blow Bucket (เงินสำหรับใช้ชีวิต – 30,000 บาท)
เราจะแยกย่อยถังนี้ออกเป็น 4 บัญชี (หรือ 4 กระเป๋าดิจิทัล) ตามสูตร 60/10/10/20:
- Daily Expenses (60%): 18,000 บาท >> ค่ากิน, ค่าเช่าหอ, ค่าน้ำไฟ, เดินทาง
- Splurge (10%): 3,000 บาท >> ปาร์ตี้, ชอปปิง, ขนม (ใช้ให้หมดห้ามเหลือ)
- Smile (10%): 3,000 บาท >> ทริปเที่ยว, ซื้อ Gadget ใหม่ (ออมระยะสั้น)
- Fire Extinguisher (20%): 6,000 บาท >> โปะหนี้ หรือถ้าไม่มีหนี้ ให้โอนไปถมใน ถังที่ 2 หรือ 3
ถังที่ 2: Mojo Bucket (เงินสำรองฉุกเฉิน)
- ยอดเงิน: ควรมีติดบัญชีไว้ 50,000 บาท (หรือ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่าย)
- วิธีเติม: ในช่วงแรก ให้ดึงเงินจาก Fire Extinguisher (6,000 บาท) มาใส่ในถังนี้ทุกเดือนจนกว่าจะครบตามเป้าหมาย พอครบแล้วค่อยหยุดเติม
ถังที่ 3: Grow Bucket (เงินลงทุนระยะยาว)
- สัดส่วน: เน้นการหักล่วงหน้า เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือ ประกันสังคม
- วิธีเติม: หากถัง Mojo (เงินสำรอง) เต็มแล้ว ให้เปลี่ยนเอาเงิน Fire Extinguisher (6,000 บาท) มาเติมในถังนี้แทน เพื่อซื้อกองทุนหรือหุ้นให้เงินทำงาน
The Date Night เคล็ดลับเช็กสุขภาพการเงิน
ถึงจะขี้เกียจแค่ไหน Scott Pape ก็แนะนำว่าเราควรมี ‘Date Night’ หรือคืนพิเศษเดือนละครั้ง (ใช้เวลาแค่ 15-30 นาที) นั่งดื่มเครื่องดื่มที่ชอบพร้อมกับเปิดแอปฯ ธนาคารดูว่า
- เงินในแต่ละถังเป็นไปตามแผนไหม?
- มีค่าสมัครสมาชิก (Subscription) อะไรที่ไม่ได้ใช้แต่ยังตัดเงินอยู่หรือเปล่า?
- หนี้ลดลงไปแค่ไหนแล้ว?
การทำแบบนี้เดือนละครั้ง ไม่ใช่การทำบัญชีที่วุ่นวาย แต่เป็นการเช็กให้มั่นใจว่า ‘ระบบอัตโนมัติ’ ของเรายังทำงานได้ดีอยู่ เพื่อที่เราจะได้กลับไปใช้ชีวิตแบบชิลล์ๆ ได้ต่อ
แถมท้ายอีกนิด: Scott Pape เชื่อเสมอว่า แผนการเงินที่ดีไม่ควรหนาเหมือนวิทยานิพนธ์ เขาจึงท้าให้ทุกคนลองเขียนแผนการเงินทั้งหมดลงบน ‘กระดาษทิชชูเพียงแผ่นเดียว’ เพราะมันจะบังคับให้เราตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นทิ้งไป จนเหลือแค่เป้าหมายที่หัวใจต้องการจริงๆ เช่น ล้างหนี้ให้หมด, ไปเที่ยวญี่ปุ่น, หรือเกษียณด้วยเงิน 10 ล้าน
ถ้าแผนของเรายาวจนเขียนลงทิชชูแผ่นเดียวไม่พอ แปลว่าเรากำลังทำให้ชีวิตยากเกินความจำเป็นแล้ว เพราะสุดท้ายแล้ว เป้าหมายของการมีเงินไม่ใช่การมานั่งเฝ้าตัวเลขให้ปวดหัว แต่คือการมีชีวิตที่ ‘เบาสบาย’ จนเรากล้าถอดรองเท้า แล้วออกไปก้าวเดินบนเส้นทางที่ชอบได้อย่างมั่นใจ
การบริหารเงินแบบ Barefoot Buckets ไม่ได้ขอให้เราเป็นอัจฉริยะทางการเงิน แต่ขอให้รักตัวเองมากพอที่จะสร้างระบบให้ตัวเองได้ขี้เกียจอย่างปลอดภัย เพื่อให้ในวันที่เราอยากหยุดพักหรือออกไปใช้ชีวิต ระบบที่ตั้งค่าไว้จะยังคงทำหน้าที่ดูแลอนาคตและความฝันของเราอย่างซื่อสัตย์เสมอ
ภาพ: Billion Photos / Shutterstock
อ้างอิง:


