×

เลือกตั้ง 2569 : อนุชาติ พวงสำลี เปิดใจร่วมทีมบริหารพรรคประชาชน มุ่งพลิกการศึกษาไทยไม่ให้เป็นทุกข์ของแผ่นดิน

โดย THE STANDARD TEAM
07.01.2026
  • LOADING...
อนุชาติ พวงสำลี เปิดใจร่วมทีมบริหาร **พรรคประชาชน** มุ่งพลิกการศึกษาไทยไม่ให้เป็นทุกข์ของแผ่นดิน

วันนี้ (7 มกราคม) รศ.ดร. อนุชาติ พวงสำลี ประธานบริหารโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กเปิดใจภายหลังพรรคประชาชนเปิดตัวเขาเป็นทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการศึกษา โดยระบุว่า ในปี 2569 นี้ ที่เขาจะอายุครบ 67 ปี มีความภาคภูมิใจกับสิ่งที่ได้ทำผ่านมาเสมอ และก็สามารถละวางกับหมวกทุกใบ หัวโขนทุกบท ลงได้

 

อนุชาติระบุว่า การทำงานขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง งานพัฒนาที่ทำมาตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา อดีตคณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ การบุกเบิกสร้างรากฐานและพัฒนา ‘กรีนแคมปัส’ ให้กับมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา การก่อตั้งศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล นับรวมเป็นเวลากว่า 20 ปี

 

“คนรุ่นผมไม่ได้เติบโตมากับคำว่า passion นะครับ ผมไม่รู้จักคำนี้มาก่อน หลักการทำงานง่ายๆ ของผมก็คือ มีความหวัง ลงมือทำจริง กล้าเปลี่ยนจริง และใช้ทุกโอกาสที่เข้ามาลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลง และแน่นอน ต้องด้วยวิธีคิดที่แจ่มชัด จุดยืนที่มั่นคง เพื่อส่วนรวม”

 

อนุชาติกล่าวถึงการทำงานด้านการศึกษาและการเรียนรู้แบบเข้มข้น คืองานก่อตั้งคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ ก่อตั้งโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และร่วมทำงานขับเคลื่อนการศึกษาและการเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนพี่น้องนักวิชาการ ครูอาจารย์ นักการศึกษา นักพัฒนา และคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ ในนาม ‘ก่อการครู’

 

“ผมได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมเรียนรู้กับโรงเรียน ครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง หน่วยงานในท้องถิ่น ผู้ประกอบการเอกชน แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย คนรุ่นใหม่มากมายทั่วประเทศ ทำให้ในวันนี้มีดวงตาอันแจ่มชัดว่า เรากำลังติดกับอยู่กับระบบและวิธีคิด ที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับบริบทในอดีต แต่ปรับตัวไปกับอนาคตไม่ได้ จนกลายเป็น ‘หลุมดำของการเรียนรู้’ หรือ ‘หลุมพรางทางการศึกษา’ อันส่งผลให้การศึกษาในวันนี้ กลายเป็น ‘ทุกข์ของแผ่นดิน’ ที่ทุกคนในบ้านเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็น นักเรียน ครู ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ปกครอง หน่วยงานต้นสังกัด ผู้ประกอบการ และผู้คนในสังคม คือผู้ร่วมชะตากรรม”

 

หลุมพรางที่หนึ่ง เรายึดมั่นกับการจัดการศึกษาที่เชื่อเรื่อง ‘มาตรฐาน’ ‘ความเป็นเลิศ’ ‘วิชาการดี’ เป็นเป้าหมายเพียงอย่างเดียว เราจึงออกแบบระบบการศึกษาที่มีหลักสูตรแกนกลางแบบเดียว มีระยะเวลาในการเรียนที่ชัดเจน 12 ปี มีวิธีการวัดและประเมินผลแบบเดียว เรามุ่งมั่นสร้างความสำเร็จทางการศึกษาด้วยระบบแข่งขัน ระบบแพ้คัดออกตลอดเวลา เราจึงตอกย้ำระบบการศึกษาที่คอยผลักคนที่ ‘ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ’ หรือ ‘ไม่ประสบความสำเร็จ’ ให้หลุดออกไปจากระบบการศึกษาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

 

หลุมพรางที่สอง เรามีสมมติฐานว่า ‘เด็กทุกคนเหมือนกัน’ และเป็นเสมือน ‘ภาชนะอันว่างเปล่า’ ‘เด็กคือผ้าขาว’ เราจึงออกแบบระบบการศึกษาที่มีความ ‘สำเร็จรูป’ มีลู่แบบเดียวให้เด็กทุกๆ คนวิ่ง นอกจากนี้ เรายังคิดว่าโรงเรียนเป็นเพียงหน่วยเดียวที่เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ ครูทุกคนมีหน้าที่เป็นผู้รู้ดีที่สุดที่จะคอย ‘กรอกความรู้ลงไปในภาชนะอันว่างเปล่า’ แต่ทว่า เราลืมไปว่า เด็กทุกคนเกิดมาไม่เหมือนกัน เด็กแต่ละเจเนอเรชั่น ก็มีวิธีการเรียนรู้ที่ต่างกันออกไป เพราะสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูในแต่ละยุคสมัยเปลี่ยนไปหมดแล้ว เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไปอย่างมาก โอกาสและความพร้อมของเด็กแต่ละคนจึงแตกต่างกันออกไป

 

หลุมพรางที่สาม เราเชื่อว่า ‘โรงเรียนคือศูนย์กลางความรู้’ และ ‘กระทรวงคือศูนย์กลางการบริหารการศึกษา’ ระบบของเราจึงรวมศูนย์ไว้ตรงกลาง บริหารการศึกษาผ่านกฎระเบียบ ตัวชี้วัด ระบบประเมิน ระบบการรายงาน (ปลอมๆ) มากมาย พรากเวลาของครูออกจากห้องเรียน พรากความสัมพันธ์อันดีของระบบ ขาดความยืดหยุ่นและตัดขาดออกจากโลกแห่งความเป็นจริง การศึกษาของเราจึงเป็นเสมือนเครื่องยนต์หลุด พลัดพรากผู้คนออกจากกัน เป็นระบบที่ไม่สามารถริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่หรือนวัตกรรมใดๆ ได้ เพราะทุกคนอยู่ในระบบความสัมพันธ์ที่เป็นแนวดิ่งมากเกินไป ขาดพื้นที่ปลอดภัย ทั้งครูและนักเรียน

 

อนุชาติชี้ว่า หลุมพรางเหล่านี้ คือรากฐานแห่งปัญหา คือต้นธารการศึกษาเครื่องยนต์หลุด คือที่มาของความทุกข์ของแผ่นดิน เมื่อลงมือปฏิบัติอย่างเข้มข้น เดินทางไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนนักการศึกษาทั่วประเทศ วันนี้อนุชาติระบุว่า เขามีความฝันและความหวังที่จะร่วมกันสร้างและออกแบบ ‘ระบบการศึกษาและการเรียนรู้’ ที่จะช่วยให้เราสามารถหลุดพ้นออกจาก ‘หลุมพราง’ เหล่านี้ให้ได้

 

เขาอยากเห็นการศึกษาไทยเป็นการเรียนรู้ที่ ‘มีความสุขและมีความหมายสำหรับทุกคน’ เราอยากเห็นระบบการศึกษาที่โอบอุ้มและพัฒนาศักยภาพของเด็กไทย (ที่แตกต่างหลากหลาย) ให้สามารถเรียนรู้และเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ระบบการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อเกื้อกูลการเติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งกาย ใจ และปัญญา เราอยากเห็นเด็กไทยเติบโตด้วย ‘ทักษะหรือสมรรถนะแห่งอนาคต’ มีความสามารถในการกำกับการเรียนรู้ของตนเองได้ดี มีภาวะผู้นำและสามารถทำงานเป็นทีม มีความคิดเป็นระบบ คิดวิเคราะห์ และสร้างสรรค์ และที่สำคัญคือความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

 

เขาอยากผลักดันระบบการศึกษาที่ไร้รอยต่อ มี ‘การเรียนรู้ของเด็ก’ เป็นศูนย์กลาง การเรียนรู้ไม่ควรมีขีดจำกัดแค่ในโรงเรียนหรือนอกโรงเรียน การเรียนรู้ควรเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา หลักสูตรควรมีความหลากหลายเพื่อตอบโจทย์ชีวิตและอาชีพแบบไร้ขีดจำกัด และหลุดออกจากเงื่อนไขของเวลา

 

ขณะที่โรงเรียนควรได้รับการหนุนเสริมให้สามารถบริหารจัดการตนเองได้ในทุกๆ มิติตามความพร้อม หลักสูตรสามารถยืดหยุ่นและมีอัตลักษณ์เป็นของตนเองได้ เราต้องสนับสนุนผู้เล่นทางการศึกษาอื่นๆ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน แหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่มากมายนอกรั้วโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ สถานประกอบการ ศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ทั่วประเทศ ให้สามารถรองรับการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนอันหลากหลาย และจะดีไม่น้อย หากสามารถทำให้แหล่งเรียนรู้เหล่านี้ลื่นไหลเชื่อมโยงเข้าหากันอย่างไร้รอยต่อ อีกทั้งควรพัฒนาแพล็ตฟอร์มทางการศึกษาแห่งชาติ เพื่อเป็นพื้นที่หรือกลไกในการเรียนรู้อันไม่มีที่สิ้นสุด เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่แท้จริง

 

“ภาพความฝันเหล่านี้ คือสิ่งที่ผมได้แลกเปลี่ยนกับทีมการศึกษาของพรรคประชาชนตลอดห้วงระยะเวลาหนึ่ง พบว่าเรามีจุดร่วมและความมุ่งมั่นที่สอดคล้องกันมากมาย ในวันนี้จึงยินดีรับอาสาเข้าไปช่วยเป็นหนึ่งในทีมบริหารการศึกษาผลักดันการขับเคลื่อนจินตนาการอันยิ่งใหญ่ ที่มีคุณค่าและความหมายต่ออนาคตของเยาวชนและความอยู่รอดของสังคมไทยอย่างมาก” อนุชาติกล่าว

 

อนุชาติยังทิ้งท้ายด้วยการเชิญชวนกัลยาณมิตร นักการศึกษา ผู้รู้ ผู้มีความสามารถ และผู้ที่ปรารถนาดีต่อบ้านเมือง สังคม และการศึกษาไทยทุกคน มาร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เพราะ ‘สังคมดีไม่มีขาย อยากได้ต้องร่วมสร้าง’

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising