เมื่อสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยีใหม่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก การกระจายความเสี่ยงทางการค้าอาจกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรักษาเสถียรภาพและการเติบโต แต่คำถามคือ ประเทศต่างๆ จะสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจได้อย่างไร โดยไม่ทำให้โลกแบ่งแยกมากกว่าเดิม
ประเด็นสำคัญ
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกาภิวัตน์และการเปิดเสรีทางการค้าเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประเทศต่างๆ พยายามเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดน โดยอาศัยความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของแต่ละประเทศ
แต่โลกในปัจจุบันกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งสงครามการค้า มาตรการกีดกันทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ขณะที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังสร้างทั้งโอกาสและความท้าทายใหม่ให้กับโครงสร้างการค้าโลก
ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว แนวคิดเรื่องการกระจายความหลากหลายทางการค้า หรือ Trade Diversification จึงกลับมาได้รับความสำคัญมากขึ้น ไม่ใช่เพียงเพื่อสร้างโอกาสการเติบโต แต่ยังเป็นเครื่องมือในการลดความเปราะบางของเศรษฐกิจจากแรงกระแทกภายนอก
ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือบนเวที Trade Diversification in Turbulent Times: Implications for Economic Stability and Growth ภายในการประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย Robert Staiger หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์องค์การการค้าโลก (WTO), Muhammad Al Jasser ประธานธนาคารเพื่อการพัฒนาอิสลาม (IsDB), Odile Renaud-Basso ประธานธนาคารยุโรปเพื่อการบูรณะและพัฒนา (EBRD) และ Heiwai Tang รองอธิการบดีฝ่ายกิจการระดับโลกและผู้อำนวยการ Asia Global Institute มหาวิทยาลัยฮ่องกง

Masood Ahmed ประธานกิตติคุณ Center for Global Development ซึ่งทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ ตั้งข้อสังเกตว่า ในอดีตการกระจายความหลากหลายทางการค้ามักหมายถึงการลดการพึ่งพาสินค้าส่งออกเพียงไม่กี่ประเภท และการยกระดับไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
แต่ในโลกปัจจุบัน แนวคิดดังกล่าวขยายขอบเขตไปสู่การกระจายตลาดส่งออก คู่ค้า แหล่งนำเข้า ห่วงโซ่อุปทาน และเส้นทางขนส่งสินค้า เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวน
Ahmed อ้างข้อมูลจากการวิเคราะห์ของ IMF ว่า การค้าของประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ราว 70% มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากจุดคอขวดทางการขนส่ง ขณะที่การค้าของประเทศในภูมิภาคคอเคซัสและเอเชียกลาง (CCA) ประมาณ 50% ต้องผ่านจุดคอขวดทางทะเล
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ความเปราะบางทางเศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าประเทศหนึ่งผลิตหรือส่งออกสินค้าอะไรเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าสินค้าเหล่านั้นต้องเดินทางผ่านเส้นทางใด และมีทางเลือกมากน้อยเพียงใดเมื่อเกิดวิกฤต
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าโลกจะค้าขายกันมากขึ้นได้อย่างไร แต่คือประเทศต่างๆ จะออกแบบโครงสร้างการค้าให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอน และยังรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างไร
โลกาภิวัตน์ไม่ได้สิ้นสุด แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบ
Odile Renaud-Basso ประธาน EBRD มองว่า โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอาศัยโลกาภิวัตน์ การเปิดตลาด และการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่
ในอดีต หลายประเทศยังได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เรียกว่า Peace Dividend หรือผลตอบแทนแห่งสันติภาพ ซึ่งเปิดโอกาสให้รัฐบาลลดรายจ่ายด้านกลาโหมและนำทรัพยากรไปลงทุนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี กำลังทำให้เงื่อนไขที่เคยสนับสนุนการเติบโตเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป ประเทศต่างๆ จึงจำเป็นต้องทบทวนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของตนเอง
ภาพการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนชัดเจนในเอเชีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก

Heiwai Tang จากมหาวิทยาลัยฮ่องกง อธิบายว่า ก่อนปี 2025 ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ทำให้บริษัทข้ามชาติจำนวนมากหันมาใช้ยุทธศาสตร์ China Plus One โดยกระจายฐานการผลิตบางส่วนออกจากจีนไปยังประเทศอื่น เพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการภาษีและรักษาความสามารถในการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ
ซึ่งยุทธศาสตร์ดังกล่าวสร้างประโยชน์อย่างมากให้กับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีฐานการผลิตอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ
แต่หลังปี 2025 เมื่อสหรัฐฯ ขยายมาตรการภาษีไปยังหลายประเทศ การย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถรับประกันได้อีกต่อไปว่าบริษัทเหล่านั้นจะสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ได้
Tang ชี้ว่า รัฐบาลและภาคธุรกิจจึงเริ่มปรับยุทธศาสตร์จาก China Plus One ไปสู่การกระจายความเสี่ยงหลายทิศทาง ทั้งการขยายฐานการผลิตไปยังหลายประเทศ การเพิ่มการผลิตภายในประเทศ และการพัฒนาตลาดภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาการส่งออก
เขายกตัวอย่าง Foxconn ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ในไต้หวัน ซึ่งกำลังกระจายฐานการผลิ่ตออกจากจีนไปยังประเทศอื่น เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้า
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนว่า บริษัทข้ามชาติกำลังให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น แม้อาจต้องแลกกับต้นทุนและความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทานที่เพิ่มขึ้น
กล่าวอีกนัยหนึ่ง โลกาภิวัตน์อาจไม่ได้กำลังสิ้นสุดลง แต่กำลังเปลี่ยนจากระบบที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำที่สุด ไปสู่ระบบที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคง ความยืดหยุ่น และความสามารถในการปรับตัวมากขึ้น
กระจายความเสี่ยง ไม่ได้หมายความว่าต้องผลิตทุกอย่างเอง
อย่างไรก็ตาม การสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศจำเป็นต้องลดการพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศ หรือพยายามผลิตสินค้าทุกประเภทภายในประเทศของตนเอง
Robert Staiger หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ WTO อธิบายความแตกต่างระหว่างแนวคิด Resilience หรือความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวจากแรงกระแทก กับ Robustness หรือความแข็งแกร่งทนทานของระบบเศรษฐกิจ
Staiger มองว่า ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานไม่ได้หมายถึงการมีแหล่งผลิตหรือซัพพลายเออร์ที่ไม่มีวันหยุดชะงัก แต่หมายถึงความสามารถในการปรับเปลี่ยนไปใช้แหล่งจัดหาอื่นได้ เมื่อแหล่งเดิมไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามปกติ
เขายกตัวอย่างผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้การส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคลดลงประมาณ 24% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 แต่การส่งออกน้ำมันทั่วโลกลดลงเพียงประมาณ 6%

สาเหตุสำคัญคือ ผู้ผลิตน้ำมันจากภูมิภาคอื่น ทั้งสหรัฐอเมริกา บราซิล มาเลเซีย และนอร์เวย์ สามารถเพิ่มอุปทานเข้ามาชดเชยได้บางส่วน
Staiger มองว่านี่เป็นตัวอย่างของความสามารถในการรับมือวิกฤตของระบบการค้าโลกที่เปิดกว้าง เพราะการมีผู้ผลิตและคู่ค้าหลายรายช่วยให้ประเทศต่างๆ สามารถปรับเปลี่ยนแหล่งจัดหาได้เมื่อเกิดการหยุดชะงัก
มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับ Muhammad Al Jasser ประธาน IsDB ซึ่งเสนอว่า การกระจายความหลากหลายทางการค้าเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าประเทศจะมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น
Al Jasser ตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศหนึ่งไม่จำเป็นต้องส่งออกสินค้าถึง 10 ประเภท หากสามารถผลิตสินค้าเพียงไม่กี่ประเภทได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสามารถในการแข่งขันสูง ก็อาจสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า
สำหรับเขา หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่ Competitiveness หรือความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการลงทุนสร้างความพร้อมรับมือวิกฤตล่วงหน้า
Al Jasser ยกตัวอย่างซาอุดีอาระเบีย ซึ่งลงทุนพัฒนาโครงข่ายท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline เชื่อมพื้นที่ฝั่งตะวันออกกับฝั่งตะวันตก เพื่อเพิ่มทางเลือกในการขนส่งน้ำมัน และลดการพึ่งพาเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งมากเกินไป
นอกจากนี้ การรักษากำลังการผลิตน้ำมันส่วนเกินยังเป็นอีกตัวอย่างของการลงทุนเพื่อสร้างความยืดหยุ่น แม้ในภาวะปกติกำลังการผลิตดังกล่าวอาจยังไม่มีความจำเป็น แต่สามารถกลายเป็นเครื่องมือสำคัญเมื่อเกิดแรงกระแทกต่ออุปทานพลังงานโลก
บทเรียนจากทั้งสองมุมมองสะท้อนว่า การสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจไม่ได้หมายถึงการพึ่งพาตนเองอย่างสมบูรณ์ แต่คือการรักษาความสามารถในการแข่งขัน พร้อมสร้างทางเลือกและเตรียมความพร้อมก่อนเกิดวิกฤต
Regional Integration ทางออกของประเทศกำลังพัฒนา?
ในโลกที่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจมีความสามารถในการใช้มาตรการทางการค้าและอุตสาหกรรมเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ประเทศขนาดเล็กและประเทศกำลังพัฒนาอาจมีข้อจำกัดมากกว่าในการรับมือกับความผันผวน
Al Jasser มองว่า การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ Regional Integration จึงกำลังมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลและต้องพึ่งพาประเทศเพื่อนบ้านในการเข้าถึงตลาดโลก
เขายกตัวอย่างประเทศในเอเชียกลาง ซึ่งหลายแห่งเผชิญข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์และระบบขนส่ง ทำให้การสร้างความเชื่อมโยงข้ามพรมแดนเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
หนึ่งในตัวอย่างที่ Al Jasser กล่าวถึงคือโครงการเขื่อน Rogun ในทาจิกิสถาน ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ IsDB มีส่วนร่วมสนับสนุน
โครงการดังกล่าวไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะด้านการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำให้ทาจิกิสถานเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างผลประโยชน์ให้ประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งการเข้าถึงพลังงานสะอาดและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อสนับสนุนภาคเกษตรกรรม Al Jasser มองว่านี่เป็นตัวอย่างของผลประโยชน์เชิงบวกข้ามพรมแดน ซึ่งสะท้อนว่าการลงทุนและความร่วมมือระดับภูมิภาคสามารถสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้มากกว่าการดำเนินนโยบายแยกกันของแต่ละประเทศ
ขณะที่ Renaud-Basso ชี้ว่า ประเทศในเอเชียกลางกำลังให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยการค้าระหว่างประเทศภายในภูมิภาคเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าระหว่างปี 2017-2025 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับปรุงความสัมพันธ์ทางการเมือง การแก้ไขข้อพิพาท และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน
หนึ่งในโครงการสำคัญคือ Middle Corridor ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งเชื่อมโยงจีนกับยุโรปผ่านเอเชียกลาง และเป็นทางเลือกเพิ่มเติมจากเส้นทางขนส่งเดิมที่ผ่านรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม Renaud-Basso เตือนว่า การลงทุนในถนน ทางรถไฟ และโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากประเทศต่างๆ ยังมีระบบศุลกากร กฎระเบียบ และกระบวนการผ่านแดนที่ไม่สอดคล้องกัน
เธอเสนอให้ประเทศต่างๆ พัฒนาทั้ง Hard Connectivity หรือโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ และ Soft Connectivity ซึ่งครอบคลุมระบบศุลกากร กฎระเบียบ การเชื่อมโยงข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
เพราะแม้จะมีถนนหรือทางรถไฟที่มีประสิทธิภาพ แต่หากสินค้าต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการผ่านด่านศุลกากร ก็ยังทำให้ต้นทุนทางการค้าสูงและลดความสามารถในการแข่งขัน

Renaud-Basso ยังยกตัวอย่างสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าที่สุดของโลก แต่ยังเผชิญความท้าทายจากตลาดการเงินและตลาดทุนที่แยกส่วน รวมถึงความแตกต่างของกฎระเบียบภายในประเทศสมาชิก
สิ่งนี้สะท้อนว่า การสร้างตลาดร่วมอย่างแท้จริงเป็นกระบวนการระยะยาวที่ต้องอาศัยมากกว่าการลดภาษีหรือการลงนามความตกลงการค้าเสรี
สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Tang มองว่าอาเซียนเป็นตัวอย่างของภูมิภาคที่ได้รับประโยชน์จากการสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือผ่านกรอบความตกลงการค้าเสรี รวมถึงความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP)
เขาเห็นว่า ความร่วมมือเหล่านี้ช่วยสร้างความไว้วางใจระหว่างประเทศ และทำให้อาเซียนมีความพร้อมในการรองรับการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก อย่างไรก็ตาม Al Jasser ย้ำว่า การรวมกลุ่มระดับภูมิภาคไม่ควรถูกมองเป็นสิ่งทดแทนระบบการค้าพหุภาคีภายใต้ WTO แต่ควรเป็นกลไกเสริมที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนา
AI และบริการดิจิทัล โอกาสใหม่ของการกระจายฐานเศรษฐกิจ
นอกเหนือจากการกระจายฐานการผลิตและตลาดส่งออกแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีกำลังเปิดพื้นที่ใหม่สำหรับการค้าโลก โดยเฉพาะสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับ AI
Staiger เปิดเผยว่า WTO ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของการค้าสินค้าโลกในปี 2026 อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากความต้องการสินค้าและอุปกรณ์ที่สนับสนุนเทคโนโลยี AI
เขาระบุว่า มูลค่าการค้าสินค้าและอุปกรณ์ที่สนับสนุนเทคโนโลยี AI เพิ่มขึ้นถึง 67% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์จากการขยายตัวของการค้า AI ยังไม่ได้กระจายอย่างทั่วถึง โดย Staiger ระบุว่า ในปี 2025 ผู้ค้าสินค้าที่เกี่ยวกับ AI รายใหญ่ที่สุด 10 ประเทศหรือเขตเศรษฐกิจ ครองสัดส่วนประมาณ 85% ของการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ทั่วโลก สะท้อนการกระจุกตัวของโอกาสทางการค้าในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า แม้ AI จะกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของการค้าโลก แต่ประเทศที่สามารถเข้าถึงโอกาสจากห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูงยังมีจำนวนจำกัด ขณะที่ Tang เสนอว่า หากต้องการมองหาโอกาสใหม่ในการกระจายฐานเศรษฐกิจ ประเทศต่างๆ ไม่ควรให้ความสำคัญเฉพาะการค้าสินค้า แต่ต้องหันมามองการค้าภาคบริการมากขึ้น
เขาตั้งข้อสังเกตว่า แม้สัดส่วนการค้าโลกต่อ GDP โลกจะค่อนข้างทรงตัวมาตั้งแต่ปี 2009 จนเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับกระแส Deglobalization แต่การค้าภาคบริการกลับเติบโตอย่างรวดเร็ว
Tang ระบุว่า การค้าบริการเติบโตประมาณ 10% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทียบกับการค้าสินค้าที่เติบโตประมาณ 3% สะท้อนว่าภาคบริการกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก
โดยเฉพาะบริการวิชาชีพ การท่องเที่ยว และบริการที่สามารถส่งมอบผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ เข้าถึงตลาดต่างประเทศได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการขนส่งสินค้าทางกายภาพในรูปแบบเดิม
Tang ยังอ้างผลการศึกษาของ Asia Global Institute ที่จัดทำสำหรับกลุ่มเศรษฐกิจ APEC ซึ่งพบว่า ประเทศที่มีความตกลงการค้าสิทธิพิเศษระดับทวิภาคีครอบคลุมภาคบริการ มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการค้าบริการเพิ่มขึ้นประมาณ 17% ในระยะใกล้
นอกจากนี้ การเพิ่มข้อบทในความตกลงอีกหนึ่งประเภท ยังมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของการค้าบริการระหว่างสองประเทศประมาณ 4.4%
เขาจึงเสนอให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเจรจาความตกลงการค้าบริการและเศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้น โดยยกตัวอย่าง Digital Economy Partnership Agreement (DEPA) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือที่สนับสนุนการค้าดิจิทัลและการไหลเวียนข้อมูลข้ามพรมแดน
Tang มองว่า การขยายตัวของศูนย์ข้อมูลและเทคโนโลยี AI จะช่วยสร้างโอกาสให้ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาเข้ามามีส่วนร่วมกับการค้าบริการระหว่างประเทศมากขึ้น
แต่ความท้าทายสำคัญคือข้อกำหนดเรื่อง Data Localization หรือการบังคับให้จัดเก็บข้อมูลภายในประเทศ ซึ่งหลายรัฐบาลใช้ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล แต่อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการค้าบริการดิจิทัลและการไหลเวียนข้อมูลข้ามพรมแดน
ดังนั้น การกระจายฐานเศรษฐกิจในอนาคตจึงไม่ได้หมายถึงการผลิตสินค้าประเภทใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านบริการ เทคโนโลยี และเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย
การสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศหนึ่ง อาจสร้างความเสี่ยงให้อีกประเทศ
แม้การกระจายความเสี่ยงทางการค้าจะมีความสำคัญมากขึ้น แต่ผู้ร่วมเสวนายังสะท้อนว่า แนวทางดังกล่าวไม่ได้ปราศจากต้นทุน และอาจนำไปสู่ผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์หากรัฐบาลต่างดำเนินนโยบายโดยไม่ประสานกัน
Staiger ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลควรพิจารณาเหตุผลในการแทรกแซงตลาดอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเมื่อเกิดปัญหาความล้มเหลวของตลาด หรือ Market Failure
ในภาวะปกติ บริษัทเอกชนมีแรงจูงใจในการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานอยู่แล้ว เพราะหากการผลิตหยุดชะงัก บริษัทก็จะต้องแบกรับความเสียหายทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนที่บริษัทต้องรับผิดชอบอาจไม่เท่ากับต้นทุนที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม เช่น เมื่อโรงงานหยุดดำเนินการ รัฐบาลอาจต้องใช้เงินภาษีสนับสนุนแรงงานหรือบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ
ในกรณีเช่นนี้ รัฐบาลอาจมีเหตุผลในการเข้าแทรกแซงเพื่อส่งเสริมการลงทุนสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน
แต่ Staiger เตือนว่า แม้มาตรการอุดหนุนอุตสาหกรรมจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวมเสมอไป
หากรัฐบาลหลายประเทศต่างแข่งขันกันอุดหนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์เพื่อรักษาฐานการผลิตภายในประเทศ อาจนำไปสู่การแข่งขันแย่งชิงการลงทุนและสร้างผลกระทบเชิงลบต่อประเทศอื่น
เขาระบุว่า จำนวนมาตรการจำกัดการค้าที่อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติและมีการแจ้งต่อ WTO เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในรอบทศวรรษ ขณะที่การเริ่มต้นไต่สวนเพื่อใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุนเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า นโยบายอุตสาหกรรมและความมั่นคงทางเศรษฐกิจกำลังกลายเป็นประเด็นที่สร้างความตึงเครียดต่อระบบการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น
Staiger จึงมองว่า WTO จำเป็นต้องมีบทบาทในการกำหนดและพัฒนากติกา โดยเฉพาะการปฏิรูปความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนและมาตรการตอบโต้การอุดหนุน เพื่อให้ประเทศต่างๆ สามารถดำเนินนโยบายสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้โดยไม่สร้างผลกระทบที่ไม่จำเป็นต่อประเทศอื่น
ประเด็นเรื่องต้นทุนยังสะท้อนผ่านมุมมองของ Renaud-Basso ซึ่งยกตัวอย่างการลงทุนพัฒนา Middle Corridor ว่า แม้เส้นทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการขนส่งสินค้าระหว่างเอเชียกับยุโรป แต่ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจอาจเปลี่ยนแปลงไป หากในอนาคตเส้นทางขนส่งทางตอนเหนือผ่านรัสเซียกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง นั่นหมายความว่า การลงทุนสร้างทางเลือกใหม่อาจไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูงสุดในทุกสถานการณ์ แต่มีคุณค่าในแง่การลดความเสี่ยงและสร้างความพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต
ขณะที่ Al Jasser ตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศขนาดเล็กและประเทศกำลังพัฒนามักมีข้อจำกัดในการตอบโต้มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งประเทศร่ำรวยมีความได้เปรียบในการนำมาใช้ เขาจึงมองว่า ความร่วมมือระดับภูมิภาคสามารถช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองและสร้างโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนาได้มากขึ้น

ภาพรวมจากข้อถกเถียงเหล่านี้สะท้อนว่า การสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจไม่ได้เป็นเพียงโจทย์ของการกระจายฐานการผลิตหรือการลงทุน แต่ยังเป็นโจทย์ของการออกแบบนโยบายที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของประเทศกับเสถียรภาพของระบบการค้าโลก
หากทุกประเทศเลือกใช้มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศมากขึ้น โดยขาดความร่วมมือและกฎกติการ่วมกัน ความพยายามสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจอาจกลับกลายเป็นปัจจัยเร่งให้ระบบการค้าโลกแบ่งแยกมากกว่าเดิม
ไทยและอาเซียนจะอยู่ตรงไหนในระเบียบการค้าใหม่?
สำหรับประเทศไทยและอาเซียน ข้อถกเถียงจากเวทีนี้สะท้อนทั้งโอกาสและความท้าทายสำคัญในการปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก
ประการแรก การกระจายตลาดส่งออกและคู่ค้ายังคงมีความจำเป็น แต่ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเพิ่มจำนวนประเทศปลายทางของสินค้า หากต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงด้านเส้นทางขนส่ง แหล่งนำเข้าวัตถุดิบ และความสามารถในการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานเมื่อเกิดวิกฤตด้วย
ประการที่สอง การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป โดยเฉพาะในยุคที่ยุทธศาสตร์ China Plus One เริ่มเผชิญข้อจำกัดจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ
ไทยจึงจำเป็นต้องยกระดับความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตภายในประเทศ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะแรงงาน และการสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถแข่งขันได้แม้เงื่อนไขทางการค้าระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไป
ประการที่สาม ความร่วมมือระดับภูมิภาคจะมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่ ควบคู่กับการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ศุลกากร และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ
บทเรียนจากเอเชียกลางและยุโรปสะท้อนว่า การสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดขึ้นจากการลงทุนในถนนหรือทางรถไฟเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบและสร้างความไว้วางใจระหว่างประเทศด้วย
ประการสุดท้าย ไทยจำเป็นต้องมองหาโอกาสในการกระจายฐานเศรษฐกิจไปสู่ภาคบริการและเศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้น เพราะการเติบโตของ AI การค้าบริการ และการไหลเวียนข้อมูลข้ามพรมแดน อาจกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการค้าโลกในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม การคว้าโอกาสเหล่านี้ต้องอาศัยทั้งความพร้อมด้านเทคโนโลยี บุคลากร และกฎระเบียบที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ
ท้ายที่สุด ข้อถกเถียงจากเวที Trade Diversification in Turbulent Times สะท้อนว่า การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าประเทศหนึ่งสามารถผลิตสินค้าทุกอย่างได้ด้วยตนเองมากน้อยเพียงใด แต่อยู่ที่ความสามารถในการรักษาทางเลือก สร้างความยืดหยุ่น และปรับตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อเผชิญแรงกระแทกจากภายนอก
ขณะเดียวกัน การกระจายความเสี่ยงจะสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโลกได้อย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อประเทศต่างๆ ยังสามารถรักษาความร่วมมือและระบบการค้าที่ตั้งอยู่บนกฎกติการ่วมกันได้ เพราะในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นความปกติใหม่ ประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากที่สุด อาจไม่ใช่ประเทศที่พึ่งพาตนเองได้มากที่สุด แต่เป็นประเทศที่มีทางเลือกมากพอ และยังสามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ


