กลุ่มติดอาวุธฮูตีในเยเมน ยิงขีปนาวุธโจมตีสนามบินนานาชาติคิงคาลิด (King Khalid International Airport) ในกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย วานนี้ (11 ตุลาคม) เป็นครั้งที่ 2 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอีก 1 คน และบาดเจ็บ 11 คน และทำให้เกิดไฟไหม้อาคารผู้โดยสาร ขณะที่การโจมตีครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ (10 ตุลาคม) ทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 13 คน และบาดเจ็บ 308 คน
หน่วยงานการบินพลเรือนของซาอุฯ ระบุว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยชาวซาอุฯ 4 คน ชาวบังกลาเทศ 2 คน และชาวอเมริกัน จอร์แดน ปาเลสไตน์ ซีเรีย ซูดาน และอียิปต์ ประเทศละ 1 คน
กลุ่มฮูตีประกาศยอมรับว่า พวกเขาอยู่เบื้องหลังการโจมตีสนามบินในริยาด ด้วยโดรนและขีปนาวุธ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และเตือนไปยังสายการบินและผู้โดยสารไม่ให้ใช้สนามบินและน่านฟ้าของซาอุฯ
เหตุโจมตีครั้งนี้ ถือเป็นการโจมตีของกลุ่มฮูตี ต่อซาอุฯ ที่ร้ายแรงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ ทำให้หน่วยงานการบินพลเรือนของซาอุฯ ต้องระงับการดำเนินงานและเปลี่ยนเส้นทางเที่ยวบินทั้งหมด
สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรต้องออกคำเตือนการเดินทางไปยังซาอุฯ สำหรับพลเมืองของตน โดยมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ประณามการโจมตีและยืนยันว่า มีพลเมืองอเมริกันเสียชีวิตจากการโจมตีครั้งนี้
ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า “สหรัฐฯ จะตัดสินใจและดำเนินการอย่างรวดเร็ว ว่าจะโจมตีกลุ่มฮูตีหรือไม่”
ทำไมกลุ่มฮูตี จึงโจมตีสนามบินซาอุฯ?
เหตุโจมตีสนามบินในกรุงริยาด เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สงครามกลางเมืองในเยเมนระหว่างฝ่ายรัฐบาล (ซึ่งได้รับการรับรองในระดับสากลและได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลซาอุฯ) กับกลุ่มกบฎฮูตี (ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน) ที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังยืดเยื้อมานานกว่าทศวรรษและคร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันคน ขณะที่ทำให้เยเมนกลายเป็นประเทศที่ตกอยู่ในภาวะวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ปัจจุบัน กลุ่มฮูตีควบคุมพื้นที่ประมาณ 1 ใน 4 ของเยเมน รวมถึงกรุงซานา และมีประชากรในพื้นที่ควบคุมมากถึง 80% ของประเทศ โดยอาวุธยุทโธปกรณ์ของกลุ่มพัฒนาไปไกลมาก นับตั้งแต่สามารถยึดครองกรุงซานาจากรัฐบาลได้ในเดือนกันยายน 2014
โดรนและขีปนาวุธของพวกเขาสามารถโจมตีไปได้ไกลถึงอิสราเอล และจากความแม่นยำที่แสดงให้เห็น สามารถโจมตีเป้าหมายเฉพาะเจาะจงได้ เช่น สนามบินและโรงงานน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย
การโจมตีซาอุฯ ของกลุ่มฮูตี ปะทุขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายน หลังข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างกลุ่มฮูตีและกองกำลังพันธมิตรนานาชาติที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเจรจาไว้ในปี 2022 ล่มสลายไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงยืดเยื้อและตึงเครียด
โฆษกกองกำลังพันธมิตรนานาชาติที่นำโดยซาอุฯ แถลงประณามการโจมตีสนามบินในริยาดครั้งนี้ว่า เป็น ‘อาชญากรรมสงคราม’ และประกาศว่า “จะตอบโต้การกระทำของกลุ่มฮูตี”
ขณะที่กลุ่มฮูตี อ้างเหตุผลในการโจมตีสนามบินริยาด เนื่องจากซาอุฯ สนับสนุนกองกำลังฝ่ายรัฐบาลในสงครามกลางเมืองเยเมน รวมถึงเป็นการตอบโต้ซาอุฯ ที่โจมตีทางอากาศในหลายพื้นที่ของเยเมนในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงโจมตีสนามบินในกรุงซานา
ทั้งนี้ กลุ่มฮูตี มีเป้าหมายใหญ่คือการยึดครองเยเมนทั้งประเทศ และต้องการให้ซาอุฯ ยุติการปิดล้อมและแทรกแซงสถานการณ์ในเยเมน รวมถึงต้องการเข้าถึงรายได้จากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของเยเมน
ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มฮูตีสามารถยึดครองพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายฝั่งทะเลแดงได้เป็นวงกว้าง รวมถึงท่าเรือโมคา (Mokha) ซึ่งตั้งอยู่ติดกับช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab al-Mandab Strait) อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญและเป็นเส้นทางคอขวดสำหรับการขนส่งทางทะเลทั่วโลก
ขณะที่ก่อนหน้านี้ ทางกลุ่มยังประกาศ ‘มาตรการปิดกั้นทางทะเล’ ต่อซาอุฯ ก่อนจะเริ่มปฏิบัติการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนไปยังสนามบิน โรงกลั่นน้ำมัน และเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุฯ ในทะเลแดง
ทำไมระบบป้องกันภัยทางอากาศของซาอุฯ รับมือไม่ไหว?
ซาอุฯ มีกองทัพที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครันที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูงหลายชั้น
ทางการซาอุฯ เปิดเผยว่า กองกำลังของพวกเขาสามารถยิงสกัดขีปนาวุธได้หลายลูกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงขีปนาวุธสองลูกที่มุ่งเป้าไปที่เมืองหลวงเมื่อวันพฤหัสบดี แต่พวกเขาไม่สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธที่ตกใส่สนามบินนานาชาติคิงคาลิดในกรุงริยาดเมื่อวันเสาร์ได้
นาวาฟ โอบาอิด (Nawaf Obaid ) นักวิจัยอาวุโสจากภาควิชาการศึกษาด้านสงครามของ Kings College มองว่า การที่ขีปนาวุธสามารถเล็ดรอดระบบป้องกันภัยทางอากาศของซาอุฯ เข้ามาได้เป็นครั้งคราวนั้นเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ เนื่องจากขนาดของประเทศและพรมแดนที่ติดกับเยเมน
“ถึงแม้ระบบป้องกันภัยทางอากาศจะมีหลายชั้น แต่ก็จะมีช่องโหว่เข้ามาได้เสมอ” เขากล่าว พร้อมชี้ให้เห็นว่า “การโจมตีของกลุ่มฮูตีหลายสิบครั้งถูกสกัดกั้นได้สำหรับการโจมตีที่ประสบความสำเร็จแต่ละครั้ง”
ภาพ : Social Media/via REUTERS
อ้างอิง :


