วันนี้ (31 มีนาคม) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ว่า ไม่มีอะไรที่เหนือความคาดหมาย
อภิสิทธิ์กล่าวว่า จะใช้เวทีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในการเสนอแนะต่อรัฐบาลใหม่ เบื้องต้นทราบว่าจะให้มีการอภิปรายจำนวน 2 วัน แต่ยังไม่ตกลงเป็นที่แน่นอนว่าจะเป็น ช่วงวันที่ 8-9 เมษายน หรือ 9-10 เมษายน ซึ่งฝ่ายค้านจะใช้เวทีดังกล่าว นำเสนอในแง่ความเป็นไปได้ต่อการปฏิบัติ ซึ่งต้องหารือกันอีกครั้งถึงการจัดสรรเวลา
เบื้องต้นคาดว่าพรรคฝ่ายค้านจะได้รับเวลาอภิปราย 14-15 ชั่วโมง แต่พรรคประชาธิปัตย์อาจได้เวลาอภิปรายเพียง 1 ชั่วโมง ดังนั้นจึงถือว่าเป็นโอกาสที่จะสอบถามนายกฯ และรัฐบาลใหม่ ถึงแนวทางแก้ปัญหาให้สอดคล้องกับวันข้างหน้า ทั้งในระยะสั้น กลาง และระยะยาว
อภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงสภาพปัญหาของประเทศที่เผชิญวิกฤตหลายด้านว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทำมาตรการหรือแนวทางที่ชัดเจนต่อการแก้ปัญหาของประชาชน เพราะจากการขึ้นราคาน้ำมันมีผลกระทบหลายด้าน ทั้งเม็ดพลาสติก ปุ๋ย สินค้าอุปโภคบริโภค และขณะนี้ยังไม่เห็นมาตรการที่ชัดเจนจากรัฐบาล โดยเฉพาะความรับผิดชอบของโรงกลั่นต้องมีส่วนร่วมรับภาระที่เกิดขึ้นประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนชีวิตได้ นอกจากนั้นในส่วนของราคา รัฐบาลจะช่วยเหลือด้านการเงินการคลังหรือปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด
อภิสิทธิ์กล่าวว่า ประชาชนแบกรับภาระอยู่มาก แม้จะใช้กลไกของกองทุนน้ำมัน แต่ก็ถือเป็นภาระของประชาชนในอนาคต ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งทำแนวทางเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
“รัฐบาลมักพูดว่าเป็นช่วงรอยต่อ แต่ตามหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลสามารถทำได้ตลอดเวลา สิ่งสำคัญคือหน้าตา ครม. ใหม่มีความต่อเนื่องกับรัฐบาล โดยไม่พบปัญหาว่าหากทำวันนี้แล้วรัฐบาลที่เข้ามาจะใช้แนวทางเดียวกันหรือไม่” อภิสิทธิ์กล่าว
เมื่อถามว่า แนวทางแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมันที่ไม่ชัดเจน ทำให้ถูกมองว่ารัฐบาลเลือกอุ้มผู้ประกอบการมากกว่าหรือไม่ อภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนกังวลต่อการชี้แจงของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ที่มักชี้แจงในฝั่งผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานมากกว่ามุมของประชาชน เพราะเมื่อถูกตั้งคำถามต่อประเด็นมีผลประโยชน์ทับซ้อน แม้จะบอกว่าได้พยายามลาออก แต่กลับไม่อยู่ในข้อพิจารณาของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยิ่งทำให้สงสัยและเป็นห่วงมากขึ้น
เมื่อถามว่า หลังได้รัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม แต่ ครม.ส่วนใหญ่ เป็นชุดเดิม การแก้ปัญหาจะมีอะไรแตกต่างหรือไม่ อภิสิทธิ์ระบุว่า คงต้องถามนายกฯ และรัฐบาล แต่ตนมองว่าในช่วงที่มีการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ก็เป็นโอกาสที่รัฐบาลจะได้ชี้แจงในแนวทางว่าจะมีการปรับเปลี่ยนอย่างไร จะสอดคล้องกับนโยบายวันข้างหน้า รวมถึงระยะกลางและระยะยาวหรือไม่


