วันนี้ (3 ตุลาคม) ร.ต.อ. พงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตโฆษกกรุงเทพมหานคร ออกมาโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีดราม่าโครงการบึงรับน้ำ (แก้มลิง) 6 แห่งในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า กทม. ยกเลิกโครงการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุนอสังหาริมทรัพย์ก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรรหรู พร้อมสนับสนุนการตรวจสอบของ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ที่ติดตามเรื่องดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง
ร.ต.อ. พงศกร ระบุว่า ปัจจุบันมีกระบวนการพยายามผลิตข่าวปลอมว่าโครงการดังกล่าวถูกยกเลิกในสมัย พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งไม่เป็นความจริง โดยได้เปิดเผยลำดับเหตุการณ์ (Timeline) สำคัญว่า โครงการนี้ถูกผลักดันมาตั้งแต่ปี 2560 แต่สาเหตุที่การออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินล่าช้า เป็นเพราะในปี 2562 มีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนฯ ฉบับใหม่ ทำให้ กทม. ต้องกลับไปเริ่มต้นกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและสำรวจพื้นที่ใหม่ตามขั้นตอนกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ในยุคของ พล.ต.อ. อัศวิน ได้ผลักดันกระบวนการทั้งหมดจนมาถึงขั้นตอนเตรียมเสนอร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนแล้วในช่วงต้นปี 2565 ก่อนที่จะลาออกจากตำแหน่ง และเมื่อเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของผู้บริหารชุดปัจจุบัน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พบว่า สำนักการระบายน้ำได้มีหนังสือทบทวนความจำเป็นของโครงการในช่วงกลางปี 2566 และนำมาสู่ข้อสรุปในเดือนสิงหาคม 2567 ที่เห็นควรให้ยกเลิก โครงการบึงคู้บอนและคลองบางชัน โดยมองว่าการใช้อุโมงค์ระบายน้ำร่วมกับการปรับปรุงคลองมีความคุ้มค่ามากกว่า
ร.ต.อ. พงศกร ได้ตั้งคำถามสำคัญถึงกรณีที่ กทม. แถลงว่าโครงการนี้ใช้งบประมาณสูงถึง 11,000 ล้านบาท โดยเปิดหลักฐานเอกสารการสำรวจและตั้งงบประมาณการเวนคืนในอดีต ซึ่งระบุตัวเลขไว้เพียง 324 ล้านบาท ประกอบด้วยที่ดินประมาณ 107 แปลง และสิ่งปลูกสร้าง 24 รายการ
ส่วนประเด็นการก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรรทับพื้นที่ ร.ต.อ. พงศกร ชี้แจงว่า ตามกฎหมายเวนคืน มาตรา 23 ระบุชัดเจนว่า หากผู้ใดทราบอยู่แล้วว่าจะมีการเวนคืนแต่ยังปลูกสร้างเพื่อหวังเงินทดแทน จะไม่สามารถนำมาคำนวณเป็นค่าเวนคืนเพิ่มได้ อีกทั้งโครงการนี้มีการปักป้ายแจ้งเตือนชัดเจนบริเวณหน้าหมู่บ้านตั้งแต่ต้น ดังนั้น ไม่ว่าจะมีการก่อสร้างเพิ่มเติมมูลค่ามหาศาลเพียงใด ยอดประเมินการเวนคืนจะต้องคงอยู่ที่ 324 ล้านบาทเช่นเดิม
นอกจากนี้ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ว่า เอกชนเอาความมั่นใจมาจากไหนในการลงทุนสร้างหมู่บ้านและซื้อที่ดิน ทั้งที่ทราบดีว่าหากถูกเวนคืนจะได้รับค่าชดเชยเท่าเดิม และเหตุใดจึงกล้ามั่นใจว่า กทม. ในยุคหลังปี 2565 จะไม่เดินหน้าโครงการนี้ต่อ
พร้อมทิ้งท้ายเรียกร้องให้ผู้บริหาร กทม. ชุดปัจจุบัน ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงว่าตัวเลข 11,000 ล้านบาทนั้นมาจากจุดใด และเหตุใดจึงสั่งทบทวนและยกเลิกโครงการ ทั้งที่กระบวนการได้ดำเนินการมาจนถึงขั้นเตรียมออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินแล้ว


