ปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ผ่านการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม โดยกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้ากวาดคะแนนเสียงถล่มทลาย สะท้อนถึงความต้องการเปลี่ยนแปลงแนวทางการบริหารที่เต็มไปด้วยความไม่โปร่งใส
ไม่ต่างจากสภาพการเมืองปัจจุบัน ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินกินรวบประเทศ ตามนิยามของพรรคฝ่ายค้านที่ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 151 ต่อรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล และ 17 รัฐมนตรี จากภูมิใจไทยล้วนๆ ด้วยข้อกล่าวหาที่รุนแรง
รายการ THE STANDARD NOW ดำเนินรายการโดยอ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ สัมภาษณ์ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ถึงการเปิดแผล ‘ระบอบน้ำเงิน’ ข้อหากินรวบประเทศ รวมถึงประเด็นบันเทิงธิปไตย ท่ามกลางกระแสข่าวพรรคส้มแตกหักกัน
ระบอบสีน้ำเงิน ศัตรูประชาธิปไตย กินรวบประเทศไปแล้ว!
พรรคประชาชนในฐานะแกนนำฝ่ายค้านประกาศชัดว่า เป้าหมายหลักคือการชี้ให้เห็นว่า ‘ระบอบสีน้ำเงินคือศัตรูของระบอบประชาธิปไตย’ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพรรคภูมิใจไทย แต่คือโครงข่ายอำนาจที่กำลัง ‘กินรวบประเทศ’
ณัฐพงษ์กล่าวว่า ระบอบสีน้ำเงินประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ ดังนี้
- สหพันธ์บ้านใหญ่: การกวาดต้อนและดึง สส. เขตจากกลุ่มบ้านใหญ่ย้ายเข้าสังกัดค่ายสีน้ำเงินในการเลือกตั้งที่ผ่านมา
- สว. และองค์กรอิสระ: ปัญหาการฮั้วและแทรกแซงการเลือกวุฒิสภา ซึ่งโยงไปสู่อำนาจในการแต่งตั้งและควบคุมองค์กรอิสระ
- ระบบราชการ: การแต่งตั้งโยกย้ายเพื่อเอื้อพวกพ้อง รวมถึงปรากฏการณ์ข้าราชการมีพฤติกรรมหนุนหลังเครือข่ายอำนาจ (ช่วยน้ำเงินด้วย)
- กลุ่มทุนผูกขาด: ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างกลุ่มทุนกับฝ่ายการเมือง มีข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการรับ ‘เงินทอน’ จากโครงการงบประมาณรัฐ
ณัฐพงษ์ย้ำว่า ฝ่ายค้านยอมรับผลการเลือกตั้ง แต่ชัยชนะจากการเลือกตั้งไม่ได้ให้สิทธิ์ในการไปพัวพันกับการโกงเลือก สว. หรือการทุจริต
“สังคมเห็นภาพจิ๊กซอว์การฮั้ว สว. แต่กลับมีความพยายามตัดตอนคดีที่ชั้น กกต. ก่อนถึงศาล ซึ่งเสียงข้างมากของ กกต. ก็มีความเชื่อมโยงกับกระบวนการคัดสรรของ สว. ชุดนี้เช่นกัน” ณัฐพงษ์ขยายความ
รัฐบาลส่งสัญญาณล็อกวันอภิปราย 27-30 ตุลาคมนี้
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมล็อกกรอบเวลาซักฟอกในวันที่ 27-30 ต.ค. รวม 4 วัน ซึ่งหากหักวันลงมติออก 1 วัน จะเหลือเวลาซักฟอกจริงเพียง 3 วัน
ทำให้ณัฐพงษ์ในฐานะแกนนำฝ่ายค้านมองว่า ไม่สมเหตุสมผลเมื่อต้องซักฟอกรัฐมนตรีถึง 18 คน (จากเดิมขอไป 5 วัน) โดยรัฐบาลอ้างว่าหลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทางไปต่างประเทศ
ทั้งนี้ ฝ่ายค้านยืนยันว่า พร้อมซักฟอก 100% แม้จะเปิดประชุมและเริ่มอภิปรายทันทีในสัปดาห์ถัดไปหลังการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรยังไม่มีการท้วงติงข้อความในญัตติที่ฝ่ายค้านเสนอแต่อย่างใด
ถล่ม 18 รัฐมนตรีภูมิใจไทย ทำไมไม่ซักฟอกเพื่อไทย?
“18 รายชื่อเป็นมติร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยเปิดให้แต่ละพรรคทำงานอิสระ ไม่ได้ก้าวก่ายพยานหลักฐานเชิงลึก แต่ยึดกรอบญัตติร่วมกัน” ณัฐพงษ์กล่าว
ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งนี้ ณัฐพงษ์ยืนยันว่า จะมีทั้งประเด็นที่เคยปรากฏในข่าว และข้อมูลเชิงลึกใหม่ที่ไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะ ทุกคนมีหลักฐานรองรับ ไม่ใช่ข่าวลือ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นเป้าหมายหลักที่ถูกอภิปรายหนักที่สุด
ขณะเดียวกัน ณัฐพงษ์ยอมรับว่า ตามประวัติศาสตร์ เสียงข้างน้อยในสภาไม่เคยโหวตล้มรัฐมนตรีได้ แต่เวทีซักฟอกคือการเปิดพยานหลักฐานให้สังคมเห็น เพื่อส่งผลสะเทือนทางการเมืองและส่งเรื่องต่อไปยังองค์กรตรวจสอบตามกฎหมาย
เช่นเดียวกับกรณีที่ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เคยอภิปรายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ในคดีซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง และถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2566 พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามกติกาที่เกี่ยวข้อง
ด้านเหตุผลที่ไม่มีรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยนั้น ณัฐพงษ์กล่าวว่า ในขั้นตอนการยกร่าง ไม่มีพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคใด (รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์) เสนอชื่อรัฐมนตรีของเพื่อไทยเข้ามา อีกทั้งยุทธศาสตร์หลักรอบนี้ตั้งใจพุ่งเป้าไปที่ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ เป็นหลัก แต่กระนั้นไม่ได้หมายความว่าการบริหารของเพื่อไทยไม่มีปัญหา
ส่วนประเด็นเรื่องการจับมือกันทางการเมืองในอนาคต ณัฐพงษ์ระบุว่า “ต้องถามทั้ง 2 ฝั่งว่าฝั่งเขายังมีใจให้เราด้วยหรือไม่ เป็นเรื่องของอนาคต”
เบื้องลึก ‘บันเทิงธิปไตย’ ทำไม ‘ปิยบุตร’ ไม่พอใจการทำงานพรรค?
อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง ‘บันเทิงธิปไตย’ และเตือนเกี่ยวกับการเมืองแบบ ‘แฉรายวัน’ ที่อาจกลืนกินอุดมการณ์ของพรรค จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ และมีการพูดถึงความเห็นที่แตกต่างภายในพรรค
ณัฐพงษ์ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “คงไม่เป็นอย่างนั้น” โดยให้เหตุผลสำคัญ 2 มิติ ได้แก่
- ความเป็นเจ้าของพรรคร่วมกัน : สมาชิกทุกคนเป็นเจ้าของพรรคร่วมกัน ทุกคนที่ตัดสินใจเข้ามาเป็น สส. หรือทำงานในองคาพยพต่างๆ ล้วนเชื่อมั่นในอุดมการณ์พรรคและต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงร่วมกันอย่างแท้จริง
- ความยืดหยุ่นตามยุคสมัยและความถนัด: อุดมการณ์ยังคงเดิม แต่รูปแบบและวิธีการทำงานย่อมต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและตามความถนัดของแต่ละบุคคล ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของการทำงานการเมือง
ทั้งนี้ ณัฐพงษ์ระบุว่า กระบวนการแลกเปลี่ยนพูดคุยมีอยู่ตลอดเวลา ทั้งกับ อ.ปิยบุตร ผู้ร่วมเดินทางตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ ตลอดจนบุคคลภายนอก
ณัฐพงษ์ยอมรับว่า สมาชิกพรรคประชาชนมีความคิดเห็นเป็นสเปกตรัมที่กว้าง ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยกับ อ.ปิยบุตร ฝ่ายที่เข้าใจคนทำงานหน้างาน และฝ่ายที่ต้องการให้ปรับการสื่อสาร ซึ่งมีการพูดคุยทำความเข้าใจกันทั้งวงเล็กและวงใหญ่ รวมถึงการพูดคุยกับ สส. ที่มีบทบาทสื่อสารสูงอย่างรักชนก ศรีนอกแล้ว
การที่ อ.ปิยบุตรตัดสินใจโพสต์ผ่านหน้าเพจส่วนตัวถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายในทุกเรื่องของพรรคอยู่ที่ตนเองและคณะกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบัน
“หากสิ่งที่ อ.ปิยบุตร เรียกร้องคือการทำงานทางความคิดและการชูอุดมการณ์พรรคให้เข้มข้น ผมในฐานะหัวหน้าพรรคขอรับหน้าที่นี้ไปทำต่อด้วยตัวเอง เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งอีก” ณัฐพงษ์กล่าว
อนาคตแยก 2 พรรคจริงไหม?
มีข้อสังเกตของนักวิเคราะห์ทางการเมืองที่มองว่า อนาคตพรรคประชาชนอาจแตกออกเป็น 2 พรรค ในรูปแบบพรรคสายอุดมการณ์เข้มข้น (แบบพรรคอนาคตใหม่ในอดีต) กับพรรคสายประนีประนอม (แบบพรรคประชาชน ณ ตอนนี้)
ณัฐพงษ์ยืนยันอย่างชัดเจนว่า “ไม่เคยมีบทสนทนานี้ใดๆ ทั้งสิ้นในพรรค” เรื่องการจะรวม แยก หรือแบ่งพรรค ไม่เคยมีการพูดคุยกันจริง แม้ภายนอกจะสามารถวิเคราะห์ความเป็นไปได้ต่างๆ นานาในอนาคต แต่ภายในพรรคไม่เคยมีการตั้งวงคุยเรื่องนี้เลย


