ประเด็นเรื่องบาร์โค้ดที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้งกำลังกลายเป็นข้อถกเถียงสำคัญในสังคมไทย ว่าด้วยเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างการรักษาความปลอดภัยทางโลจิสติกส์ กับการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานเรื่องความลับในการลงคะแนน
วันนี้ (13 กุมภาพันธ์) THE STANDARD สรุปสิ่งที่เกิดขึ้น ข้อกังวลทางเทคนิค และประเด็นสำคัญทางกฎหมายที่อาจนำไปสู่จุดเปลี่ยนของการเลือกตั้งครั้งนี้
รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/
ข้อเท็จจริงและสิ่งผิดปกติที่ตรวจพบ
จุดเริ่มต้นของข้อกังวลเกิดจากการที่ประชาชนและผู้สังเกตการณ์พบความผิดปกติหน้างาน เมื่อบัตรเลือกตั้งสีชมพู (สส. บัญชีรายชื่อ) มีการพิมพ์บาร์โค้ดปรากฏอยู่ช่วงท้ายของบัตร ซึ่งขัดแย้งกับตัวอย่างบัตรที่ กกต. เคยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ก่อนหน้านี้ที่ไม่ปรากฏรหัสดังกล่าว อีกทั้งในบัตรสีเหลือง (ประชามติ) กลับไม่มีรหัสเหล่านี้แต่อย่างใด
สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดคือผลจากการทดลองสแกนและตรวจสอบรหัส พบว่า:
- รหัสไม่ซ้ำกัน (Unique ID): บาร์โค้ดบนบัตรแต่ละใบระบุรหัสเฉพาะตัว (Serial Number) เป็นตัวเลขผสมตัวอักษร 8 หลักที่ไม่ซ้ำกันเลย แม้จะเป็นบัตรในเล่มเดียวกันหรือหน่วยเลือกตั้งเดียวกัน
- การเรียงลำดับ: จากการตรวจสอบในหน่วยเลือกตั้งเดียวกัน พบว่าเลขรหัสดังกล่าวมีการเรียงลำดับต่อเนื่องกัน ซึ่งขัดแย้งกับความเข้าใจทั่วไปว่าเป็นเพียงรหัสระบุล็อตการผลิต
กลไกการเชื่อมโยงข้อมูลและ ‘ต้นขั้วบัตร’
หัวใจสำคัญของข้อถกเถียงนี้คือความลับในการลงคะแนน ซึ่งอาจถูกสั่นคลอนหากรหัสบนบัตรสามารถนำไปสู่การตรวจสอบย้อนหลังได้ โดยมีสมมติฐานทางเทคนิคจาก นายอาร์ม อินฟลูเอนเซอร์สายไอที และผู้เชี่ยวชาญ ระบุถึงความเสี่ยงที่ระบบนี้จะเชื่อมโยงข้อมูลกลับไปยังตัวบุคคลผ่านกระบวนการดังนี้:
- ข้อมูลบนบัตรเลือกตั้ง (ส่วนที่หย่อนลงหีบ): มีรหัสเฉพาะตัว (Unique ID) ซึ่งหากมีสูตรทางคณิตศาสตร์ที่คำนวณย้อนกลับได้ จะสามารถทราบได้ทันทีว่าบัตรใบนี้มาจากเล่มที่เท่าไร และ เลขที่ใด
- ข้อมูลบนต้นขั้วบัตร (ส่วนที่เจ้าหน้าที่เก็บไว้): ตามระเบียบ กกต. ข้อ 132 ต้นขั้วบัตรจะระบุเล่มที่/เลขที่ ตรงกับบัตรที่ฉีกออกไป แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือลายเซ็นผู้ใช้สิทธิ และลำดับที่ในบัญชีรายชื่อ ซึ่งระบุตัวตนได้ชัดเจน
ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหากจับคู่รหัสบนบัตร (ที่รู้ว่ากาเบอร์อะไร) เข้ากับต้นขั้วบัตร (ที่รู้ว่าใครเป็นคนรับบัตรใบนั้น) ความลับในการลงคะแนนจะสิ้นสุดลงทันที และสามารถระบุได้ว่าใครเลือกพรรคใด
ระเบียบ กกต. และคำชี้แจงอย่างเป็นทางการ
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาชี้แจงว่าบาร์โค้ดดังกล่าวมีไว้เพื่อการบริหารจัดการโลจิสติกส์ เพื่อให้ทราบข้อมูลล็อตการผลิต การกระจายบัตรไปยังหน่วยต่างๆ และป้องกันบัตรปลอม โดยย้ำว่าไม่สามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิ หรือตรวจสอบผลการลงคะแนนรายบุคคลได้
ทั้งนี้ ระเบียบฯ ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2566 ในข้อที่ 129 ระบุสาระสำคัญไว้ว่า:
- กกต. มีอำนาจกำหนดให้มีรหัส หรือเครื่องหมายพิเศษในบัตรเลือกตั้งได้ โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า
- วัตถุประสงค์ตามระเบียบระบุไว้ชัดเจนว่า ต้องเป็นไปเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ได้ให้ความเห็นแย้งว่า แม้ระเบียบข้อ 129 จะเปิดช่องให้ทำรหัสลับเพื่อความปลอดภัยได้ แต่ต้องไม่ใช่การออกแบบระบบเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งหากพิสูจน์ได้ว่าทำได้จริง ย่อมขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย
ความเสี่ยงโมฆะและบทลงโทษอาญา
หากข้อกังวลเรื่องการระบุตัวตนผู้โหวตถูกพิสูจน์ว่าเป็นความจริง ผลกระทบที่จะตามมาจะรุนแรงและส่งผลวงกว้างต่อการเมืองไทย:
- ขัดรัฐธรรมนูญ: การกระทำดังกล่าวจะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 85 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 92 และ 93 ที่บัญญัติให้การออกเสียงลงคะแนนต้องเป็นไปโดยตรงและลับ
- การเลือกตั้งเสี่ยงเป็นโมฆะ: หากระบบการเลือกตั้งไม่สามารถรักษาความลับของผู้ลงคะแนนได้ อาจเป็นเหตุให้ศาลสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะทั้งประเทศ
เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องทางเทคนิคของการพิมพ์บัตร แต่เป็นบทพิสูจน์ความโปร่งใสของ กกต. ว่ารหัสปริศนาบนบัตรเลือกตั้ง คือเกราะป้องกันการทุจริต หรือเป็นกุญแจที่ไขเข้าสู่พื้นที่ส่วนตัวของผู้มีสิทธิเลือกตั้งกันแน่
เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/


