×

เกิดอะไรขึ้นกับอินโดนีเซีย? ทำไมไฟป่ารุนแรงสุดในรอบกว่า 10 ปี ควันพิษลามทั่วอาเซียน ประชาชนร้องให้ต่างชาติฟ้องรัฐบาลตัวเอง

16.10.2026
  • LOADING...
หมอกควันไฟป่าปกคลุมพื้นที่ในประเทศอินโดนีเซียและลอยข้ามพรมแดนสู่ภูมิภาคอาเซียน

อินโดนีเซียกำลังเผชิญวิกฤตไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี หลังเกิดเหตุไฟลุกลามเผาพื้นที่ราว 5.6 ล้านไร่ ส่งผลให้เกิดภาพ ‘ฟ้าสีส้ม’ บนเกาะกาลิมันตันและสุมาตรา ขณะที่หมอกควันพิษปกคลุมเมืองหลายแห่งจนประชาชนหายใจลำบาก โรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอน และผู้คนจำนวนมากล้มป่วยจากปัญหาระบบทางเดินหายใจ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

สถานการณ์รุนแรงจนหมอกควันลอยข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกลายเป็นวิกฤตมลพิษทางอากาศระดับภูมิภาคไปโดยปริยาย

 

อนึ่ง เบื้องหลังไฟป่าครั้งนี้เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทำให้อากาศร้อนและแห้งแล้งผิดปกติ รวมไปถึงการเผาป่าเพื่อเตรียมพื้นที่เกษตรกรรมเชิงพาณิชย์ และปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่ยืดเยื้อมานานหลายปี

 

ขณะที่ความไม่พอใจของประชาชนกลับเพิ่มสูงขึ้น บางส่วนถึงขั้นเรียกร้องให้รัฐบาลสิงคโปร์และมาเลเซียดำเนินคดีกับรัฐบาลอินโดนีเซีย ขณะที่กลุ่มภาคประชาสังคมยื่นฟ้องผู้นำประเทศฐานละเลยการแก้ไขปัญหา

 

เกิดอะไรขึ้นกับอินโดนีเซีย ทำไมไฟป่าจึงรุนแรงจนควบคุมได้ยาก แล้วเหตุใดหมอกควันครั้งนี้จึงกลายเป็นประเด็นขัดแย้งระหว่างประเทศ THE STANDARD สรุปสิ่งที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ครั้งนี้

 

ไฟป่าอินโดนีเซียรุนแรงแค่ไหน เกิดขึ้นจากอะไร?

 

เหตุการณ์ไฟป่าครั้งนี้เกิดขึ้นบนเกาะสุมาตราและกาลิมันตัน แหล่งป่าไม้และพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญของประเทศ หลังดัชนีมลพิษทางอากาศ (ISPU) ในจังหวัดกาลิมันตันกลางพุ่งสูงกว่า 1,200 หรือคิดเป็นตัวเลขสูงเกินเกณฑ์อันตรายถึง 4 เท่า

 

ขณะที่ South China Morning Post รายงานถึงข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียว่า เมื่อต้นเดือนตุลาคม มีผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันมากกว่า 1.75 แสนราย โดย 1.16 แสนรายอยู่ในจังหวัดกาลิมันตันตะวันตก ขณะที่เกือบ 2.8 หมื่นรายเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

 

อนึ่ง เหตุไฟป่าในอินโดนีเซียเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย โดยปัจจัยแรก คือ ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ที่ทวีความรุนแรงเป็นพิเศษในปีนี้ ทำให้สภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งมากขึ้น ฝนตกน้อยลง และพืชพรรณติดไฟได้ง่าย รวมถึงยิ่งเพิ่มโอกาสการลุกลามของไฟป่ามากขึ้น

 

ปัจจัยที่สอง คือ การเผาป่าเพื่อเปิดพื้นที่ทำการเกษตร เช่น การปลูกปาล์มน้ำมัน เพราะเป็นวิธีที่ประหยัดต้นทุนและทำได้รวดเร็ว แม้ผิดกฎหมายในอินโดนีเซีย แต่ยังพบการลักลอบเผาอย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ การที่อินโดนีเซียมีลักษณะภูมิประเทศแบบ ‘ป่าพรุ’ ก็ยิ่งซ้ำเติมความรุนแรงของสถานการณ์ ทำให้ไฟป่าดับยากเป็นพิเศษ เนื่องจากป่าพรุเป็นพื้นที่ที่สะสมอินทรียวัตถุจำนวนมาก เมื่อเกิดภาวะแห้งแล้ง ชั้นดินพรุสามารถติดไฟและลุกไหม้อยู่ใต้พื้นดินได้นานหลายสัปดาห์

 

อินโดนีเซียแก้ปัญหาอย่างไร? เตรียมโปรยน้ำแข็งแห้ง 1.5 ตัน ลดหมอกควันพิษ

 

ขณะนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียพยายามควบคุมสถานการณ์ด้วยมาตรการหลายรูปแบบ ทั้งการระดมกำลังทหารและเจ้าหน้าที่ดับเพลิง การทำฝนเทียม และการทิ้งน้ำจากเครื่องบินเพื่อดับไฟป่า

 

ล่าสุดในวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา รัฐบาลประกาศทดลองใช้วิธีโปรยน้ำแข็งแห้งจากเครื่องบินเหนือเมืองปาเล็มบัง จังหวัดสุมาตราใต้ โดยใช้น้ำแข็งแห้งปริมาณ 1.5 ตัน เพื่อพยายามลดความหนาแน่นของหมอกควันและเพิ่มทัศนวิสัย

 

ดูดุง อับดุรัชมาน (Dudung Abdurachman) รัฐมนตรีประสานงานด้านความมั่นคงของอินโดนีเซียระบุว่า การทดลองดังกล่าวดำเนินการตามคำสั่งของประธานาธิบดี โดยหากวิธีนี้ได้ผล ก็อาจขยายไปใช้ในพื้นที่อื่น

 

อย่างไรก็ตาม ริก แม็กเร (Rick McRae) นักวิชาการจากกลุ่มวิจัยไฟป่าของมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์เตือนว่า วิธีดังกล่าวอาจช่วยบรรเทาหมอกควันได้เฉพาะบางพื้นที่และเป็นการชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากยังมีควันชุดใหม่ถูกพัดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

 

มีการวิเคราะห์ว่า น้ำแข็งแห้งจึงอาจช่วยบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า แต่ยังไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องในการยุติไฟป่าที่กำลังลุกไหม้ โดยเฉพาะไฟในพื้นที่ป่าพรุซึ่งสามารถเผาไหม้อยู่ใต้ดินเป็นเวลานานหลายสัปดาห์

 

นอกจากนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียยังคงปฏิเสธที่จะประกาศให้วิกฤตไฟป่าเป็นภัยพิบัติระดับชาติ โดยดูดุงให้เหตุผลว่า รัฐบาลยังมีความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์

 

ขณะที่สิงคโปร์และมาเลเซียเสนอความช่วยเหลือในการดับไฟป่า โดยมาเลเซียเสนอส่งเครื่องบินดับเพลิง 1 ลำ เฮลิคอปเตอร์ 3 ลำ และเจ้าหน้าที่เข้าช่วยปฏิบัติงาน แต่จนถึงช่วงที่มีรายงานเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม อินโดนีเซียยังไม่ได้ตอบรับความช่วยเหลือดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

 

ประชาชนทนไม่ไหว ฟ้องประธานาธิบดีปราโบโว เรียกร้องต่างชาติช่วยกดดัน

 

ความไม่พอใจของประชาชนอินโดนีเซียกำลังเพิ่มสูงขึ้น หลังต้องเผชิญหมอกควันพิษติดต่อกันหลายเดือน โดยหลายฝ่ายมองว่า รัฐบาลปราโบโวแก้ปัญหาล่าช้า และไม่สามารถควบคุมไฟป่าได้

 

ก่อนหน้านี้ ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา กลุ่มภาคประชาสังคม Nafas Kalimantan Barat ได้ยื่นฟ้องแบบกลุ่มต่อปราโบโว, จิบราน รากาบูมิง รากา รองประธานาธิบดี และเจ้าหน้าที่กับหน่วยงานรัฐอีก 25 ราย พร้อมกล่าวหาว่า ละเลยหน้าที่ในการป้องกันและจัดการไฟป่าอย่างมีประสิทธิภาพ

 

กลุ่มผู้ฟ้องเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงประกาศให้สถานการณ์หมอกควันเป็นภัยพิบัติระดับชาติ เพื่อเปิดทางให้มีมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างเหมาะสม

 

ขณะเดียวกัน ชาวอินโดนีเซียบางส่วนออกมาเรียกร้องผ่านโซเชียลมีเดียให้รัฐบาลต่างประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์และมาเลเซียให้ดำเนินมาตรการทางกฎหมายต่อรัฐบาลจาการ์ตา

 

คริสตาเอน อัลเบิร์ต หนึ่งในประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควัน ให้สัมภาษณ์กับ South China Morning Post ว่า ชาวอินโดนีเซียรู้สึกเสียใจต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมเรียกร้องให้ต่างชาติเข้ามาช่วยกดดันรัฐบาล

 

“โปรดยกโทษให้พวกเราด้วย พวกคุณสามารถช่วยฟ้องรัฐบาลของเราได้ และพวกเราจะสนับสนุน”

 

ส่วน ริซาโยกิ วิจักซานา (Risayogi Wicaksana) ประชาชนที่อาศัยในจังหวัดสุมาตราใต้ ถึงขั้นเรียกร้องให้ประเทศอื่นพิจารณามาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เพื่อกดดันให้รัฐบาลแก้ไขวิกฤตไฟป่าอย่างจริงจัง

 

“โลกจำเป็นต้องรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นที่นี่” เขากล่าว

 

ใครต้องรับผิดชอบ? เปิดปมบริษัทเอกชนใช้ไฟเผาป่าเพื่อทำเกษตรกรรม

 

อีกหนึ่งประเด็นที่กำลังถูกจับตามอง คือ ความรับผิดชอบของบริษัทเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจปาล์มน้ำมันที่มีพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ในอินโดนีเซีย ซึ่งที่ผ่านมา นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมกล่าวหาว่า มีบริษัทบางแห่งใช้วิธีเผาป่าเพื่อแผ้วถางพื้นที่ เนื่องจากมีต้นทุนต่ำกว่าการเตรียมที่ดินด้วยวิธีอื่น

 

ทั้งนี้ รายงานสืบสวนของกรีนพีซอินโดนีเซียและมาเลเซีย ร่วมกับ Pantau Gambut องค์กรภาคประชาสังคมระบุในวันที่ 5 ตุลาคมว่า พบความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่เกิดไฟป่ากับบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจในมาเลเซียและสิงคโปร์

 

หนึ่งในนั้นคือ First Resources บริษัทน้ำมันปาล์มที่ตั้งอยู่ในสิงคโปร์ โดยกรีนพีซระบุว่าพบจุดกำเนิดหมอกควันมากกว่า 30 จุด ในพื้นที่ที่บริหารจัดการโดยบริษัทลูกสองแห่งในอินโดนีเซียระหว่างเดือนสิงหาคมถึงกันยายน

 

อย่างไรก็ตาม First Resources ออกมาปฏิเสธว่า บริษัทดำเนินนโยบายห้ามเผาพื้นที่อย่างเด็ดขาด อีกทั้งยังมีมาตรการป้องกัน เฝ้าระวัง และดับไฟอย่างเข้มงวด

 

นอกจากนี้ กรีนพีซยังระบุชื่อ Kuala Lumpur Kepong กลุ่มธุรกิจสวนปาล์มจากมาเลเซีย ซึ่งมีบริษัทลูกชื่อ PT Menteng Jaya Sawit Perdana บริหารจัดการพื้นที่ที่ตรวจพบจุดกำเนิดหมอกควัน 19 จุด

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทชี้แจงว่า ไฟส่วนใหญ่มีต้นกำเนิดจากนอกเขตสัมปทาน และสามารถดับไฟทั้งหมดได้แล้ว พร้อมยืนยันว่า ไม่อนุญาตให้ใช้การเผาเพื่อเตรียมพื้นที่เกษตรกรรม

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลอินโดนีเซียได้เพิ่มความเข้มงวดในการดำเนินการกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับไฟป่า โดยมีการสั่งระงับใบอนุญาตประกอบกิจการและดำเนินการสอบสวนบริษัทหลายแห่ง ขณะที่ปราโบโวยังเรียกร้องให้เพิ่มบทลงโทษต่อการเผาพื้นที่เพื่อทำเกษตรกรรม พร้อมประณามการกระทำดังกล่าวว่า เป็น ‘การก่อการร้ายทางระบบนิเวศ’ (Ecological Terrorism)

 

หมอกควันลามทั่วอาเซียน สิงคโปร์ขู่ใช้กฎหมายเอาผิดบริษัทต้นตอ

 

อนึ่ง สื่อต่างประเทศรายงานว่า หมอกควันในอินโดนีเซียได้ส่งผลกระทบต่อประเทศในอาเซียนอย่างวงกว้าง ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ติมอร์-เลสเต บรูไน ไทย และเวียดนาม

 

เช่น สิงคโปร์วัดคุณภาพอากาศระดับ ‘ไม่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก’ (Very Unhealthy) เป็นครั้งแรกของปี เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ทำให้รัฐบาลเริ่มอุดหนุนค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากหมอกควัน พร้อมแจกหน้ากาก N95 ให้ประชาชนกลุ่มที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์

 

ส่วนมาเลเซียต้องสั่งปิดโรงเรียนในหลายรัฐ หลังหมอกควันหนาทึบบดบังทัศนียภาพของกรุงกัวลาลัมเปอร์ และส่งผลกระทบต่อกิจกรรมกลางแจ้ง ขณะที่ในติมอร์-เลสเต รัฐบาลประกาศปิดโรงเรียนทั่วประเทศเป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม พร้อมแนะนำให้ประชาชนดูแลบุตรหลานให้อยู่ภายในอาคาร และใช้อุปกรณ์ป้องกันทางเดินหายใจเมื่อต้องออกไปข้างนอก

 

อย่างไรก็ตาม CNA รายงานว่า สิงคโปร์ไม่ปิดโอกาสในการใช้กฎหมายดำเนินการกับบริษัทที่มีส่วนก่อให้เกิดหมอกควัน หลังทางการเริ่มรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ไฟป่า

 

อนึ่ง สิงคโปร์มีกฎหมายมลพิษหมอกควันข้ามพรมแดน (Transboundary Haze Pollution Act) ตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งเปิดทางให้ดำเนินคดีต่อบริษัทในประเทศหรือต่างประเทศที่มีส่วนก่อให้เกิดมลพิษหมอกควันข้ามพรมแดน โดยบริษัทที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดอาจเผชิญโทษปรับสูงสุดวันละ 1 แสนดอลลาร์สิงคโปร์ โดยค่าปรับรวมสูงสุดไม่เกิน 2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

 

ที่ผ่านมา สิงคโปร์เคยสอบสวนบริษัทอินโดนีเซีย 6 แห่งภายใต้กฎหมายดังกล่าว หลังเกิดวิกฤตหมอกควันในปี 2015 แต่การดำเนินการกลับเผชิญอุปสรรค หลังมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ไม่เพียงพอ และความขัดแย้งทางการทูต

 

ภาพ: Arief Rahman Septian Prathama / Reuters

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising