กระแสย้ายและกระจายฐานผลิต Data Center ชิป จากจีนและไต้หวันชัดขึ้น นักลงทุนต่างชาติมองไทยเป็นฐานการผลิตแห่งที่สอง ลดความเสี่ยงซัพพลายเชน หนุนดีมานด์ ‘นิคมอารยะ’ เปิด Industrial & Logistics Hub ย้ำทุนต่างชาติยังเลือกไทย มองจุดแข็งและลงทุนระยะยาว มากกว่าการเมืองภายในและภาษีสหรัฐฯ
กมลกาญจน์ คงคาทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด เปิดเผยว่า จากแนวโน้มการลงทุน ปัจจัยเศรษฐกิจโลก ลูกค้าที่เข้ามาเจรจาในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ไม่ได้ให้น้ำหนักกับประเด็นสงครามการค้าหรือภาษีสหรัฐฯ มากนัก เนื่องจากเป็นธีมที่เริ่มชัดเจนมาตั้งแต่ปีก่อนแล้ว และในเชิงมหภาคยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
“ฉะนั้น ลูกค้าที่เข้ามาคุยช่วงนี้ แทบไม่ได้โฟกัสเรื่องภาษีสหรัฐฯ แต่เป็นการมองระยะยาวว่าอยากกระจายความเสี่ยง อย่างจากเดิมที่อยู่จีนหรือไต้หวันมาโดยตลอด ก็อยากมี second location เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของซัพพลายเชนในอนาคต”

จากแนวโน้มดังกล่าว โครงการ อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ (ARAYA The Eastern Gateway) ซึ่งเป็นโครงการระบบนิเวศเมืองอุตสาหกรรม และนวัตกรรมครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย จึงเปิดตัวโมเดลธุรกิจโรงงานและคลังสินค้ารูปแบบใหม่ ‘ARAYA Industrial and Logistics Hub’ อย่างเป็นทางการ
เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ของประเทศ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมตอบรับบริบทโลกซัพพลายเชนโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย และสนับสนุนนโยบาย Smart Industrial Estate และการส่งเสริมการลงทุนในภาคดิจิทัล เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นซัพพลายเชนสำคัญของภูมิภาค
กมลกาญจน์ กล่าวว่า การเปิดตัว ARAYA Industrial and Logistics Hub ในช่วงเวลานี้ เป็นการตอบโจทย์ซัพพลายเชนโลกที่ให้ความสำคัญกับ ‘ความเร็ว ความมั่นคง และความแน่นอน’ มากขึ้น
โดยทำเลจุดยุทธศาสตร์ของอารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ย่านบางนา-ตราด พร้อมเป็นฮับกระจายสินค้าหลักที่เชื่อมโยงไปทั่วประเทศ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพซัพพลายเชนในระยะยาว และเชื่อมโยงกับระบบนิเวศอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี
ทั้งนี้ ARAYA Industrial and Logistics Hub โดดเด่นด้วยอาคารคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าที่สร้างเสร็จสมบูรณ์พร้อมเข้าใช้งาน (Ready-to-Move-In) รวมพื้นที่อาคารกว่า 23,639 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่คลังสินค้า 20,835 ตารางเมตร และพื้นที่สำนักงาน 2 ชั้น 2,804 ตารางเมตร รองรับธุรกิจโลจิสติกส์และ 3PL ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่
รวมถึงธุรกิจที่ต้องการความเร็ว ความแม่นยำ และระบบจัดการที่ซับซ้อน ซึ่งเป็นสเปกอาคารมาตรฐานระดับโลก ทั้งโครงสร้างอาคาร ระบบขนถ่ายสินค้าครบครัน การจัดการจราจรและขนส่ง ความยั่งยืนและประสิทธิภาพพลังงาน และพื้นที่สำนักงานและสิ่งอำนวยความสะดวก
ดีมานด์กลุ่ม Data Center- AI อุตสาหกรรมดิจิทัล มาแรง
นอกจากนี้ เพื่อรองรับ กลุ่มลูกค้าหลักที่เข้ามาในปัจจุบันอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และ Data Center ซึ่งปลายทางของการลงทุนส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยี AI
ประกอบกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งการตัดสินใจของนักลงทุน โดยเฉพาะมาตรการ FastPass ช่วยให้กระบวนการอนุมัติรวดเร็วและมีความชัดเจน
“มาตรการของ BOI ทำให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้น พอลูกค้าตัดสินใจง่าย เราก็ปิดการขายได้ง่ายขึ้น และลูกค้าก็ให้ฟีดแบ็กที่ดีใน เรื่องประสิทธิภาพของหน่วยงานรัฐ”
สำหรับการรองรับกลุ่ม Data Center ปัจจุบันโครงการมุ่งสู่ Green และสามารถรองรับโหลดไฟฟ้าได้ประมาณ 150 เมกะวัตต์ โดยอยู่ระหว่างหารือกับการไฟฟ้าเพื่อขยายศักยภาพในอนาคต และมีการเตรียมสถานีย่อย ระบบสายไฟ โครงสร้างพื้นฐานไว้รองรับแล้ว
“แม้ Data Center ของเราจะไม่ใหญ่เท่าฝั่ง EEC เพราะราคาที่ดินสูงกว่า แต่ข้อดีคือทำเลใกล้เมือง สามารถเชื่อมการคมนาคม EEC และ ช่วยดึงดูดแรงงานทักษะสูง อำนวยความสะดวกให้บริษัท ที่ต้องการบุคลากรคุณภาพ”

ปัจจุบันโครงการ อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกเข้ามาลงทุนตั้งฐานผลิตแล้ว ไม่ว่าจะเป็น
1. Infineon (Semiconductor) ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิประดับโลกสัญชาติเยอรมนี ซึ่งเข้ามาตั้งฐานการผลิต โดยใช้เวลาก่อสร้างอย่างรวดเร็วเพียง 7 เดือน พร้อมดำเนินงานในเดือนหน้า ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมของโครงสร้าง พื้นฐานและอุตสาหกรรมใหม่ของรัฐบาล
2. MR. D.I.Y. (Retail ยักษ์ใหญ่)
3. บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก
4. Data Center จากจีนและไต้หวัน
5. กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำจากยุโรป
ดังนั้น จากแผนธุรกิจที่วางไว้บวกกับแรงหนุนข้างต้น ที่ช่วงปีที่ผ่านมาและปีนี้ นอกเหนือจากการดึงดูดบริษัทต่างๆ เข้ามาอยู่ในนิคมแห่งนี้แล้ว อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ ยังมีแผนขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมจาก 1,891 ไร่ เป็น 3,800 ไร่ ภายในปี 2569 ซึ่งจะเป็นเฟส 2 เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
อาทิ Advanced Manufacturing, โลจิสติกส์และซัพพลายเชน, เทคโนโลยีดิจิทัล และ Data-driven Industry ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ
“วันนี้เรามีกลุ่มลูกค้าที่วาไรตี้และบาลานซ์ ทั้งจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น ยุโรป อินเดีย และมาเลเซีย ยิ่งสะท้อนศักยภาพของไทย ในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของภูมิภาค ซึ่งสุดท้ายแล้วเชื่อว่าการมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งจะช่วยให้ธุรกิจของลูกค้าเติบโตได้อย่างยั่งยืน”
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าทิศทางการค้าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร โครงการนี้จะช่วยผลักดันประเทศไทยให้เป็นซัพพลายเชนสำคัญของภูมิภาคในระยะยาว ส่วนประเด็นการเมืองไทยนั้น
“ลูกค้าไม่ได้มีการหยิบยกการเมืองไทย หรือเปลี่ยนรัฐบาลขึ้นมาพูดคุยแต่อย่างใด เชื่อว่าไทยมีจุดแข็ง และนักลงทุนมองระยะยาว” กมลกาญจน์ กล่าว
สำหรับโครงการข้างต้น ริเริ่มขึ้นจากที่ 3 ทายาททุนใหญ่วงการอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มเจ้าสัวเจริญ-โสภณพนิช-โรจนะ จับมือ กนอ. ทุ่มกว่า 20,000 ล้านบาท ร่วมทุนสร้าง ‘นิคมอารยะ’ ซึ่งคว้าทำเลทอง กิโลเมตรที่ 32 ของถนนบางนา-ตราด จ.สมุทรปราการ 4,600 ไร่
เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอัจฉริยะ หรือกลุ่มไฮเทคใกล้กรุงเทพฯ สนามบินสุวรรณภูมิ EEC เชื่อมต่อจากถนนบางนา-ตราด สู่ทางพิเศษกรุงเทพ-ชลบุรีสายใหม่ (Motorway) ซึ่งคาดว่าจะมีการจ้างงานกว่า 14,560 อัตรา โดยเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปี 2025


