ก่อนเกมที่ปาร์ค เดส์ แพรงซ์ อาร์เนอ สลอตตอบคำถามถึงความพร้อมของลิเวอร์พูลเอาไว้น่าสนใจ
“ช่วง 35 นาทีแรก (ในเกมแพ้แมนฯ ซิตี 4-0) ให้ความมั่นใจกับผมว่าเราสามารถที่จะสู้กันแบบตาต่อตากับทีมอย่าง (ซิตี) และเปแอสเช ซึ่งในความเห็นของผมพวกเขาคือทีมที่เล่นด้วยยากที่สุดในการเล่นแบบโอเพนเพลย์”
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ในเกมคือกุนซือชาวดัตช์ได้สั่งเปลี่ยนระบบการเล่นของทีมใหม่ จากระบบกองหลัง 4 คนที่ใช้มาตลอด 2 ฤดูกาล มาเป็นระบบกองหลัง 5 คน โดยใส่โจ โกเมซ ลงมาเพิ่มจำนวนแนวรับอีกคน และ ใช้มิลอช เคอร์เคช กับเจเรมี ฟริมปง คอยสนับสนุนเกมรุกริมเส้น
มองจากยาน Orion ที่กำลังเตรียมเดินทางกลับจากดวงจันทร์มาก็เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่การมาเพื่อจะสู้กันแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน กับปารีส แซงต์-แชร์แมง ทีมเดียวที่หลอนจิตสลอตตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา
แต่มันเป็นการมาแบบหัวใจครึ่งๆ กลางๆ ไม่อยากแพ้แต่ก็ไม่กล้าสู้
ผลลัพธ์ที่ได้คือความพ่ายแพ้ที่เขาบอกว่าตัวเองและทีมโชคดีที่ยังแพ้แค่ 2 ประตู! เพราะจากโอกาสในเกมของแชมป์เก่าเจ้าของถ้วยยุโรป กับอีก 2 ลูกจุดโทษที่รอดตัวไปนั้น ลิเวอร์พูลมีโอกาสโดนถล่มย่อยยับมากกว่า 5-6 ลูกได้ด้วยซ้ำ

ในสถานการณ์ที่กดดันถึงขีดสุด การตัดสินใจของสลอตในเรื่องของระบบการเล่นและการจัดทีมในเกมนี้สะท้อนให้เห็นถึงอะไรหลายอย่าง
โดยเฉพาะการเติมกองหลังเข้ามาเพื่อหวังว่าจะช่วยขันชะเนาะเกมรับที่หลวมโพรกให้แน่นขึ้น และการโยนโม ซาลาห์ ทิ้งเอาไว้ข้างสนาม
ภาพของ The Egyptian King ที่ถูกทิ้งเอาไว้ชวนให้รู้สึกคล้ายในวันที่เบร็นแดน ร็อดเจอร์ส ตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการดร็อปสตีเวน เจอร์ราร์ด ผู้ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่กัปตันทีม แต่เป็นนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสโมสรเอาไว้ที่ข้างสนามในเกมที่ไปเยือนเรอัล มาดริด
สำหรับเจอร์ราร์ดในวันนั้นมันคือเกมที่ทำให้เขาตัดสินใจว่าถึงเวลาที่ต้องไปจากลิเวอร์พูล
สำหรับซาลาห์ ผู้ซึ่งประกาศการตัดสินใจล่วงหน้าว่าเขาจะอำลาทีมหลังจบฤดูกาลนี้ การโดนทิ้งเอาไว้ข้างสนามในเกมนี้ คือการบอกเป็นนัยว่าช่วงเวลาที่เหลือของ Farewell tour ของเขาอาจจะไม่ได้สวยงามอย่างที่ฝันไว้
แต่การเติมกองหลังและทิ้งซาลาห์ – ที่อาจจะเข้าใจได้ว่าฟอร์มระยะหลังตกลงอย่างมากและขาดความมั่นใจหลังยิงจุดโทษพลาดใน 2 หนหลังสุด – ไม่ได้ทำให้ลิเวอร์พูลดีขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว
ในทางตรงกันข้ามมันกลับยิ่งทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นไปอีกว่า ‘ระดับ’ (Class) ของพวกเขาในเวลานี้ตกต่ำลงไปจากในฤดูกาลที่แล้วอย่างน่าใจหาย
ปีกลายถึงแม้ว่าจะแพ้ตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายแต่ลิเวอร์พูลก็ยังสร้างความลำบากให้กับเปแแอสเชได้จนถึงฎีกา โดยในเกมแรกบุกไปเฉือนเอาชนะได้ 1-0 จากประตูชัยในช่วงท้ายเกมของฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ (นักเตะที่ถูกลืมไปแล้ว) ก่อนจะมาแพ้คาแอนฟิลด์บ้างจากทีเด็ดของอุสมาน เดมเบเลที่ยิงตั้งแต่ต้นเกม ก่อนจะยื้อกันไปถึงการดวลจุดโทษและจบที่เปแอสเชเอาชนะได้สำเร็จ
2 เกมนั้นทำให้เป็นที่พูดถึงกันอย่างมากว่าทำให้สลอต เฝ้าฝันถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีการเล่นของลิเวอร์พูลใหม่ จากพื้นฐานระบบการเล่นแบบเดินหน้าล่าคู่แข่งอย่างเมามัน ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ติดตั้งมาโดยเยอร์เกน คล็อปป์ ที่พาทีมประสบความสำเร็จมานานถึง 9 ปี มาเป็นระบบการเล่นบอลคอนโทรลแบบสัมบูรณ์ (Total control) ในแบบเดียวกับที่เปแอสเช ภายใต้หลุยส์ เอ็นริเกทำได้
ก่อนออกสตาร์ตฤดูกาล 2025/26 กุนซือชาวดัตช์เองก็พูดถึงเป้าหมายของเขาในฤดูกาลนี้ว่าต้องการที่จะ “ควบคุม” สถานการณ์ภายในเกมให้ได้ดียิ่งขึ้น ไม่ใช่ต้องมาลุ้นเหนื่อยเหมือนเดิมทุกนัด
จุดนี้คือ “หัวใจ” ของฤดูกาลนี้ที่ทำให้เขาสั่งเปลี่ยนแปลงวิธีการเล่นของทีมใหม่ให้ช้าลง เน้นการครองบอลมากขึ้น และมันเป็นหนึ่งในเหตุผลที่สลอตเชื่อมั่นอยู่ลึกๆ และพยายามปกป้องตัวเองเสมอว่า ถ้าดูตัวเลขการครองบอล ไปจนถึงการสร้างโอกาสในเกมแล้ว ลิเวอร์พูลของเขามาถูกทาง
แต่ความจริงที่เปแอสเชได้ให้คำตอบกับแชมป์อังกฤษที่สิ้นลายไปนานแล้วคือ พวกเขาไม่ได้ใกล้เคียงกับต้นฉบับเลย
แม้แต่นิดเดียว

ฟุตบอลของเปแอสเชไม่ใช่ฟุตบอลที่คอนโทรลเกมด้วยการต่อบอลบนพื้นอย่างเดียว แต่พวกเขาเต็มไปด้วยความหลากหลายในการเล่น
จริงอยู่หากบอลอยู่ใต้เท้าของวิตินญาและชูเอา เนเวสแล้ว การจะไปแย่งบอลกลับมาเป็นเรื่องที่ยากจนถึงขั้นแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะสองคนนี้ทำให้เราคิดถึงชาบี เอร์นานเดซ และอันเดรส อิเนียสตา ในยุคทองของบาร์เซโลนา
แต่บอลคอนโทรลเป็นแค่พาร์ตหนึ่งของเกม เปแอสเช ยังมีผู้เล่นแนวรุกที่อันตรายสุดๆ ถึง 3 คน ไม่ว่าจะเป็นอุสมาน เดมเบเล, ควิชา ควารัตสเกเลีย และดาวรุ่งที่โดดเด่นและเก่งขึ้นจากปีกลายมากอย่าง เดซิเร ดูเอ ที่มีพื้นฐานของการเป็นปีกความเร็วสูง พาบอลไปกับตัวได้ดี และมีความ Swagger หรือมีทีเด็ด กล้าได้กล้าเสีย พร้อมจะวัดกับคู่แข่งเสมอ
ประตูขึ้นนำที่ได้ตั้งแต่นาทีที่ 11 ของเกมก็มาจากความกล้าเล่นของดูเอ ที่แม้จะโดนรุมและขวางหน้าถึง 4-5 คนแต่ก็ยังนิ่งและใจถึงพอที่จะลองหาจังหวะยิง ก่อนที่บอลจะแฉลบขาของไรอัน คราเฟนแบร์ก หมดสิทธิ์ที่จอร์จี มามาร์ดาชวิลีจะป้องกันได้
เป็นอันทลายแผนของลิเวอร์พูลภายในระยะเวลาแค่นั้นเอง และโยนทุกอย่างให้ทีมของสลอตที่ต้องหาทางกลับสู่เกมให้ได้ ซึ่งแน่นอนว่าเปแอสเชไม่ยอมให้มีโอกาสแบบนั้น
พวกเขายังจู่โจมด้วยวิธีการเล่นได้หลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการย้อนเกล็ดใส่ลิเวอร์พูลที่พยายามเพรสซิง (ด้วยหัวใจครึ่งๆกลางๆ) ด้วยการแกะบอลออกจากพื้นที่ที่ถูกกดดันและเปลี่ยนจังหวะรับเป็นรุก (Transition) ได้ภายใน 2-3 จังหวะ ก็ถึงหน้าประตูได้เลย
แล้วลิเวอร์พูลทำอะไรได้?
พวกเขาสู้แล้ว สู้ด้วยวิธีเดียวที่ทำได้ซึ่งเป็นพื้นฐานของสิ่งที่คล็อปป์เคยสอนเอาไว้ว่า “ถ้าสู้ด้วยเชิงไม่ได้ ก็ต้องวิ่งสู้ฟัด” ระยะทางในการวิ่งของลิเวอร์พูลในหลายช่วงของเกมนี้สูงกว่าเปแอสเชมาก มีบางช่วงเวลาที่เหมือนจะบดและกดจนเกือบอยู่หมัด
แต่ในทางตรงกันข้ามมันสะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาต้องพยายามมากเกินกำลังเพื่อที่จะช่วงชิงเอาบอลกลับมาเล่น นักเตะจอมฟิตอย่างเคอร์เคช หรือแม้แต่เวียร์ตซ์ หมดแรงตั้งแต่นาทีที่ 60 ก่อนจะโดนเปลี่ยนตัวออกมาพร้อมกับเพื่อน
มันก็วนกลับไปถึงเรื่องเดิมคือ “ชั้นเชิง” ที่ห่างเกินไประหว่างสองทีม
สู้กันไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

บทสรุปของเกมนี้คือการที่สลอตตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่ บนความหวังอันน้อยนิดว่ามันอาจจะได้ผลในการทำให้ลิเวอร์พูลฟื้นคืนชีพกลับมาได้
แต่ความจริงคือลิเวอร์พูลโล่งใจกับการแพ้แค่ 2 ประตู ในเกมที่พวกเขายิงไม่เข้ากรอบ และมีค่า xG 0.0 คือไม่มีโอกาสลุ้นประตูอย่างจริงจังเลย
นอกเหนือจากการจัดทีม การเปลี่ยนแปลงผู้เล่นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ก็ไม่ได้นำพา ในขณะที่ทีมต้องการประตูและคนจุดประกายความหวัง สลอตยังเลือกจะทิ้งซาลาห์ไว้ข้างสนามแบบนั้นทั้งเกม ทั้งๆ ที่ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว นักเตะผู้ยิ่งใหญ่คนนี้สมควรได้โอกาสที่จะลงสนามมาไม่ว่าจะมากหรือน้อย
ไม่ใช่ในเรื่องของการแข่งขันอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการแสดงความเคารพกัน
น้ำเสียงของเวอร์จีล ฟาน ไดค์ ที่หงุดหงิดและผิดหวังจากผลการแข่งขันแอบชวนให้คิดว่าบางทีผู้เล่นในทีมเองอาจจะไม่ชอบใจกับวิธีการนัก ไปจนถึงการตัดสินใจต่างๆ และสะท้อนว่ามันอาจจะมี ‘รอยร้าว’ ที่ยากจะสมานภายในทีม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม
อย่างไรก็ดี การตัดสินใจทั้งหลายในเกมนี้ ก็ชัดเจนว่าเป็นความรับผิดชอบของโค้ชหัวใสเพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าในยามยากแบบนี้ สลอตย่อมอยากที่จะทำในสิ่งที่เขาอยากทำมากที่สุด ทำในสิ่งที่เขาเชื่อที่สุด
และคำตอบของทุกอย่างเห็นค่อนข้างชัดแล้วว่าเขากำลังหมดสิ้นหนทาง
โดยที่ในเวลานี้อาจจะเหลือเหตุผลและความชอบธรรมที่ทำให้สลอตยังควรได้ทำงานของเขาต่อไปอีกเพียงแค่ไม่กี่ข้อ
- เขาพาทีมเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลที่แล้ว
- ที่ลิเวอร์พูล เราไม่ทำอะไรแบบนั้น (ปลดคนกลางทาง)
นอกนั้นไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว


