วันนี้ (14 ตุลาคม) อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า เตรียมนำกรณีข้อร้องเรียนโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์ฟาร์ม ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มูลค่ากว่า 23,000 ล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ หลังพบว่าเรื่องดังกล่าวถูกส่งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณามานานกว่า 1 ปี แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน
โครงการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ผ่านบริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ กฟภ. และการร่วมดำเนินธุรกิจกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับบริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG ผ่านบริษัท เซท เอนเนอยี จำกัด (SET)
ประเด็นสำคัญที่ถูกร้องเรียนคือ กระบวนการคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใสและเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมหรือไม่ เนื่องจากมีข้อกล่าวหาว่าใช้วิธีคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง โดยไม่ได้เปิดให้เอกชนรายอื่นเข้ามาแข่งขันเสนอราคา รวมถึงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอนการอนุมัติโครงการว่าได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริษัท PEA ENCOM อย่างถูกต้องหรือไม่
อาสพลธ์กล่าวว่า เรื่องนี้มีการติดตามและปรากฏเป็นข่าวมาตั้งแต่ปี 2563 โดยมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการดำเนินโครงการและการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับภาคเอกชน ต่อมา PEA ENCOM ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงภายใน และมีผลการสอบในปี 2568 ซึ่งตามข้อมูลที่ได้รับ พบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง จึงได้ส่งเรื่องให้สำนักงาน ป.ป.ช. พิจารณาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้เวลาผ่านมากว่า 1 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีข้อสรุปจาก ป.ป.ช. ทำให้เกิดคำถามถึงความคืบหน้าของการตรวจสอบ และส่งผลให้การดำเนินโครงการเกิดความล่าช้า ซึ่งอาจกระทบต่อการลงทุนในพื้นที่ EEC ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ตลอดจนการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานสะอาดและเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของประเทศ
อาสพลธ์ระบุว่า ตามกรอบระยะเวลาที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของ ป.ป.ช. มีระยะเวลาพิจารณา 2 ปี และสามารถขยายได้อีกไม่เกิน 1 ปี รวมเป็น 3 ปี จึงจำเป็นต้องติดตามว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนใด มีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรที่ทำให้ยังไม่สามารถสรุปผลได้
“เมื่อผลการสอบข้อเท็จจริงภายในเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องสอบถามว่าเหตุใดเรื่องจึงยังไม่แล้วเสร็จ ติดขัดตรงไหน เปรียบเหมือนอาหารที่ปรุงสุกแล้ว พร้อมรับประทาน แต่เหตุใดวันนี้จึงยังไม่ได้รับประทาน” อาสพลธ์กล่าว
ประธาน กมธ.ป.ป.ช. กล่าวต่อว่า จะเสนอให้บรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมของคณะกรรมาธิการฯ พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง ทั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของ PEA ENCOM สำนักงาน ป.ป.ช. หน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ EEC และหน่วยงานด้านนโยบายพลังงาน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงครบทุกด้าน
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทเอกชนที่เข้าร่วมโครงการกับอดีตภรรยาข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยนั้น
อาสพลธ์กล่าวว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวสามารถตรวจสอบได้จากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ทั้งโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทมหาชนและข้อมูลทางทะเบียนที่เกี่ยวข้อง แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมคือ ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการตัดสินใจหรือการให้สิทธิประโยชน์แก่บริษัทเอกชนรายใดมากกว่ารายอื่นหรือไม่ รวมถึงต้องพิจารณาโครงสร้างคณะกรรมการของ กฟภ. และ PEA ENCOM ว่ามีบุคคลหรือหน่วยงานจากกระทรวงมหาดไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการพิจารณาอนุมัติโครงการอย่างไร เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ที่รับผิดชอบเรื่องดังกล่าวกับอดีตข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยนั้น อาสพลธ์เห็นว่า เมื่อเรื่องนี้ปรากฏต่อสาธารณะและเป็นที่สนใจของสังคม ย่อมต้องมีการตรวจสอบตามข้อเท็จจริง โดยไม่ควรมีบุคคลใดได้รับการยกเว้นจากกระบวนการตรวจสอบ
อาสพลธ์ย้ำว่า คณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ จะติดตามเรื่องนี้ให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส และถูกต้องตามกฎหมาย โดยเปิดโอกาสให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบว่าการดำเนินโครงการมูลค่ากว่า 23,000 ล้านบาท เป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องหรือไม่ และเหตุใดการตรวจสอบจึงยังไม่มีข้อสรุป
ทั้งนี้ ความชัดเจนของผลการตรวจสอบไม่เพียงเกี่ยวข้องกับการใช้เงินและทรัพยากรของภาครัฐเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นในการลงทุน การพัฒนาพลังงานสะอาด และประโยชน์ที่ประชาชนและประเทศจะได้รับจากการดำเนินโครงการดังกล่าวในระยะยาว


