×

ทีมประกันสังคมก้าวหน้ากวาดที่นั่งบอร์ดประกันสังคม 2 ใน 3 กับความท้าทายหลักคานอำนาจไตรภาคี

โดย THE STANDARD TEAM
12.10.2026
  • LOADING...
ภาพทีมประกันสังคมก้าวหน้า 14 คน บนพื้นหลังรูปตาชั่งที่เอียงไปฝั่งทีมประกันสังคมก้าวหน้า

การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ครั้งที่ 2 ของประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 ได้กลายเป็นหมุดหมายครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์แรงงานไทย

 

 
 

เมื่อศูนย์อำนวยการจัดการเลือกตั้งฯ ได้เปิดเผยผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการพบว่า ‘ทีมประกันสังคมก้าวหน้า’ สามารถกวาดที่นั่งผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนได้ยกชุดทั้ง 7 ที่นั่ง

 

ขณะที่ฝ่ายนายจ้างก็ได้รับความไว้วางใจจนกวาดที่นั่งส่วนใหญ่ไปได้เช่นเดียวกัน ทำให้โครงสร้างบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่กำลังจะถูกขับเคลื่อนด้วยขั้วความคิดฝั่งก้าวหน้าอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

สำหรับผลการนับคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ผ่านแดชบอร์ด ทางเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม https://sbe2result.sso.go.th

 

ผู้แทนฝ่ายนายจ้างที่ได้รับคะแนนสูงสุด 7 อันดับแรก นับได้ 96.63%ได้แก่

 

  • ศราริน เรืองปัญญาวุฒิ ได้คะแนน 8,942 คะแนน
  • รัตนสิทธิ สุภาภรณ์ ได้คะแนน 8,883 คะแนน
  • กฤษฎา อาทิตย์ จินตกานนท์ ได้คะแนน 8,868 คะแนน
  • กฤตวิทย์ หริมเทพาธิป ได้คะแนน 8,818 คะแนน
  • สุโขทัย หัตถะรัชต์ ได้คะแนน 8,818 คะแนน
  • อดิศร เกิดมงคล ได้คะแนน 8,799 คะแนน
  • ภัทรานิษฐ์ ศรีจันทร์ดร ได้คะแนน 8,638 คะแนน

 

ส่วนผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน 7 อันดับแรก นับได้ 98.56% ได้แก่

 

  • ธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน ได้คะแนน 906,306 คะแนน
  • นาริฐา โภไคยอนันต์ ได้คะแนน 905,027 คะแนน
  • ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ได้คะแนน 902,648 คะแนน
  • เริงฤทธิ์ ละออกิจ ได้คะแนน 900,047 คะแนน
  • ปรารานา โพธิ์ดี ได้คะแนน 891,498 คะแนน
  • พรทิพย์ โม่งใหญ่ ได้คะแนน 880,302 คะแนน
  • ลักษมี สุวรรณภักดี ได้คะแนน 851,533 คะแนน

 

การเลือกตั้งสรรหาผู้แทนฝ่ายนายจ้าง 7 คน และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน 7 คนในครั้งนี้ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางนโยบายและการดูแลกองทุนสวัสดิการที่มีมูลค่าแสนล้านบาทของประเทศ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเกิดข้อติติงเรื่องกระบวนการประชาสัมพันธ์ที่ล่าช้า ปัญหาระบบลงทะเบียนล่วงหน้าที่ซับซ้อนจนศาลปกครองกลางต้องมีคำสั่งระงับเงื่อนไขบางประการ

 

ตลอดจนสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดจนต้องเลื่อนวันเลือกตั้งจากช่วงปลายเดือนกันยายนมาเป็นวันที่ 11 ตุลาคม แต่แรงเหวี่ยงจากความต้องการเปลี่ยนแปลงของแรงงานกลับไม่ได้ลดน้อยลงไปตามอุปสรรคทางเทคนิคเหล่านี้

 

ภาพทีมประกันสังคมก้าวหน้า 14 คน บนพื้นหลังรูปตาชั่งที่เอียงไปฝั่งทีมประกันสังคมก้าวหน้า 1

 

ข้อมูลสะท้อนจาก พ.ต.ท. วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน และ จีระภา บุญรัตน์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ระบุว่า ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในครั้งนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างเกิดคาดหมาย รวมทั้งสิ้น 1,003,615 คน

 

โดยสถิติผู้ใช้สิทธิ เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2566 ซึ่งฝั่งผู้ประกันตนออกมาใช้สิทธิ 991,415 คน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นถึง 533% ฝั่งนายจ้างออกมาใช้สิทธิเกือบ 12,200 คน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นสูงถึง 733%

 

แม้ขั้นตอนการตรวจนับคะแนนจาก 5,233 หน่วยทั่วประเทศจะมีความล่าช้าและพบปัญหาขรุขระในบางพื้นที่ แต่ สปส. ยืนยันว่าจะเร่งรัดการประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการและเริ่มทำงานในเดือนพฤศจิกายน 2569

 

ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งแรกเมื่อปี 2566 ซึ่งเป็นการเลือกคณะกรรมการชุดที่ 14 มีผู้ออกไปใช้สิทธิเพียง 158,335 คน แบ่งเป็นฝ่ายนายจ้าง 1,465 คน (คิดเป็นร้อยละ 46.82 ของผู้ลงทะเบียน) และฝ่ายผู้ประกันตน 156,870 คน (คิดเป็นร้อยละ 18.36 ของผู้ลงทะเบียน)

 

ในครั้งนั้น ผู้สมัครจากทีมประกันสังคมก้าวหน้าคว้าที่นั่งฝั่งผู้ประกันตนไปได้ 6 คน ส่วนสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทยได้ 1 คน ขณะที่ผู้สมัครฝั่งนายจ้างทั้ง 7 คนได้คะแนนเฉลี่ยเพียง 252 – 409 คะแนน การพุ่งขึ้นของจำนวนผู้ใช้สิทธิในรอบนี้จึงตอกย้ำกระแส ‘ไม่เอาปฏิทิน เอาปฏิรูป’ ที่เปลี่ยนผ่านจากเครือข่ายแรงงานดั้งเดิมสู่การตื่นตัวระดับฐานรากอย่างชัดเจน

 

ภาพทีมประกันสังคมก้าวหน้า 14 คน บนพื้นหลังรูปตาชั่งที่เอียงไปฝั่งทีมประกันสังคมก้าวหน้า 2

 

กองทุน 2.8 ล้านล้านบาทในมือผู้แทนก้าวหน้า

 

สำหรับโครงสร้างตาม พ.ร.บ. ประกันสังคม กำหนดให้บอร์ดประกันสังคมมีทั้งหมด 21 คน โดยมีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธานบอร์ด มีผู้แทนส่วนราชการโดยตำแหน่ง 7 คน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงแรงงาน เลขาธิการ สปส. ผู้แทนจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงบประมาณ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง และอีก 14 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของนายจ้างและผู้ประกันตน ซึ่งมีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี

 

คณะกรรมการชุดนี้จะถือครองอำนาจจัดการกองทุนมูลค่ากว่า 2.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเกี่ยวพันกับชีวิตของผู้ประกันตนกว่า 24.8 ล้านคน (มาตรา 33 จำนวน 12.2 ล้านราย, มาตรา 39 จำนวน 1.5 ล้านราย และมาตรา 40 จำนวน 10.9 ล้านราย) โดยมีอำนาจหลักในการเสนอความเห็นเชิงนโยบาย วางระเบียบการเงิน การจัดหาผลประโยชน์ และอนุมัติงบประมาณของสำนักงาน

 

ภาพทีมประกันสังคมก้าวหน้า 14 คน บนพื้นหลังรูปตาชั่งที่เอียงไปฝั่งทีมประกันสังคมก้าวหน้า 3

 

ด้าน ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ผู้สมัครหมายเลข 44 นำทีมประกันสังคมก้าวหน้าแถลงข่าวพร้อมแสดงความขอบคุณทุกคะแนนเสียงของนายจ้างและผู้ประกันตนที่สละเวลาฝ่าอุทกภัยและการจราจรออกมาร่วมสร้างปรากฏการณ์

 

“เราคือความหวังของประชาชน เราเป็นปีศาจของเหล่าชนชั้นนำเหล่าปรสิตเสมอ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปจากนี้ ตามสโลแกน ตามนโยบายที่เราวางไว้ว่า เราคือบอร์ดสิทธิประโยชน์ ไม่ใช่บอร์ดของชำร่วย เราเอาการปฏิรูป ไม่เอาปฏิทิน”

 

ษัษฐรัมย์ ยังได้ย้อนความสำเร็จในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทีมประกันสังคมก้าวหน้ามีสัดส่วนในบอร์ดเพียง 6 จาก 21 เสียง แต่สามารถขยับขยายสิทธิประโยชน์ทั้งการเพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก 1.2 ล้านคน การเพิ่มค่าชดเชยการว่างงาน และปรับปรุงสิทธิประกันสังคมอื่นๆ ได้อย่างเห็นผล

 

สำหรับการเลือกตั้งรอบนี้ เมื่อทีมสามารถครองเสียงได้มากถึง 14 จาก 21 เสียง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 2 ใน 3 ของบอร์ดประกันสังคมทั้งหมด ษัษฐรัมย์ จึงมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณมากกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปีที่ไม่ได้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยเตรียมใช้ระบบการจัดทำงบประมาณจากฐานศูนย์ (Zero-based budgeting) เพื่อตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็น เช่น งบจัดทำปฏิทินหรือโครงการที่เสี่ยงต่อการทุจริตทับซ้อน

 

ทางฝั่งตัวแทนฝ่ายนายจ้าง ศราริน เรืองปัญญาวุฒิ ผู้สมัครหมายเลข 64 ซึ่งได้รับเลือกเข้ามาในอันดับ 1 ได้ร่วมเปิดเผยถึงกรอบนโยบายเร่งด่วนในระยะ 7 วันแรก ซึ่งเน้นย้ำเรื่องการรักษาวินัยทางการเงินและการตั้งกรอบงบบริหารสำนักงานให้ไม่เกิน 3% จากเดิมที่เคยตั้งไว้สูงถึง 10% รวมถึงการรื้อระบบบริหารจัดการด้านไอทีโดยปรับลดงบประมาณจาก 1,500 ล้านบาท เหลือไม่เกิน 300 ล้านบาท พร้อมผลักดันให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมบอร์ดประกันสังคมและการทำประชาพิจารณ์งบอุดหนุน เพื่อสร้างมาตรฐานความโปร่งใสแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในองค์กรภาครัฐ

 

ภาพทีมประกันสังคมก้าวหน้า 14 คน บนพื้นหลังรูปตาชั่งที่เอียงไปฝั่งทีมประกันสังคมก้าวหน้า 4

 

พนัส ไทยล้วน กับข้อกังวลการกินรวบ-การเมืองแทรกแซง

 

อีกด้านหนึ่งของสมรภูมิเลือกตั้ง (11 ตุลาคม 69) พนัส ไทยล้วน อดีตกรรมการประกันสังคม 8 สมัย และประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ผู้อยู่เบื้องหลังการสนับสนุน ‘กลุ่มพลังแรงงาน’ ผู้สมัครหมายเลข 63-69 ได้ออกมาแสดงความเห็นหลังลงคะแนนเสียง พนัส ระบุว่าการแพ้หรือชนะไม่ใช่เรื่องใหญ่เนื่องจากตนผ่านสนามเลือกตั้งมานับสิบครั้งแล้ว แต่สิ่งที่เจ็บใจคือความรู้สึกว่าครั้งนี้ไม่ใช่การต่อสู้กันระหว่างลูกจ้างด้วยกันเอง ทว่าเป็นการสู้กับศักดิ์ศรีของพรรคการเมืองที่เข้ามาหนุนหลังอยู่เบื้องหลังกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่

 

พนัส ยังได้ตั้งคำถามถึงโครงสร้างการคานอำนาจในบอร์ดชุดใหม่ที่สัดส่วนเสียงตกไปอยู่ในฝั่งเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด โดยกล่าวเตือนว่า “ทุกคนก็รู้อยู่ว่าเอานายจ้างกับลูกจ้างมาอย่างละ 2 แล้วเมื่อได้ผู้ทรงคุณวุฒิอีก 7 คน อนุกรรมการอีก 60 คน แบบนี้เท่ากับมัดตราสังประกันสังคมแล้ว ตายสนิท เพราะทั้งหมดมี 87 คน แล้วมีรัฐบาลอยู่ 7 คน แบบนี้เรียกว่าตายหรือไม่ แล้วจะไปสู้ได้อย่างไร”

 

พร้อมเรียกร้องให้ลูกจ้างตัวจริงช่วยกันรักษาสิทธิขั้นพื้นฐาน และระวังไม่ให้เงินกองทุนประกันสังคมตกไปอยู่ในมือของพรรคการเมืองและหัวหน้าพรรคการเมืองบางคนที่พยายามจ้องจะเขมือบกองทุนแสนล้านบาท

 

ต่อมา (12 ตุลาคม 69) อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเล่าถึงเบื้องหลังชัยชนะครั้งนี้ ด้วยการรณรงค์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝั่งนายจ้างออกมาใช้สิทธิ

 

สส. อิสริยะ มองว่าฝั่งนายจ้างเป็นสมรภูมิสำคัญ เนื่องจากโครงสร้างบอร์ดประกันสังคมแบ่งที่นั่งฝ่ายรัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง ฝ่ายละ 7 คน แม้ผู้ประกันตนจะออกมาใช้สิทธิจำนวนมากเพียงใด ก็มีผู้แทนได้เพียง 7 ที่นั่งเท่ากัน ขณะที่การเลือกตั้งปี 2566 ผู้แทนฝ่ายนายจ้างที่ได้คะแนนสูงสุดได้รับเพียง 409 คะแนน และอันดับ 7 ได้ 252 คะแนน ทั้งที่กองทุนประกันสังคมมีมูลค่าถึง 2.8 ล้านล้านบาท

 

อิสริยะระบุว่า ทีมรณรงค์เลือกใช้การสื่อสารแบบเจาะกลุ่มนายจ้างผ่านเครือข่ายผู้ประกอบการ สมาคมการค้า หอการค้าจังหวัด และกลุ่มแชตต่างๆ ควบคู่กับการสื่อสารผ่านนักคิด นักเขียน ผู้นำภาคธุรกิจ และการรณรงค์ในวงกว้างจากเครือข่ายแรงงานและสื่อมวลชน แม้การเลือกตั้งจะเผชิญปัญหาการลงทะเบียนและเอกสารที่ยุ่งยาก รวมถึงการเลื่อนวันเลือกตั้งหลายครั้ง แต่ผลคะแนนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากสะท้อนถึงการตื่นตัวของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พร้อมแสดงความยินดีกับทีมประกันสังคมก้าวหน้าและหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงกับกองทุนประกันสังคมต่อไป

 

ต่อมา พบว่า อิสริยะได้ลบโพสต์ดังกล่าวแล้ว

 

ภาพทีมประกันสังคมก้าวหน้า 14 คน บนพื้นหลังรูปตาชั่งที่เอียงไปฝั่งทีมประกันสังคมก้าวหน้า 5

 

รมว.แรงงาน ยันไม่เปิดช่องการเมืองแทรกแซง-ยึดกลไกไตรภาคี

 

เมื่อถูกถามถึงข้อสงสัยเรื่องการแทรกแซงทางการเมือง จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน อธิบายว่า โดยหลักการ ฝ่ายการเมืองไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงการทำงานของประกันสังคมได้อยู่แล้ว กลุ่มผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งไม่ได้มาในนามองคาพยพของพรรคการเมือง แต่เป็นการรวมตัวกันทางอุดมการณ์

 

จุลพันธ์ยืนยันว่า รัฐบาลมีหน้าที่กำกับดูแลแต่จะไม่เข้าไปแทรกแซง และส่วนตัวพร้อมที่จะทำงานร่วมกับบอร์ดชุดใหม่เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกันตนทุกคน

 

สำหรับความห่วงใยเรื่องกลไกไตรภาคี (รัฐ-นายจ้าง-ลูกจ้าง) ที่อาจสูญเสียการถ่วงดุลเมื่อฝั่งลูกจ้างและนายจ้างมาจากทีมเดียวกัน จุลพันธ์ชี้แจงว่า กระทรวงแรงงานจะเข้าไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อยืนยันในหลักการไตรภาคีตามมาตรฐานสากล เพื่อให้มั่นใจว่าการขับเคลื่อนนโยบายจะคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ไม่เทไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

 

ส่วนกรณีข้อสังเกตเรื่องการสนับสนุนตัวบุคคลหรือการหาเสียงนั้น หากมีข้อร้องเรียนเข้ามาอย่างเป็นทางการ กระทรวงฯ ก็พร้อมดำเนินการสอบสวนตามข้อกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถูกตั้งสังคมกำลังตั้งคำถามจากชัยชนะของทีมประกันสังคมก้าวหน้า คือ บทบาทของพรรคการเมืองในการเข้ามาช่วยรณรงค์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

 

ตาม ข้อ 23 ของระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2564 กำหนดให้ผู้สมัครต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม รวมถึงการเป็นหรือเคยดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเป็นกรรมการ ที่ปรึกษา หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง เว้นแต่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อกำหนดดังกล่าวมุ่งพิจารณาคุณสมบัติและสถานะของผู้สมัครเป็นหลัก ส่วนการที่พรรคการเมืองหรือเครือข่ายทางการเมืองเข้ามาช่วยรณรงค์ ไม่ได้มีการบัญญัติไว้ นำไปสู่คำถามถึงความชัดเจนของกติกา ซึ่งกระทบกับความเป็นอิสระของบอร์ดประกันสังคมและกลไกการคานอำนาจระหว่างรัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง

 

ภาพทีมประกันสังคมก้าวหน้า 14 คน บนพื้นหลังรูปตาชั่งที่เอียงไปฝั่งทีมประกันสังคมก้าวหน้า 6

 

จุดเปลี่ยนบอร์ดประกันสังคม การคานอำนาจกับกลไกราชการ

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมประกันสังคมก้าวหน้าสามารถกวาดชัยชนะและครองเสียงส่วนใหญ่ 14 ที่นั่งได้อย่างเป็นทางการ ปรากฏการณ์นี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ ในหลายด้าน ทั้งการลดทอนอำนาจฝั่งข้าราชการประจำในบอร์ดฯ, การเปิดฉากปฏิรูปโครงสร้าง สปส. ออกจากการเป็นระบบราชการอุ้ยอ้าย, การยกระดับการลงทุนและการบริหารเงินกองทุนอย่างโปร่งใสเปิดเผยพอร์ตลงทุน, และการปฏิรูปสิทธิประโยชน์เชิงรุกทั้งการคำนวณบำนาญชราภาพ ยา และสิทธิการรักษาพยาบาล

 

ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการช่วงชิงอำนาจนโยบายระหว่าง ‘บอร์ดชุดใหม่’ กับ ‘ฝ่ายบริหารและกลไกราชการ’ ที่สังคมต้องจับตาดูต่อไปนับจากนี้

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising