×

‘AI Transformation’ ต้องเริ่มที่ You and I ซิกเว่ เบรกเก้ ชี้โจทย์ใหญ่คือการเปลี่ยนวิธีคิดของคนทั้งองค์กร [PR NEWS]

โดย THE STANDARD TEAM
22.10.2026
ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม ทรู คอร์ปอเรชั่น บรรยายบนเวที CP Innovation Exposition 2026

HIGHLIGHTS

  • โจทย์ยากที่สุดของ AI Transformation คือการเปลี่ยนกรอบความคิดเดิม โดยเฉพาะในองค์กรที่ยังประสบความสำเร็จ เพราะเมื่อวิธีทำงานปัจจุบันยังได้ผล คนยิ่งไม่รู้สึกว่าต้องเปลี่ยน เรื่องนี้จึงต้องเริ่มจากซีอีโอและคนทั้งองค์กร
  • การเริ่มใช้ AI ยังไม่เท่ากับการสร้างผลลัพธ์ในระดับองค์กร ผลสำรวจ Deloitte พบว่า 61% ขององค์กรไทยเริ่มใช้ AI แล้ว แต่มีเพียง 19% ที่ขยายผลได้ทั่วทั้งองค์กร ขณะที่งานศึกษาของ BCG ชี้ว่าบริษัทที่มีความพร้อมด้าน AI สูงสุดมีอัตราการเติบโตของรายได้ 2.4 เท่าเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ตามหลัง
  • ซิกเว่เสนอ 3 กลยุทธ์เพื่อเปลี่ยนองค์กรด้วย AI: Reimagine มองหาโอกาสและความต้องการของลูกค้าที่เทคโนโลยีจะสร้างขึ้น, Transform ปรับข้อมูล ทักษะคน และกระบวนการทำงานให้พร้อม และ Engage ทำให้ทุกคนเข้าใจว่าทำไมต้องเปลี่ยนและจะเดินไปสู่เป้าหมายใดด้วยกัน

AI กำลังพัฒนาด้วยความเร็วสูง เร็วกว่าการพัฒนาเทคโนโลยีอื่นที่เคยมีมาก่อน ทุกๆ 3 เดือน AI จะเพิ่มขีดความสามารถขึ้นเป็นสองเท่า และไม่มีใครรู้ว่าจะพัฒนาไปอีกถึงขั้นไหน

 

 
 

หลายองค์กรเริ่มถามว่า ต้องลงทุนอะไรเพิ่มจึงจะตามทัน แต่สำหรับ ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) คำถามที่สำคัญกว่าอาจเป็น องค์กรพร้อมเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานของตัวเองแล้วหรือยัง?

 

บนเวที CP Innovation Exposition 2026 ในหัวข้อ ‘AI Transformation = You and I Transformation’ ซิกเว่ชี้ว่า การแข่งขันในยุค AI ไม่ได้ตัดสินกันที่ใครมีเทคโนโลยีมากกว่าเท่านั้น แต่อยู่ที่ใครนำเทคโนโลยีไปเปลี่ยนการทำงาน ประสบการณ์ลูกค้า และโอกาสทางธุรกิจได้จริง

 

เขาเริ่มต้นด้วยการถามผู้ฟังว่า AI จะมาแย่งงานหรือไม่ ผลโหวตในห้องพบว่าประมาณหนึ่งในสามกังวลว่างานของตัวเองอาจหายไป ขณะที่เมื่อถามว่า AI จะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้กับเครือ CP ตรงไหน ผู้ฟังส่วนใหญ่นึกถึงการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน มากกว่าการสร้างประสบการณ์หรือธุรกิจใหม่ สำหรับซิกเว่ คำตอบเหล่านี้สะท้อนโจทย์ที่ผู้นำต้องรับมือ หากอยากให้ทั้งองค์กรเดินหน้าเข้าสู่ AI ด้วยกัน

 

หัวใจของการทรานส์ฟอร์มคือ ‘You and I’

 

การซื้อเครื่องมือ จ้างผู้เชี่ยวชาญ หรือเพิ่มงบลงทุนด้านเทคโนโลยีอาจช่วยให้องค์กรเริ่มใช้ AI ได้ แต่ไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนทั้งธุรกิจ ซิกเว่มองว่าหัวใจของ AI Transformation อยู่ที่ People & Processes หรือคนและกระบวนการทำงาน ตั้งแต่ผู้นำที่กำหนดทิศทาง ไปจนถึงพนักงานที่ต้องกลับมาคิดว่างานของตัวเองจะทำต่างไปจากเดิมอย่างไร

 

“คุณไม่สามารถแค่เพิ่มงบลงทุน แล้วใช้เงินซื้อทางออกได้” ซิกเว่กล่าว พร้อมชี้ว่าอุปสรรคที่เปลี่ยนยากที่สุดคือ Legacy Mindset หรือกรอบความคิดเดิม โดยเฉพาะในองค์กรที่ยังประสบความสำเร็จ เพราะเมื่อวิธีทำงานปัจจุบันยังสร้างผลลัพธ์ได้ คนก็ยิ่งไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องเปลี่ยน

 

ความรับผิดชอบนี้จึงไม่อาจอยู่กับแผนก IT เพียงฝ่ายเดียว และต้องเริ่มซีอีโอด้วย

 

เพราะงานศึกษาของ BCG พบว่า ผู้นำในกลุ่มที่สร้างคุณค่าจาก AI ได้โดดเด่นมักใช้เวลาอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อพัฒนาความเข้าใจด้าน AI ของตัวเอง

 

ซิกเว่ยอมรับบนเวทีว่าเขาใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และตั้งคำถามกับตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า ลงลึกกับเทคโนโลยีนี้มากพอจะพา TRUE ไปสู่อนาคตหรือยัง ก่อนชวนผู้นำทุกระดับถามตัวเองเช่นเดียวกัน เพราะการนำ AI มาใช้ไม่ใช่เรื่องของการรอเครื่องมือจากทีมเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของคนที่ต้องตัดสินใจว่าจะใช้มันเปลี่ยนธุรกิจอย่างไร

 

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม ทรู คอร์ปอเรชั่น บรรยายบนเวที CP Innovation Exposition 2026 1

 

มูลค่าที่แท้จริงเกิดเมื่อ AI เปลี่ยนวิธีทำธุรกิจ

 

เหตุผลที่ซิกเว่ย้ำเรื่องการเปลี่ยนทั้งองค์กร มีคำตอบอยู่ในผลลัพธ์ทางธุรกิจ ข้อมูลจาก BCG พบว่า บริษัทที่นำ AI มาปรับใช้ในการทำงานทั้งหมด กำลังเติบโตเร็วกว่าบริษัทอื่น ๆ ถึง 2.4% และบริษัทเหล่านั้นมีความสามารถทำกำไรให้เติบโตเร็วกว่า 2.5 ถึง 2.8 เท่า

 

แต่การเริ่มใช้ AI กับการสร้างผลลัพธ์จาก AI ยังเป็นคนละขั้น ผลสำรวจองค์กรไทยของ Deloitte ระบุว่า 61% เริ่มนำ AI มาใช้แล้ว ขณะที่มีเพียง 19% ที่ขยายการใช้งานได้ทั่วทั้งองค์กร และ 71% มองว่าการขาดบุคลากรและทักษะด้านเทคนิคเป็นอุปสรรคสำคัญ

 

ซิกเว่แบ่งการใช้ AI ในธุรกิจออกเป็นสามระดับ ระดับแรก Deploy คือใช้ AI ช่วยงานเฉพาะจุด เช่น นำมาทำขั้นตอนที่เคยใช้แรงคนให้เป็นอัตโนมัติ ระดับต่อมา Reshape คือออกแบบวิธีดำเนินงานใหม่ทั้งหมด โดยตั้งคำถามว่า หากเริ่มธุรกิจวันนี้ เรายังจะจัดทีม ขายสินค้า และให้บริการแบบเดิมหรือไม่ ส่วน Invent คือการใช้ AI คิดค้นผลิตภัณฑ์ บริการ หรือธุรกิจใหม่

 

ทั้งสามระดับมีประโยชน์ แต่ซิกเว่มองว่าองค์กรจำนวนมากยังหยุดอยู่ที่ Deploy เพราะเห็นผลเร็วและเริ่มต้นง่ายกว่า ขณะที่โอกาสสร้างความได้เปรียบครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อธุรกิจขยับไปสู่ Reshape และ Invent

 

“ใช้งานเพียงอย่างเดียวมันไม่เพียงพอ คุณต้องทรานส์ฟอร์มขอบเขตงานทั้งหมด” เขากล่าว และยอมรับว่าแม้พนักงาน TRUE จำนวนมากเริ่มใช้ AI แล้ว บริษัทก็ยังต้องเดินต่ออีกไกลกว่าจะเปลี่ยนวิธีดำเนินงานในระดับรากฐานได้จริง

 

3 กลยุทธ์ เปลี่ยนองค์กรสู่ยุค AI

 

ซิกเว่เสนอกลยุทธ์สำหรับองค์กรที่ต้องการไปไกลกว่าการทดลองใช้ AI

 

 

ขั้นแรก คือ Reimagine จินตนาการใหม่ว่าเทคโนโลยีจะทำให้ลูกค้าต้องการอะไรในอนาคต ซิกเว่ฉายภาพสถานการณ์ปัจจุบันว่า มีการสร้างตำแหน่งงานใหม่ 1.3 ล้านตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว เป็นงานด้าน AI ใหม่ๆ ซึ่งไม่เคยมีอยู่มาก่อนด้วยซ้ำ และผลสำรวจจากประเทศไทย งานเฉพาะทางด้าน AI เพิ่มขึ้น 31% ในช่วงปีที่ผ่านมา เขายกตัวอย่างนาฬิกา ซึ่งครั้งหนึ่งมีไว้บอกเวลา ก่อนพัฒนาเป็นสมาร์ทวอทช์และอุปกรณ์ดูแลสุขภาพบนข้อมือ บริษัทที่มองเห็นเพียงวิธีทำนาฬิกาบอกเวลาให้ดีขึ้น อาจมองไม่เห็นตลาดใหม่ที่กำลังก่อตัว

 

“อย่าไปถามแผนกการตลาดของคุณเพื่อหาคำตอบว่าลูกค้าต้องการอะไร แต่จงถามคนสายเทคนิคของคุณเพื่อหาคำตอบว่าเทคโนโลยีจะมีความหมายอย่างไรในอนาคต ความต้องการของลูกค้าประเภทใดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีอยู่ในปัจจุบัน อย่าคิดแค่เรื่องการตอบสนองความต้องการของลูกค้า แต่จงคิดถึงการตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ยังไม่มีอยู่ด้วย” ซิกเว่กล่าว

 

 

ขั้นต่อมา คือ Transform ทำให้องค์กรพร้อมลงมือทำ เขายกตัวอย่างการ Transform แบบครบวงจรของ TRUE ตั้งแต่จัดตั้ง AI Center of Excellence ศูนย์กลางความเป็นเลิศด้าน AI มีการจ้างประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่าย AI เพื่อนำทัพเรื่องนี้ การวางกรอบการดำเนินงานอย่างชัดเจนเพื่อผลักดัน AI Use Cases ให้สร้างผลลัพธ์ รวมไปถึงการสร้างฐานข้อมูลแบบ Single Data เชื่อมโยงทั้งหมดเพื่อรองรับการนำ AI มาใช้งาน

 

นอกจากนี้ยังต้องสร้าง AI Talents ด้วยการอัปสกิลพนักงาน โดยตั้งเป้ายกระดับทักษะของพนักงานเกือบ 10,000 คนให้ได้ 100% ภายในปีหน้า เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านขอบเขตงานทั้งหมด ภายใต้กฎระเบียบและความรับผิดชอบบนพื้นฐานของการเคารพสิทธิมนุษยชน

 

ซิกเว่คาดว่าองค์กรในอนาคตอาจมีลักษณะคล้าย ‘นาฬิกาทราย’ คือ กว้างข้างบนและข้างล่าง แต่ตรงกลางจะคอด หมายถึง ข้างล่างต้องมีคนรุ่นใหม่ที่ใช้ AI เป็น และข้างบนต้งมีผู้มีประสบการณ์ที่ต่อยอด AI ให้สร้างมูลค่าเพิ่ม ขณะที่ชั้นการบริหารตรงกลางอาจลดลง

 

 

และขั้นสุดท้าย คือ Engage ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วม โดยทำให้เห็นถึงสถานการณ์คับขันที่ต้องเปลี่ยนแปลง

 

หรือเรียกว่า Burning Platform เขายกตัวอย่างหนังสือ ‘Who Moved My Cheese?’ เป็นเรื่องเกี่ยวกับหนูจำนวนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในบ้านที่สวยงามมากและมีชีสอยู่อย่างเหลือเฟือ แต่แล้วหนูฉลาดสองตัวเห็นว่าชีสกำลังร่อยหรอลงเรื่อย ๆ พวกมันจึงวิ่งออกไปข้างนอก หนูอีกกลุ่มที่เหลือบอกว่า “ยังมีชีสอยู่อีกเยอะ ถึงมันจะน้อยลงแต่มันก็ยังมีเยอะ” จนกระทั่งวันหนึ่ง ชีสหมดเกลี้ยง และเมื่อนั้น หนูที่วิ่งออกไปตั้งแต่แรกก็ได้พบชีสชิ้นใหม่ ส่วนหนูที่ยังคงติดอยู่ในบ้านที่ไม่มีชีสก็กำลังจะอดตาย นั่นคือความหมายของการสร้าง burning platform

 

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม ทรู คอร์ปอเรชั่น บรรยายบนเวที CP Innovation Exposition 2026 2

 

และสุดท้ายซิกเว่ย้ำว่า ต้องหา North Star หรือเป้าหมายในการเดินทางด้าน AI ให้เจอ

 

“ลองนึกถึงสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้หากมองจากวิธีการดำเนินธุรกิจของเราในปัจจุบัน และสร้าง North Star นั้นขึ้นมาในบริษัทของคุณ ใน TRUE เรากำลังสร้าง North Star 4 ดวง โดยยังไม่รู้แน่ชัดว่าจะไปลงจอดที่นั่นได้อย่างไร และมันทะเยอทะยานมาก สิ่งสำคัญคือต้องอธิบายให้ทุกคนในองค์กรเข้าใจว่าเรากำลังจะทำอะไร”

 

นั่นคือความหมายของ ‘AI Transformation = You and I Transformation’ ในมุมของเขา เทคโนโลยีอาจเปิดความเป็นไปได้ใหม่ แต่คนในองค์กรต่างหากที่ต้องมองเห็นมัน ลงมือเปลี่ยนวิธีทำงาน และพาธุรกิจไปให้ไกลกว่า


READ MORE




Latest Stories

Close Advertising