×

รู้จัก ‘บาเลนทรา ชาห์’ อดีตแร็ปเปอร์วัย 35 ปี ว่าที่นายกฯ เนปาล ขวัญใจ Gen Z ผู้โค่นการเมืองรุ่นเก่า

08.03.2026
  • LOADING...
ภาพ บาเลนทรา ชาห์ ว่าที่นายกรัฐมนตรีเนปาล อดีตแร็ปเปอร์ ขวัญใจ Gen Z

บาเลนทรา ชาห์ (Balendra Shah) อดีตนายกเทศมนตรีและแร็ปเปอร์วัย 35 ปี กำลังจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเนปาล หลังพรรค Rastriya Swatantra Party (RSP) มีคะแนนนำในการเลือกตั้งล่าสุดถึง 625,525 คะแนน นับเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกของเนปาลหลังการประท้วงที่นำโดยกลุ่มคน Gen Z ในปี 2025

 

วันนี้ (8 มีนาคม) Hindustan Times รายงานผลการเลือกตั้งเนปาลเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา พบว่า พรรค RSP มีคะแนนนำในระบบสัดส่วน 625,525 คะแนน ขณะที่พรรค Nepali Congress มีคะแนนเป็นอันดับสองที่ 208,833 คะแนน ตามมาด้วยพรรค Communist Party of Nepal (Unified Marxist–Leninist) อยู่อันดับสามที่ 167,189 คะแนน

 

สำนักข่าว AP รายงานว่า พรรค RSP กำลังมีคะแนนนำในการเลือกตั้ง โดยคว้าที่นั่งแบบแบ่งเขตถึง 60 จาก 165 ที่นั่ง ขณะที่ยังนำอยู่ในอีก 61 เขตเลือกตั้ง นั่นหมายความว่า หากสามารถรักษาคะแนนนำไว้ได้ทั้งหมด พรรคอาจกวาดที่นั่งได้สูงถึง 121 ที่นั่งในระบบเขต ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการเมืองเนปาล และท้าทายพรรคการเมืองดั้งเดิมของประเทศ

 

หลังจากผ่านการประท้วงในปี 2025 การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกจับตามองว่า คนรุ่นใหม่เป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศ หลังมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หรือ ‘First-Voter’ (ซึ่งมีอายุ 18 ปีในเนปาล) มากกว่า 800,000 คน

 

ขณะเดียวกัน ชื่อของว่าที่ผู้นำอย่างชาห์ก็ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะเขามีอายุเพียง 35 ปี และเป็นอดีตแร็ปเปอร์ที่ผันตัวมาเล่นการเมือง จนชนะการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีกรุงกาฐมาณฑุในปี 2022

 

บาเลนทรา ชาห์ คือใคร?

 

ชาห์ วัย 35 ปี มีพื้นเพเป็นวิศวกรโยธา และจบการศึกษาระดับปริญญาโทจากประเทศอินเดีย และเป็นที่รู้จักในฐานะ ‘แร็ปเปอร์’ ของวงการฮิปฮอปเนปาลในชื่อ ‘Balen’ ตั้งแต่ราวปี 2010

 

ผลงานเพลงของชาห์มักสะท้อนประเด็นการเมือง การคอร์รัปชัน และความเหลื่อมล้ำ ทำให้ชาห์มีภาพลักษณ์ในสายตาสาธารณชนว่าเป็น ‘ปัญญาชนที่เข้าใจกลุ่มรากหญ้า’ ขณะที่เขายังถูกมองว่า เป็น ‘ไอคอน’ ของคนรุ่นใหม่ และเป็นตัวแทนของความเปลี่ยนแปลง ถึงขั้นที่ ‘แว่นดำ’ ซึ่งเขามักสวมใส่กลายเป็นสินค้ายอดนิยมในเนปาล

 

แม้จะไม่ค่อยให้สัมภาษณ์กับสื่อกระแสหลัก แต่ชาห์กลับใช้โซเชียลมีเดียในการสื่อสารกับประชาชนโดยตรงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผู้ติดตามบน Facebook ถึง 3.5 ล้านคน และบน Instagram ราว 1 ล้านคน

 

ชาห์เข้าสู่สนามการเมืองในปี 2022 ด้วยการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีกรุงกาฐมาณฑุ และชนะด้วยคะแนนทิ้งห่างราว 61,000 คะแนน โดยได้รับคำชื่นชมว่า มีฝีมือแก้ไขปัญหาอย่างขยะล้นเมืองและปรับปรุงโรงเรียนได้จริง

 

ทว่านโยบายและสไตล์การบริหารที่เด็ดขาดก็ทำให้ชาห์ได้รับเสียงวิจารณ์ โดย Human Rights Watch เคยตั้งข้อสังเกตกรณีการใช้กำลังจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะและกลุ่มคนไร้บ้าน อีกทั้งเขายังถูกมองว่า เป็นนักการเมืองที่มีวาทะรุนแรง หลังเคยกล่าวขู่ว่า จะ ‘เผา’ ทำเนียบรัฐบาล

 

ขณะที่นักวิจารณ์บางคนมองว่า ชาห์มีสไตล์การบริหาร ‘สั่งการ’ มากกว่าการสร้างฉันทามติ อีกทั้งยังมีท่าทีแข็งกร้าวบนโซเชียลมีเดีย โดยเคยโจมตีทั้งอินเดีย จีน สหรัฐอเมริกา และชนชั้นนำการเมืองของเนปาลเอง

 

New York Times รายงานว่า ในเวทีหาเสียงเมื่อเดือนที่แล้ว เขายังกล่าวว่า ผู้รับเหมาที่ขัดขวางโครงการสร้างถนน ควรถูกมัดกับต้นไม้ ล็อกไว้ในเพิง หรือให้นอนกลางถนน

 

อย่างไรก็ดี ในการประท้วงของกลุ่ม Gen Z ในปี 2025 ที่มีเป้าหมายขับไล่รัฐบาลของ เค พี. ชาร์มา โอลี อดีตนายกฯ 4 สมัย ชาห์กลายเป็นหนึ่งในแกนนำฝ่ายต่อต้านอำนาจการเมืองเดิม โดยออกมาสนับสนุนผู้ประท้วง และเรียกโอลีว่าเป็น ‘ผู้ก่อการร้าย’

 

หลังจากเหตุการณ์ประท้วงปี 2025 ชาห์ก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง ด้วยการลาออกจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีและลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.ในเขต Jhapa-5 ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญและบ้านเกิดของโอลี ผลปรากฏว่า เขาสามารถเอาชนะอดีตนายกฯ ได้อย่างขาดลอย ด้วยคะแนน 68,348 ต่อ 18,734 คะแนน นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สะท้อนการสั่นคลอนอำนาจของนักการเมืองรุ่นเก๋าในพื้นที่ของตนเอง

 

Reuters ระบุว่า พรรค RSP มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อชัยชนะของชาห์ โดยมีทีมงานมากกว่า 300 คน และคณะกรรมการบริหาร 11 คน ทำหน้าที่วางยุทธศาสตร์หาเสียง พร้อมระดมทีมโซเชียลมีเดียกว่า 660 คน เพื่อขยายข้อความทางการเมืองของเขา

 

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของพรรคคือ การให้ชาห์ขึ้นปราศรัยใหญ่ ทุก 8 วัน เพื่อให้เนื้อหาจากเวทีปราศรัยมีเวลาเผยแพร่และขยายความต่อในโลกออนไลน์ โดยเจ้าหน้าที่พรรคคนหนึ่งให้เหตุผลว่า หากชาห์ปราศรัยบ่อยเกินไป ผู้คนอาจสับสน ดังนั้นกลยุทธ์คือปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามหยิบยกประเด็นขึ้นมาก่อน แล้วจึงตอบกลับเพียงครั้งเดียวเพื่อให้สารชัดเจน

 

ขณะที่ ดอล ปราสาท อารยาล รองหัวหน้าพรรค RSP ระบุว่า ชาห์ต้องการทำให้ประชาชนรู้สึกว่า รัฐบาลเป็นของทุกคน และทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

 

นอกจากนี้ นโยบายหลักของพรรค RSP คือการให้คำมั่นสร้างงาน 1.2 ล้านตำแหน่งและลดการย้ายถิ่นฐานแรงงาน ถือเป็นปัญหาที่ทำให้ชาวเนปาลจำนวนมากต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศ

 

ขณะที่พรรคยังตั้งเป้าเพิ่มรายได้ต่อหัวจาก 1,447 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.2 หมื่นบาท) เป็น 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.1 แสนบาท) ภายใน 5 ปี รวมถึงเพิ่มขนาดเศรษฐกิจเป็น 100,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.6 ล้านล้านบาท) และจัดตั้งระบบสวัสดิการ เช่น ประกันสุขภาพสำหรับประชาชน

 

ทั้งนี้ พรรค RSP มีอายุไม่ถึง 4 ปี โดยมีภาพลักษณ์เป็นพรรคแนวเทคโนแครตที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงเป็นการรวมบุคลากรจากภาคประชาสังคมและทีมงานของชาห์ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี ขณะที่ผู้สมัครของพรรคมีอายุเฉลี่ยน้อยกว่านักการเมืองจาก 3 พรรคใหญ่หลาย 10 ปี

 

การเลือกตั้งเนปาลครั้งนี้สำคัญอย่างไร

 

การเลือกตั้งเนปาลครั้งนี้ถูกมองว่า เป็น ‘ประชามติ’ เปลี่ยนแปลงประเทศ โดยเป็นการเลือกระหว่างพรรคการเมืองของคนรุ่นเก่ากับนักการเมืองรุ่นใหม่ ขณะที่ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้แก่ การคอร์รัปชัน ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน และความเหลื่อมล้ำ ถือเป็นชนวนการลุกฮือของประชาชนในปี 2025 ที่นำโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่

 

สำหรับการนับคะแนนทั้งหมด 275 ที่นั่ง ซึ่งแบ่งเป็นระบบแบ่งเขต 165 ที่นั่ง และระบบสัดส่วนคะแนนเสียงของพรรค 110 ที่นั่ง คาดว่า อาจใช้เวลาหลายวัน โดยมีรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งเนปาล (กกต.) ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ขนส่งหีบบัตรเลือกตั้งจากพื้นที่ห่างไกล เนื่องจากภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา อีกทั้งการนับคะแนนยังดำเนินการ ด้วยวิธีนับมือ

 

นอกจากนี้ ชาวเนปาลในต่างประเทศยังไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้ เนื่องจากประเทศไม่มีระบบลงคะแนนจากต่างประเทศ

 

ทั้งนี้ มีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งเกือบ 19 ล้านคน รวมถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกหรือ First-Voter เกือบ 1 ล้านคน โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งเนปาลคาดว่า อัตราการออกมาใช้สิทธิจะอยู่ราว 60%

 

ขณะที่ New York Times ตั้งข้อสังเกตว่า ผลการใช้สิทธิอาจไม่ถึง 60% โดยคนรุ่นใหม่บางคนก็ไม่ออกไปใช้สิทธิ เพราะรู้สึกห่างเหินกับนักการเมือง อย่างไรก็ดี ประชาชนบางกลุ่มมีความตื่นตัวอย่างดี โดยมีรายงานว่า ในเขตอัจฉัม ครอบครัวหนึ่งต้องช่วยกันแบกหญิงวัย 107 ปีบนเก้าอี้ไม้เป็นเวลา 1 ชั่วโมง เพื่อพาเธอไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

 

อนึ่ง เนปาลเคยผ่านการประท้วงใหญ่ในเดือนกันยายน ปี2025 หลังรัฐบาลสั่งแบนโซเชียลมีเดีย 26 แพลตฟอร์ม เช่น Facebook, YouTube, TikTok ทำให้คนรุ่นใหม่ลุกฮือต่อต้านการลิดรอนเสรีภาพและปัญหาคอร์รัปชันอย่างกลุ่มลูกท่านหลานเธอ หรือ ‘Nepo Kids’ จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 70-80 ราย และกดดันให้อดีตนายกฯ โอลี ต้องลาออกในที่สุด

 

ภาพ: Adnan Abidi / Reuters

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising