บรรดาผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองหลายสำนักต่างฟันธงกันไปแล้วว่า รัฐบาล ‘อนุทิน 2’ ที่กำลังก่อรูปอยู่นั้น มีโอกาสสูงมากที่จะไร้ชื่อ ‘กล้าธรรม’ เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ทว่าท่ามกลางสถานการณ์อ่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงได้รายวัน ขนานกับช่วงเวลาที่ยังต้องรอ กกต. รับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ข้อสรุปจึงยังไม่ปรากฏออกมาโดยง่าย
THE STANDARD ชวนอ่านกระดานการเมืองผ่าน 3 สมการ การจัดตั้งรัฐบาล ว่าแต่ละเส้นทางมีโอกาสและอุปสรรคอะไรรออยู่บ้าง
รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/
สมการที่ 1: รัฐบาลน้ำเงิน + แดง เดินหน้าบริหารประเทศ
รูปแบบที่ 1 นี่คือการผสานกำลังระหว่าง ‘ค่ายสีน้ำเงิน 193 ที่นั่ง ’ และ ‘ค่ายสีแดง 74 ที่นั่ง’ ซึ่งเมื่อรวมกับพรรคเล็กต่างๆ ที่เข้ามาร่วมเติมเต็ม จะทำให้ตัวเลขพรรคร่วมรัฐบาลมีโอกาสแตะหลักเกือบ 300 เสียง หรือมากกว่านั้น สูตรนี้ถูกมองว่าเป็น ‘สูตรปลอดภัย’ ที่ช่วยปิดประตูความเสี่ยงในสภาผู้แทนราษฎร ลดอำนาจการต่อรองของฝ่ายค้าน และการันตีความราบรื่นในการผ่านกฎหมายสำคัญและงบประมาณต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
ภายใต้สมการนี้ เก้าอี้นายกรัฐมนตรีจะตกเป็นของ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน ในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงมากที่สุด โดยมีการเจรจาแบ่งโควตารัฐมนตรีตามสัดส่วนที่นั่ง สส. ซึ่งพรรคเพื่อไทยแม้จะเป็นเบอร์สองในขั้วนี้ แต่ยังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจร่วมกัน เป็นการ ‘แยกกันเดิน รวมกันตี’ ที่ลงตัวที่สุดในสนามการเมืองรอบนี้
ต้องติดตามกันต่อไปว่าดีล ‘พรรคเล็ก’ จากฝั่งสีน้ำเงินจะจบลงที่ตัวเลขเท่าไหร่ และการจัดสรรกระทรวงเกรดเอจะลงตัวหรือไม่ แต่หากโมเดลนี้สำเร็จ นี่จะเป็นรัฐบาลที่มีฐานเสียงปึกแผ่นที่สุดชุดหนึ่ง พร้อมเดินหน้าบริหารประเทศทันที ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านที่รออยู่ข้างหน้า
สมการที่ 2: พรรคสีฟ้ายังมีหวัง ร่วมรัฐบาล 300 เสียง
สมการที่ 2 ประกอบด้วยพรรคการเมืองขนาดใหญ่และขนาดกลาง รวมถึงพรรคขนาดเล็ก โดยไม่มีพรรคกล้าธรรมเข้าร่วม เพื่อประเมินเสถียรภาพของรัฐบาล ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 193 คน, พรรคเพื่อไทย 74 คน, พรรคประชาธิปัตย์ 22 คน และพรรคขนาดเล็ก 11 เสียง ได้แก่ พรรคเศรษฐกิจ 3 คน, พรรคเพื่อชาติไทย 2 คน, พรรครวมใจไทย 1 คน, พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 คน, พรรครวมพลังประชาชน 1 คน, พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 คน, พรรคใหม่ 1 คน และพรรคมิติใหม่ 1 คน รวมทั้งหมด 300 คน
พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีจำนวน สส. มากที่สุดในสมการการเมืองนี้ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการต่อรองอำนาจ ร่วมกับพรรคเพื่อไทย ขณะที่พรรคขนาดเล็กเข้าร่วมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล สนับสนุนอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 แบบไม่มีเงื่อนไข
สมการการเมืองล่าสุดสะท้อนชัดว่า “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ไม่มีพรรคกล้าธรรม ภายใต้การนำของ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ร่วมอยู่ด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นสัญญาณของความตึงเครียดเชิงอำนาจระหว่างค่ายเขียวกับค่ายน้ำเงินอย่างชัดเจน
ปัจจัยสำคัญคือการที่พรรคกล้าธรรมสามารถเจาะฐานบ้านใหญ่ในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นฐานดั้งเดิมของพรรคภูมิใจไทย ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจภายในค่ายน้ำเงิน เพราะถูกมองว่าเป็นการรุกล้ำพื้นที่อิทธิพลทางการเมือง และลดทอนอำนาจต่อรองในสมการรัฐบาล
เมื่อฐานเสียงเริ่มทับซ้อน มิตรทางการเมืองย่อมกลายเป็นคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งใน สุพรรณบุรี, นครศรีธรรมราช, พัทลุง และ สุราษฎร์ธานี โดยภูมิใจไทยประเมินด้วยว่า หากปล่อยให้พรรคกล้าธรรมเติบโตต่อไป อาจส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งครั้งหน้าโดยตรง
นอกจากนี้ คนในพรรคยังมีความกังวลว่า หากเปิดทางให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เข้ามาดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี อาจสุ่มเสี่ยงต่อปัญหามาตรฐานจริยธรรม ซ้ำรอยกรณีของ เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ในคดีของ พิชิต ชื่นบาน จนทำให้หลุดเก้าอี้นายกรัฐมนตรีก่อนอันควร
มากไปกว่านั้น การร่วมรัฐบาล 4 เดือนของพรรคภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรมในช่วงที่ผ่านมาด้วยข้อจำกัดเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะสถานการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพากันเหมือนเดิม
แม้พรรคกล้าธรรมจะทำผลงานในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ได้เกินกว่าเป้าหมายที่วางไว้ แต่หากไม่ได้ร่วมรัฐบาลสีน้ำเงินได้ ก็ถือว่าเป็นพรรคการเมืองที่ชนะศึก แต่แพ้สงคราม
อย่างไรก็ตาม เมื่อเอาพรรคกล้าธรรมออกแล้ว พรรคภูมิใจไทยอาจพิจารณาดึงพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ที่มีบทบาทเชิงสถาบัน มาเพิ่มเสียงเพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพเสียงเกิน 300 เสียง โดยล่าสุด ทั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดจนแกนนำพรรค ยังสงวนท่าทีไม่แสดงออก โดยคาดว่า น่าจะรอความชัดเจนเรื่องการนับคะแนนผลเลือกตั้งจาก กกต. เสียก่อน
สมการที่ 3: กล้าธรรมลดเพดาน ยอมร่วมรัฐบาลไม่ตกขบวน
สมการที่ 3 ที่แม้ว่าจะมีโอกาสน้อย แต่ก็ยังมีแนววิเคราะห์อยู่ว่า พรรคกล้าธรรมมีโอกาสได้เข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งจะกลายเป็น พรรคภูมิใจไทย 193 เสียง รวมกับพรรคเพื่อไทย 74 เสียง และพรรคกล้าธรรมอีก 58 เสียง เติมด้วยพรรคขนาดเล็กอีก 11 เสียง เป็นรัฐบาลที่ครองเสียงข้างมากเด็ดขาดทะลุถึง 336 เสียง
ภายใต้สมการนี้ รัฐบาลอนุทิน 2 จะสามารถขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ได้อย่างสะดวก ด้วยจำนวนมือในสภาฯ ที่เหลือเฟือ แต่สูตรนี้จะเป็นไปได้ต่อเมื่อวางฐานคิดว่า สมการรัฐบาลน้ำเงิน + แดง นั้นประกอบด้วย 2 พรรคใหญ่ ซึ่งอาจทำให้พรรคภูมิใจไทยไม่สามารถควบคุมพรรคเพื่อไทยได้อย่างเบ็ดเสร็จ จึงต้องมีพรรคที่ 3 มาร่วม ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็มีเสียงน้อยเกิน ตัวเลือกที่มีจึงเป็นพรรคกล้าธรรมที่มีเกือบ 60 เสียง มาถ่วงดุลกับพรรคเพื่อไทยได้
อีกทั้งก่อนหน้านี้ พรรคกล้าธรรมแสดงท่าทีก้ำกึ่งว่าจะ ‘หมอบ’ ยอมลดเงื่อนไขต่างๆ แม้กระทั่งปล่อยให้ 2 กระทรวงที่หมายปอง คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้อยู่ในการดูแลของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งจะทำให้การตัดสินใจของแกนนำพรรคสีน้ำเงินง่ายขึ้นมาก
ทว่าล่าสุดสถานการณ์น่าจะไม่ราบรื่นดังคาด เพราะมีกระแสข่าววค่ายสีน้ำเงินยื่นคำขาดว่า หากพรรคกล้าธรรมจะร่วมรัฐบาล ต้องไม่มีชื่อ ร.อ. ธรรมนัส อยู่ในโผคณะรัฐมนตรี เพื่อปิดความเสี่ยงเรื่องข้อกล่าวหาด้านจริยธรรม เป็นผลให้บรรยากาศระหว่าง 2 พรรค เริ่มตึงเครียด สะท้อนชัดผ่านภาพการสนทนาระหว่างอนุทิน และ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม เมื่อได้พบกันในภารกิจที่จังหวัดสงขลา
จนกระทั่งเวลางวดใกล้เข้ามาก่อนวันพรุ่งนี้ (19 กุมภาพันธ์) พรรคกล้าธรรมนัดประชุมกรรมการบริหารพรรค และบรรดาว่าที่ สส. ก่อนจะแสดงจุดยืนครั้งสุดท้ายว่าจะอยู่หรือไม่ ร.อ. ธรรมนัสกลับตัดสินใจ ‘ทิ้งบอมบ์’ มาเสียก่อน ด้วยการเปรยว่า กังวลมากถึงผลการเลือกตั้งซึ่งเกิดปัญหา และสุ่มเสี่ยงจะเป็นโมฆะ พร้อมสำทับว่า ได้ปรึกษาผู้รู้ทางกฎหมายมาแล้วพอสมควร ย้ำว่ากังวลเรื่องนี้มากกว่าการจัดตั้งรัฐบาลเสียอีก
น้ำหนักจากถ้อยคำของ ร.อ. ธรรมนัส เจือปนกับกิตติศัพท์เรื่อง ‘สเต็ปทางการเมือง’ ที่ไม่ธรรมดา พรรคสีน้ำเงินคงต้องคิดหนัก แม้ว่าจะรวมเสียงได้เป็นปึกแผ่น แต่หากมีพรรคกล้าธรรมเป็นฝ่ายค้านอยู่ขั้วตรงข้ามแล้ว ย่อมไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล และอาจมีโอกาสเขย่ากันรุนแรงถึงขั้นล้มรัฐบาลได้ ด้วยทั้งขุมกำลัง และข้อมูลลับต่างๆ ที่อยู่ในมือของสหายผู้กอง
กระบวนท่าที่ปลอดภัยกว่าจึงน่าจะเป็นการ ‘ไม่ผลักมิตรไปเป็นศัตรู’ ยอมให้กล้าธรรมมาร่วมรัฐบาล แล้วค่อยคิดอ่านหนทางการเมืองข้างหน้าต่อไป หรือจะยืนยันเงื่อนไขสุดท้ายว่า ต้องไม่มี ‘ธรรมนัส’ อยู่ใน ครม. ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยชั้นเชิงในการเจรจาต่อรอง ขนานกันไปกับการรอให้ กกต. รับรองผลการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นอีกวิกฤตอันระอุไม่แพ้กัน
เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/


