×

ซีอีโอไปรษณีย์ไทยยอมรับ ThailandPostMart แข่งแพลตฟอร์มต่างชาติเป็นเรื่องยาก ชูข้อมูลพื้นที่จากบุรุษไปรษณีย์เป็นจุดแข็งที่คู่แข่งใช้เงินเลียนแบบไม่ได้

03.08.2026
  • LOADING...
ภาพบุรุษไปรษณีย์พร้อมข้อความเกี่ยวกับข้อมูลพื้นที่ที่เป็นจุดแข็งของไปรษณีย์ไทย

ก้าวใหม่ ‘ไปรษณีย์ไทย’ ไม่ใช่แค่ส่งของอีกต่อไป แต่ขอเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมทุก Touch Point สู่โซลูชันเชิงธุรกิจ พร้อมอัปเกรดแพลตฟอร์ม ThailandPostMart ที่เปิดมาตั้งแต่ 8 ปี สู่การสร้างรายได้ให้ชุมชนปีละ 600–700 ล้านบาท แต่ยังยอมรับตรงๆ ว่าการแข่งกับแพลตฟอร์มต่างชาติที่มีขนาดและทรัพยากรมหาศาลเป็นเรื่องยาก

 

 
 

ดร. ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยถึงผลประกอบการในปี 2568 ไปรษณีย์ไทยมีรายได้รวม 22,172.57 ล้านบาท โดยรายได้จากการขนส่งและโลจิสติกส์คิดเป็น 10,712 ล้านบาท มีกำไรก่อนหักภาษีและรายการอื่นๆ 450 ล้านบาท

 

“ยอมรับว่าปีที่ผ่านมาการทำธุรกิจไม่ง่ายเลย เนื่องจากต้องเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์”

 

ขณะที่ผลการดำเนินงานในครึ่งแรกของปี 2569 มีรายได้รวม 11,368.25 ล้านบาท โตขึ้น 2.98% และปริมาณชิ้นงานเพิ่มขึ้น 1.90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้หลักมาจากธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ 51.33%

 

รองลงมาคือบริการไปรษณียภัณฑ์ 34.92% และบริการระหว่างประเทศ 7.86% ถือว่าเติบโตเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะเจอความท้าทายด้านต้นทุนน้ำมันแต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการและการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ โดยคาดว่ารายได้ EMS ตลอดปี 2569 จะยังสูงกว่า 10,000 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาบริษัทได้บริหารจัดการต้นทุนในทุกมิติและมีการปรับใช้พลังงานทางเลือกเพื่อลดผลกระทบ โดยรวมแล้วถือว่าตั้งรับได้ค่อนข้างดี เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของบอร์ดบริหารที่ต้องการเห็นผลบวกในทุกมุม เพราะหลังจากที่บริษัทเคยประสบปัญหาขาดทุนในอดีต แต่ปัจจุบันก็สามารถกลับมาทำกำไรได้แล้ว

 

“ส่วนเป้าสิ้นปี จริงๆ ก็อยากได้กำไร แต่ภายในองค์กรจะให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดมากกว่าตัวเลขกำไร ซึ่งบางครั้งมันมีเรื่องของทางบัญชีที่ควบคุมยาก แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นต้องมาดูว่ากระแสเงินสดจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ ถ้าเพิ่มขึ้นก็หมายความว่ายังมีรายรับกับรายจ่ายที่สอดคล้องกัน”

 

เปิดแผนปี 2569–2570 ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูลและพันธมิตร

 

ดร. ดนันท์ กล่าวต่อถึงสถานการณ์ที่เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้ใช้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ไปรษณีย์ไทยจึงวางกลยุทธ์ ‘RelationSHIFT’ เพื่อต่อยอดการเติบโตขององค์กรจากการเน้นปริมาณการขนส่งไปสู่การสร้างคุณค่าจากข้อมูล โดยมีแนวทางหลักคือเข้าใจผู้ใช้บริการให้ลึกขึ้นและสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร ใช้ระบบ CRM ข้อมูล พัฒนาบริการโซลูชันและโมเดลธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ลูกค้าโดยเปลี่ยนการเติบโตจากแบบ Volume-Based ไปเป็น Value-Based

 

สำหรับแผนงานในช่วงปี 2569–2570 มุ่งยกระดับศักยภาพองค์กรด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี AI นำข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้ใช้บริการมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างการเติบโตร่วมกับลูกค้า ตามด้วยผู้ประกอบการ และพันธมิตร โดยมุ่งสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโลกจริงกับโลกดิจิทัล เช่น ระบบส่งเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ หากปลายทางยังไม่มีตู้จดหมายดิจิทัล เอกสารสามารถถูกพิมพ์ออกมาแล้วส่งเป็นแผ่นกระดาษถึงหน้าบ้านให้ผู้รับได้

 

นอกจากนี้ ยังเปิดตัว ‘Prompt Pass’ แพลตฟอร์มเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่ผ่านการยืนยันความถูกต้อง เช่น ทรานสคริปต์การศึกษา ช่วยให้การสมัครงานและกระบวนการต่างๆ รวดเร็วขึ้น โดยผู้ใช้งานสามารถส่งข้อมูลดิจิทัลไปยังบริษัทโดยตรงโดยไม่ต้องใช้เอกสารกระดาษ ช่วยลดความยุ่งยากในชีวิตประจำวันของผู้คน โดยไปรษณีย์ไทยคาดว่า บริการใหม่ๆ เหล่านี้จะช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับองค์กรได้ถึงราว 60% ภายใน 2–3 ปีข้างหน้า

 

ยอมรับแพลตฟอร์มรายเล็ก สู้ต่างชาติ ที่เป็น Global Scale ได้ยาก

 

ผู้สื่อข่าวสอบถามต่อถึงแพลตฟอร์ม ThailandPostMart ที่เปิดให้บริการมานานประมาณ 8 ปี วันนี้สามารถขยับขึ้นมาใกล้เคียงกับแพลตฟอร์มต่างชาติบ้างหรือยัง

 

ดร.ดนันท์ อธิบายว่า แพลตฟอร์มในประเทศยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบขนส่งในประเทศ แต่ยอมรับว่าการแข่งกับแพลตฟอร์มระดับโลกเป็นเรื่องยาก เพราะขนาดและทรัพยากรต่างกัน และต้องบอกว่า Global Scale และ Local Scale มันคนละเรื่องกัน ดังนั้นเป้าหมายของบริษัทจึงไม่ใช่การเติบโตเทียบเท่าแพลตฟอร์มต่างชาติ แต่เน้นการเข้าไปช่วยเหลือและตอบโจทย์ผู้ประกอบการอย่างตรงจุดมากกว่า

 

โดยปัจจุบัน ThailandPostMart สามารถสร้างยอดขายให้ชุมชนได้ประมาณ 600-700 ล้านบาทต่อปี หลังจากมีการขยายช่องทางการขายและเชื่อมโยงผู้ประกอบการชุมชนให้เข้าถึงตลาดได้ง่ายขึ้น แม้จะไม่มีงบโฆษณาเท่ากับแพลตฟอร์มต่างชาติ แต่เน้นชูจุดเด่นในเรื่องของการลดต้นทุนให้ผู้ขายและเป็นช่องทางตรงในการจำหน่ายสินค้า

 

ต่อจากนี้ก็มีแผนเพิ่มการจับคู่ผู้ซื้อผู้ขาย โดยใช้ความได้เปรียบของการที่บุรุษไปรษณีย์มีข้อมูลในพื้นที่ ทำให้รู้ว่าผู้บริโภคตัวจริงอยู่ที่ไหน ซึ่งช่วยให้แบรนด์หรือพาร์ตเนอร์สามารถส่งสินค้าไปทดสอบและขยายตลาดไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด ซึ่งเป็นจุดแข็งที่คู่แข่งหรือแพลตฟอร์มต่างชาติไม่สามารถใช้เงินทุนเลียนแบบได้

 

พร้อมหนุนรัฐดัน OCN ดึง Data การชอปปิงกลับไทย หยุดพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ

 

พร้อมกันนี้ยังแสดงความเห็นถึงแนวคิดของภาครัฐที่เตรียมพัฒนา Open Commerce Network (OCN) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแห่งชาติ ดร. ดนันท์ อธิบายให้เห็นภาพว่าแพลตฟอร์มจะไม่ได้มีหน้าตาเหมือนแอปพลิเคชันทั่วไป แต่จะเป็นแพลตฟอร์มหลังบ้านสำหรับดึงดูดผู้ขายที่รัฐต้องการสนับสนุน โดยผูกสิทธิประโยชน์และสวัสดิการของรัฐเข้าไป

 

ขณะที่ประโยชน์ของแพลตฟอร์มนี้คือการดึงข้อมูลพฤติกรรมการซื้อขายของคนไทยกลับมาเป็นของประเทศ เพราะปัจจุบันข้อมูลเหล่านี้ตกไปอยู่กับแพลตฟอร์มต่างชาติทั้งหมด ทำให้ไทยไม่รู้แม้กระทั่งว่าสินค้าที่คนไทยซื้อเยอะที่สุดคืออะไร เมื่อไม่รู้ปัญหาที่ตามมาคือไม่สามารถพัฒนาสินค้าให้เป็นที่ต้องการของตลาดได้

 

ซึ่งมองว่าถ้ารัฐบาลไม่ขับเคลื่อนอย่างจริงจังโครงการนี้คงไม่เกิด แต่ถ้าต้องการทำจริงๆ ไปรษณีย์ไทยก็พร้อมที่จะเข้าไปสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับภาครัฐ

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories