×

ซีอีโอ TikTok มองเห็นวันที่ AI อาจเหนือกว่ามนุษย์ในบางด้าน คาดพาวิทยาศาสตร์ก้าวกระโดดใน 2-3 ปี เตือนภัยไซเบอร์น่าห่วงกว่าในระยะสั้น

14.10.2026
  • LOADING...
โซ่ว จือ ชิว ซีอีโอ TikTok กำลังพูดบนเวที

โซ่ว จือ ชิว ซีอีโอของ TikTok คาดว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะช่วยให้เกิดการค้นพบครั้งใหญ่ทางวิทยาศาสตร์ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า และจะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอีกหลายด้าน แต่ในระยะสั้น ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์จาก AI เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญมากกว่า

 

 
 

“ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นการค้นพบครั้งสำคัญทางวิทยาศาสตร์จริงๆ ทั้งฟิสิกส์ เทคโนโลยีชีวภาพ เคมี และวัสดุศาสตร์ เพราะ AI ซึ่งเป็นไปได้มากจริงๆ” ชิวกล่าวบนเวที DBS Asia Future Forward Conference ที่สิงคโปร์ เมื่อวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม

 

ความเห็นของชิวเกิดขึ้นในช่วงที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เริ่มปรับท่าที พยายามลดความคาดหวังทั้งเรื่องประโยชน์และภัยของ AI ที่จะเกิดขึ้นในเร็ววัน หลังจากทุ่มเงินหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐไปกับการพัฒนา AI และโครงสร้างพื้นฐาน

 

ในงานอีกแห่งที่สิงคโปร์วันเดียวกัน จัดสัน อัลทอฟฟ์ ผู้บริหารที่ดูแลธุรกิจองค์กรของ Microsoft ก็มองในทิศทางเดียวกัน “ผมอยากแยกกระแสที่ถูกปั่นออกจากความเป็นจริง ไม่มีทางที่แนวคิดเรื่องพลังประมวลผลที่ฉลาดไม่สิ้นสุด จะมาแทนที่เป้าหมายในชีวิตของมนุษย์ได้” อัลทอฟฟ์กล่าว

 

เชื่อ AI จะพาวิทยาศาสตร์ก้าวกระโดด

 

ปัจจุบัน ByteDance บริษัทแม่สัญชาติจีนของ TikTok กำลังขยายงานวิจัย AI ให้กว้างกว่าแอปสำหรับผู้บริโภค โดยในเดือนเมษายน ทีมวิจัย Seed ของบริษัทได้เปิดตัว Protenix-v2 โมเดล AI สำหรับทำนายและออกแบบโครงสร้างของโมเลกุลชีวภาพ ซึ่งอาจนำไปใช้ในการค้นคว้ายาใหม่ได้

 

“เรากำลังดูว่าจะร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากได้อย่างไร เพื่อสร้างความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ด้วย เราได้ทำงานด้านนี้ไปบ้างแล้ว และเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก” ชิวกล่าว

 

บริษัทเทคโนโลยีรายอื่นก็ลงทุนกับงานวิจัยวิทยาศาสตร์ด้วย AI เช่นกัน โดยเมื่อต้นเดือนตุลาคม รัฐบาลสหรัฐฯ, Meta และ Google ประกาศร่วมโครงการมูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.05 หมื่นล้านบาท) เพื่อพัฒนาโมเดล AI ที่ทำนายพฤติกรรมของเซลล์ได้ หวังเร่งงานวิจัยชีววิทยาและการค้นคว้ายาใหม่

 

“แนวโน้มชัดมาก เราเพิ่งอยู่ในจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ AI น่าจะทำได้เท่านั้น และถ้าดูความก้าวหน้าโดยเฉพาะในวงการวิทยาศาสตร์ ตอนนี้กำลังพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วมาก” ชิวกล่าว

 

เมื่อถูกถามถึงมุมมองสุดขั้วของทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่ต่อต้าน AI ชิวมองว่า “ในระยะสั้นเราน่าจะกำลังประเมิน AI สูงเกินไป แต่ในระยะยาวเราน่าจะประเมินมันต่ำเกินไป”

 

เขาอธิบายว่ามนุษย์ต้องใช้เวลาในการปรับตัวรับเทคโนโลยีลักษณะนี้ ซึ่งจะเป็นเหมือนเม็ดทรายที่ติดอยู่ในฟันเฟือง ทำให้ความก้าวหน้าช้าลงในระยะสั้น “แต่การคิดว่า AI ช้าในระยะสั้น แล้วจะไม่สำคัญในระยะยาว เป็นข้อสรุปที่ผิดและมีความเสี่ยง”

 

มนุษย์ยังทำบางอย่างได้ดีกว่า AI

 

แม้จะมองบวก แต่ชิวยอมรับว่า “เทคโนโลยียังไปไม่ถึงจุดนั้น สมองของเรายังทำบางอย่างที่โมเดลยังทำไม่ได้” โดยเฉพาะงานสร้างสรรค์ที่ต้องอาศัยการแยกแยะรายละเอียดของภาพ และการดึงความทรงจำระยะยาวมาใช้ ซึ่งมนุษย์ยังทำได้ดีกว่า

 

เมื่อถูกถามว่า AI อาจมาแทนที่มนุษย์หรือไม่ ชิวตอบว่ายัง “เร็วเกินไปนิดหน่อย” ที่จะสรุป เพราะ AI ยังเรียนรู้บางเรื่องได้ไม่เร็วเท่ามนุษย์ “แต่ก็พอมองเห็นโลกที่ซิลิคอนเหนือกว่าคาร์บอนได้”

 

ซิลิคอนเป็นวัสดุหลักของชิปที่ใช้ขับเคลื่อน AI ส่วนคาร์บอนเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ชิวมองว่าซิลิคอนมีอายุยืนกว่า ขยายได้ง่ายกว่า และเชื่อมโยงข้อมูลผ่านเทคโนโลยีได้ง่ายกว่าผ่านมนุษย์ “มีโอกาสอยู่บ้างที่มันจะเหนือกว่าในบางด้าน”

 

เขายังตั้งคำถามว่า หากวันนั้นมาถึงจริง “เราจะทำให้โมเดลทำงานในแบบที่มนุษย์อย่างเรามองว่าถูกต้องได้อย่างไร”

 

ชิวยกตัวอย่างจาก TikTok ว่าสัดส่วนวิดีโอที่สร้างด้วย AI ยังไม่สมดุลกับยอดวิวที่ได้ แม้ระบบแนะนำวิดีโอจะขับเคลื่อนด้วย AI ก็ตาม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ชมอยากดูอะไร โดยผู้ใช้ที่ดูแต่คอนเทนต์ AI อย่างเดียวมีสัดส่วนเพียงไม่กี่ %

 

ขณะที่รายงานของ Kapwing บริษัทผู้พัฒนาเครื่องมือสร้างวิดีโอในซานฟรานซิสโก เมื่อเดือนมิถุนายน ระบุว่าราว 59% ของวิดีโอที่ขึ้นบนหน้า For You ของบัญชี TikTok ที่เพิ่งสมัครใหม่ เป็น ‘AI Slop’ หรือวิดีโอคุณภาพต่ำที่เห็นได้ชัดว่าสร้างด้วย AI

 

ชิวมองว่าผู้คนยังให้คุณค่ากับความจริงแท้ และเมื่อเห็นวิดีโอที่ “ไม่จริงอย่างเห็นได้ชัด” ก็ยังมีแรงต้านในการรับชม “มีการทดลองใช้ AI สร้างคอนเทนต์มากมาย และหลายชิ้นสร้างสรรค์เกินกว่าที่คุณจะจินตนาการได้ แต่ตอนนี้คนก็ยังไม่ได้หันมาดูคอนเทนต์ AI อย่างเดียว”

 

ห่วงภัยไซเบอร์จาก AI Agent

 

ชิวมองว่าความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของ AI “ค่อนข้างใหญ่” และ “เกิดขึ้นจริง” ในระยะสั้น ขณะที่บริษัทต่างๆ แข่งกันนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ โดยเฉพาะ AI Agent หรือ AI ที่ลงมือทำงานแทนคนได้เอง ซึ่งต่างจากโมเดลภาษาอย่าง ChatGPT และ Claude ที่เน้นตอบคำถาม

 

เขาเตือนว่าผู้ใช้อาจให้สิทธิ์ AI Agent อย่างกว้างขวางโดยไม่เข้าใจผลที่อาจเกิดขึ้น เช่น การปล่อยให้ AI สั่งซื้อของเอง ซึ่งระบบอาจซื้อมากกว่าที่ผู้ใช้ต้องการ เพราะพยายามทำงานให้สำเร็จ

 

ในฝั่งธุรกิจ AI Agent ทำให้ต้นทุนการสร้างสแปมและการฉ้อโกงถูกลงอย่างมาก ชิวมองว่าแม้จะลดสแปมบนแพลตฟอร์มให้เป็นศูนย์ไม่ได้ แต่ธุรกิจควร “ทำให้การปล่อยสแปมจำนวนมากบนแพลตฟอร์มมีต้นทุนสูงเกินไป” และต้องมีเครื่องมือที่เหมาะสมไว้รับมือ

 

เรื่องนี้เป็นโจทย์สำคัญของ TikTok ที่มีผู้ใช้ทั่วโลกราว 2.21 พันล้านคน ตามข้อมูลของ DataReportal เมื่อเดือนเมษายน

 

ชิวยังมองว่าเรื่องนี้ต้องอาศัย “การให้ความรู้อีกมาก” และทักษะการใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพจะสำคัญมากใน 2-3 ปีข้างหน้า จึงแนะนำให้ทุกคนลงมือใช้ AI ด้วยตัวเอง “ถ้าคุณไม่ใช้โมเดลและผลิตภัณฑ์เหล่านี้เอง แค่อ่านอย่างเดียว คุณจะไม่รู้ว่ามันทำอะไรได้หรือไม่ได้”

 

เขายังเสนอให้องค์กรฝึกพนักงานไม่ให้แชร์ความลับทางการค้าหรือข้อมูลทางกฎหมายที่เป็นความลับกับแชตบอตสาธารณะ “มันเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มาก คนจึงใช้กันอย่างกระตือรือร้นเกินไปในบางครั้ง การเข้าใจขอบเขตว่าการใช้งานแบบไหนสมเหตุสมผลและยอมรับได้จึงเป็นเรื่องสำคัญ”

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.62 บาท ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2569

 

ภาพ: bella1105 / Shutterstock

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories