การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ครั้งที่ 2 ของประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 ได้กลายเป็นหมุดหมายครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์แรงงานไทย
ประเด็นสำคัญ
เมื่อศูนย์อำนวยการจัดการเลือกตั้งฯ ได้เปิดเผยผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการพบว่า ‘ทีมประกันสังคมก้าวหน้า’ สามารถกวาดที่นั่งผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนได้ยกชุดทั้ง 7 ที่นั่ง
ขณะที่ฝ่ายนายจ้างก็ได้รับความไว้วางใจจนกวาดที่นั่งส่วนใหญ่ไปได้เช่นเดียวกัน ทำให้โครงสร้างบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่กำลังจะถูกขับเคลื่อนด้วยขั้วความคิดฝั่งก้าวหน้าอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
สำหรับผลการนับคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ผ่านแดชบอร์ด ทางเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม https://sbe2result.sso.go.th
ผู้แทนฝ่ายนายจ้างที่ได้รับคะแนนสูงสุด 7 อันดับแรก นับได้ 96.63%ได้แก่
- ศราริน เรืองปัญญาวุฒิ ได้คะแนน 8,942 คะแนน
- รัตนสิทธิ สุภาภรณ์ ได้คะแนน 8,883 คะแนน
- กฤษฎา อาทิตย์ จินตกานนท์ ได้คะแนน 8,868 คะแนน
- กฤตวิทย์ หริมเทพาธิป ได้คะแนน 8,818 คะแนน
- สุโขทัย หัตถะรัชต์ ได้คะแนน 8,818 คะแนน
- อดิศร เกิดมงคล ได้คะแนน 8,799 คะแนน
- ภัทรานิษฐ์ ศรีจันทร์ดร ได้คะแนน 8,638 คะแนน
ส่วนผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน 7 อันดับแรก นับได้ 98.56% ได้แก่
- ธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน ได้คะแนน 906,306 คะแนน
- นาริฐา โภไคยอนันต์ ได้คะแนน 905,027 คะแนน
- ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ได้คะแนน 902,648 คะแนน
- เริงฤทธิ์ ละออกิจ ได้คะแนน 900,047 คะแนน
- ปรารานา โพธิ์ดี ได้คะแนน 891,498 คะแนน
- พรทิพย์ โม่งใหญ่ ได้คะแนน 880,302 คะแนน
- ลักษมี สุวรรณภักดี ได้คะแนน 851,533 คะแนน
การเลือกตั้งสรรหาผู้แทนฝ่ายนายจ้าง 7 คน และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน 7 คนในครั้งนี้ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางนโยบายและการดูแลกองทุนสวัสดิการที่มีมูลค่าแสนล้านบาทของประเทศ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเกิดข้อติติงเรื่องกระบวนการประชาสัมพันธ์ที่ล่าช้า ปัญหาระบบลงทะเบียนล่วงหน้าที่ซับซ้อนจนศาลปกครองกลางต้องมีคำสั่งระงับเงื่อนไขบางประการ
ตลอดจนสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดจนต้องเลื่อนวันเลือกตั้งจากช่วงปลายเดือนกันยายนมาเป็นวันที่ 11 ตุลาคม แต่แรงเหวี่ยงจากความต้องการเปลี่ยนแปลงของแรงงานกลับไม่ได้ลดน้อยลงไปตามอุปสรรคทางเทคนิคเหล่านี้

ข้อมูลสะท้อนจาก พ.ต.ท. วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน และ จีระภา บุญรัตน์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ระบุว่า ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในครั้งนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างเกิดคาดหมาย รวมทั้งสิ้น 1,003,615 คน
โดยสถิติผู้ใช้สิทธิ เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2566 ซึ่งฝั่งผู้ประกันตนออกมาใช้สิทธิ 991,415 คน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นถึง 533% ฝั่งนายจ้างออกมาใช้สิทธิเกือบ 12,200 คน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นสูงถึง 733%
แม้ขั้นตอนการตรวจนับคะแนนจาก 5,233 หน่วยทั่วประเทศจะมีความล่าช้าและพบปัญหาขรุขระในบางพื้นที่ แต่ สปส. ยืนยันว่าจะเร่งรัดการประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการและเริ่มทำงานในเดือนพฤศจิกายน 2569
ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งแรกเมื่อปี 2566 ซึ่งเป็นการเลือกคณะกรรมการชุดที่ 14 มีผู้ออกไปใช้สิทธิเพียง 158,335 คน แบ่งเป็นฝ่ายนายจ้าง 1,465 คน (คิดเป็นร้อยละ 46.82 ของผู้ลงทะเบียน) และฝ่ายผู้ประกันตน 156,870 คน (คิดเป็นร้อยละ 18.36 ของผู้ลงทะเบียน)
ในครั้งนั้น ผู้สมัครจากทีมประกันสังคมก้าวหน้าคว้าที่นั่งฝั่งผู้ประกันตนไปได้ 6 คน ส่วนสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทยได้ 1 คน ขณะที่ผู้สมัครฝั่งนายจ้างทั้ง 7 คนได้คะแนนเฉลี่ยเพียง 252 – 409 คะแนน การพุ่งขึ้นของจำนวนผู้ใช้สิทธิในรอบนี้จึงตอกย้ำกระแส ‘ไม่เอาปฏิทิน เอาปฏิรูป’ ที่เปลี่ยนผ่านจากเครือข่ายแรงงานดั้งเดิมสู่การตื่นตัวระดับฐานรากอย่างชัดเจน

กองทุน 2.8 ล้านล้านบาทในมือผู้แทนก้าวหน้า
สำหรับโครงสร้างตาม พ.ร.บ. ประกันสังคม กำหนดให้บอร์ดประกันสังคมมีทั้งหมด 21 คน โดยมีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธานบอร์ด มีผู้แทนส่วนราชการโดยตำแหน่ง 7 คน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงแรงงาน เลขาธิการ สปส. ผู้แทนจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงบประมาณ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง และอีก 14 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของนายจ้างและผู้ประกันตน ซึ่งมีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี
คณะกรรมการชุดนี้จะถือครองอำนาจจัดการกองทุนมูลค่ากว่า 2.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเกี่ยวพันกับชีวิตของผู้ประกันตนกว่า 24.8 ล้านคน (มาตรา 33 จำนวน 12.2 ล้านราย, มาตรา 39 จำนวน 1.5 ล้านราย และมาตรา 40 จำนวน 10.9 ล้านราย) โดยมีอำนาจหลักในการเสนอความเห็นเชิงนโยบาย วางระเบียบการเงิน การจัดหาผลประโยชน์ และอนุมัติงบประมาณของสำนักงาน

ด้าน ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ผู้สมัครหมายเลข 44 นำทีมประกันสังคมก้าวหน้าแถลงข่าวพร้อมแสดงความขอบคุณทุกคะแนนเสียงของนายจ้างและผู้ประกันตนที่สละเวลาฝ่าอุทกภัยและการจราจรออกมาร่วมสร้างปรากฏการณ์
“เราคือความหวังของประชาชน เราเป็นปีศาจของเหล่าชนชั้นนำเหล่าปรสิตเสมอ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปจากนี้ ตามสโลแกน ตามนโยบายที่เราวางไว้ว่า เราคือบอร์ดสิทธิประโยชน์ ไม่ใช่บอร์ดของชำร่วย เราเอาการปฏิรูป ไม่เอาปฏิทิน”
ษัษฐรัมย์ ยังได้ย้อนความสำเร็จในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทีมประกันสังคมก้าวหน้ามีสัดส่วนในบอร์ดเพียง 6 จาก 21 เสียง แต่สามารถขยับขยายสิทธิประโยชน์ทั้งการเพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก 1.2 ล้านคน การเพิ่มค่าชดเชยการว่างงาน และปรับปรุงสิทธิประกันสังคมอื่นๆ ได้อย่างเห็นผล
สำหรับการเลือกตั้งรอบนี้ เมื่อทีมสามารถครองเสียงได้มากถึง 14 จาก 21 เสียง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 2 ใน 3 ของบอร์ดประกันสังคมทั้งหมด ษัษฐรัมย์ จึงมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณมากกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปีที่ไม่ได้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยเตรียมใช้ระบบการจัดทำงบประมาณจากฐานศูนย์ (Zero-based budgeting) เพื่อตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็น เช่น งบจัดทำปฏิทินหรือโครงการที่เสี่ยงต่อการทุจริตทับซ้อน
ทางฝั่งตัวแทนฝ่ายนายจ้าง ศราริน เรืองปัญญาวุฒิ ผู้สมัครหมายเลข 64 ซึ่งได้รับเลือกเข้ามาในอันดับ 1 ได้ร่วมเปิดเผยถึงกรอบนโยบายเร่งด่วนในระยะ 7 วันแรก ซึ่งเน้นย้ำเรื่องการรักษาวินัยทางการเงินและการตั้งกรอบงบบริหารสำนักงานให้ไม่เกิน 3% จากเดิมที่เคยตั้งไว้สูงถึง 10% รวมถึงการรื้อระบบบริหารจัดการด้านไอทีโดยปรับลดงบประมาณจาก 1,500 ล้านบาท เหลือไม่เกิน 300 ล้านบาท พร้อมผลักดันให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมบอร์ดประกันสังคมและการทำประชาพิจารณ์งบอุดหนุน เพื่อสร้างมาตรฐานความโปร่งใสแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในองค์กรภาครัฐ

พนัส ไทยล้วน กับข้อกังวลการกินรวบ-การเมืองแทรกแซง
อีกด้านหนึ่งของสมรภูมิเลือกตั้ง (11 ตุลาคม 69) พนัส ไทยล้วน อดีตกรรมการประกันสังคม 8 สมัย และประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ผู้อยู่เบื้องหลังการสนับสนุน ‘กลุ่มพลังแรงงาน’ ผู้สมัครหมายเลข 63-69 ได้ออกมาแสดงความเห็นหลังลงคะแนนเสียง พนัส ระบุว่าการแพ้หรือชนะไม่ใช่เรื่องใหญ่เนื่องจากตนผ่านสนามเลือกตั้งมานับสิบครั้งแล้ว แต่สิ่งที่เจ็บใจคือความรู้สึกว่าครั้งนี้ไม่ใช่การต่อสู้กันระหว่างลูกจ้างด้วยกันเอง ทว่าเป็นการสู้กับศักดิ์ศรีของพรรคการเมืองที่เข้ามาหนุนหลังอยู่เบื้องหลังกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่
พนัส ยังได้ตั้งคำถามถึงโครงสร้างการคานอำนาจในบอร์ดชุดใหม่ที่สัดส่วนเสียงตกไปอยู่ในฝั่งเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด โดยกล่าวเตือนว่า “ทุกคนก็รู้อยู่ว่าเอานายจ้างกับลูกจ้างมาอย่างละ 2 แล้วเมื่อได้ผู้ทรงคุณวุฒิอีก 7 คน อนุกรรมการอีก 60 คน แบบนี้เท่ากับมัดตราสังประกันสังคมแล้ว ตายสนิท เพราะทั้งหมดมี 87 คน แล้วมีรัฐบาลอยู่ 7 คน แบบนี้เรียกว่าตายหรือไม่ แล้วจะไปสู้ได้อย่างไร”
พร้อมเรียกร้องให้ลูกจ้างตัวจริงช่วยกันรักษาสิทธิขั้นพื้นฐาน และระวังไม่ให้เงินกองทุนประกันสังคมตกไปอยู่ในมือของพรรคการเมืองและหัวหน้าพรรคการเมืองบางคนที่พยายามจ้องจะเขมือบกองทุนแสนล้านบาท
ต่อมา (12 ตุลาคม 69) อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเล่าถึงเบื้องหลังชัยชนะครั้งนี้ ด้วยการรณรงค์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝั่งนายจ้างออกมาใช้สิทธิ
สส. อิสริยะ มองว่าฝั่งนายจ้างเป็นสมรภูมิสำคัญ เนื่องจากโครงสร้างบอร์ดประกันสังคมแบ่งที่นั่งฝ่ายรัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง ฝ่ายละ 7 คน แม้ผู้ประกันตนจะออกมาใช้สิทธิจำนวนมากเพียงใด ก็มีผู้แทนได้เพียง 7 ที่นั่งเท่ากัน ขณะที่การเลือกตั้งปี 2566 ผู้แทนฝ่ายนายจ้างที่ได้คะแนนสูงสุดได้รับเพียง 409 คะแนน และอันดับ 7 ได้ 252 คะแนน ทั้งที่กองทุนประกันสังคมมีมูลค่าถึง 2.8 ล้านล้านบาท
อิสริยะระบุว่า ทีมรณรงค์เลือกใช้การสื่อสารแบบเจาะกลุ่มนายจ้างผ่านเครือข่ายผู้ประกอบการ สมาคมการค้า หอการค้าจังหวัด และกลุ่มแชตต่างๆ ควบคู่กับการสื่อสารผ่านนักคิด นักเขียน ผู้นำภาคธุรกิจ และการรณรงค์ในวงกว้างจากเครือข่ายแรงงานและสื่อมวลชน แม้การเลือกตั้งจะเผชิญปัญหาการลงทะเบียนและเอกสารที่ยุ่งยาก รวมถึงการเลื่อนวันเลือกตั้งหลายครั้ง แต่ผลคะแนนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากสะท้อนถึงการตื่นตัวของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พร้อมแสดงความยินดีกับทีมประกันสังคมก้าวหน้าและหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงกับกองทุนประกันสังคมต่อไป
ต่อมา พบว่า อิสริยะได้ลบโพสต์ดังกล่าวแล้ว

รมว.แรงงาน ยันไม่เปิดช่องการเมืองแทรกแซง-ยึดกลไกไตรภาคี
เมื่อถูกถามถึงข้อสงสัยเรื่องการแทรกแซงทางการเมือง จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน อธิบายว่า โดยหลักการ ฝ่ายการเมืองไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงการทำงานของประกันสังคมได้อยู่แล้ว กลุ่มผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งไม่ได้มาในนามองคาพยพของพรรคการเมือง แต่เป็นการรวมตัวกันทางอุดมการณ์
จุลพันธ์ยืนยันว่า รัฐบาลมีหน้าที่กำกับดูแลแต่จะไม่เข้าไปแทรกแซง และส่วนตัวพร้อมที่จะทำงานร่วมกับบอร์ดชุดใหม่เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกันตนทุกคน
สำหรับความห่วงใยเรื่องกลไกไตรภาคี (รัฐ-นายจ้าง-ลูกจ้าง) ที่อาจสูญเสียการถ่วงดุลเมื่อฝั่งลูกจ้างและนายจ้างมาจากทีมเดียวกัน จุลพันธ์ชี้แจงว่า กระทรวงแรงงานจะเข้าไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อยืนยันในหลักการไตรภาคีตามมาตรฐานสากล เพื่อให้มั่นใจว่าการขับเคลื่อนนโยบายจะคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ไม่เทไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม
ส่วนกรณีข้อสังเกตเรื่องการสนับสนุนตัวบุคคลหรือการหาเสียงนั้น หากมีข้อร้องเรียนเข้ามาอย่างเป็นทางการ กระทรวงฯ ก็พร้อมดำเนินการสอบสวนตามข้อกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถูกตั้งสังคมกำลังตั้งคำถามจากชัยชนะของทีมประกันสังคมก้าวหน้า คือ บทบาทของพรรคการเมืองในการเข้ามาช่วยรณรงค์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม
ตาม ข้อ 23 ของระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2564 กำหนดให้ผู้สมัครต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม รวมถึงการเป็นหรือเคยดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเป็นกรรมการ ที่ปรึกษา หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง เว้นแต่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อกำหนดดังกล่าวมุ่งพิจารณาคุณสมบัติและสถานะของผู้สมัครเป็นหลัก ส่วนการที่พรรคการเมืองหรือเครือข่ายทางการเมืองเข้ามาช่วยรณรงค์ ไม่ได้มีการบัญญัติไว้ นำไปสู่คำถามถึงความชัดเจนของกติกา ซึ่งกระทบกับความเป็นอิสระของบอร์ดประกันสังคมและกลไกการคานอำนาจระหว่างรัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง

จุดเปลี่ยนบอร์ดประกันสังคม การคานอำนาจกับกลไกราชการ
อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมประกันสังคมก้าวหน้าสามารถกวาดชัยชนะและครองเสียงส่วนใหญ่ 14 ที่นั่งได้อย่างเป็นทางการ ปรากฏการณ์นี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ ในหลายด้าน ทั้งการลดทอนอำนาจฝั่งข้าราชการประจำในบอร์ดฯ, การเปิดฉากปฏิรูปโครงสร้าง สปส. ออกจากการเป็นระบบราชการอุ้ยอ้าย, การยกระดับการลงทุนและการบริหารเงินกองทุนอย่างโปร่งใสเปิดเผยพอร์ตลงทุน, และการปฏิรูปสิทธิประโยชน์เชิงรุกทั้งการคำนวณบำนาญชราภาพ ยา และสิทธิการรักษาพยาบาล
ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการช่วงชิงอำนาจนโยบายระหว่าง ‘บอร์ดชุดใหม่’ กับ ‘ฝ่ายบริหารและกลไกราชการ’ ที่สังคมต้องจับตาดูต่อไปนับจากนี้


