ในโลกที่ความมั่นคงทางพลังงานถูกใช้เป็นอาวุธสงคราม และวิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังขยับจาก ‘สภาวะโลกร้อน’ สู่ ‘สภาวะโลกเดือด’ ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแพร่งครั้งสำคัญ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2024) ได้ปลุกความหวังและข้อถกเถียงเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ท่ามกลางหมอกควันของความกลัวและความไม่รู้ MIT Sloan ASEAN Office ได้เปิดพื้นที่สนทนาสำคัญด้วยการเชิญ Prof. Michael Short นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ระดับโลกจากสถาบัน MIT ที่เดินทางมาถ่ายทอดวิสัยทัศน์ว่าด้วยอนาคตที่เลี่ยงไม่ได้
THE STANDARD โดย ดร.ณัฏฐา โกมลวาทิน แห่งรายการ THE WORLD DIALOGUE สัมภาษณ์พิเศษกับ Prof. Short เพื่อถอดรหัสว่า เหตุใดนักวิทยาศาสตร์ท่านนี้จึงเชื่อมั่นว่า ‘อะตอม’ คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการกอบกู้อนาคต และทำไมความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดของไทยในเวลานี้อาจคือการไม่ทำอะไรเลย
Executive Insight: นิวเคลียร์ในโลกยุคผลัดใบ
ก่อนจะก้าวสู่บทสนทนาเชิงลึก เราต้องเข้าใจก่อนว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Nuclear Renaissance ที่แตกต่างจากอดีตโดยสิ้นเชิง
- ในยุโรป: ฝรั่งเศสกลายเป็น ‘โรงไฟฟ้าของทวีป’ ด้วยสัดส่วนนิวเคลียร์กว่า 70% ขณะที่ประเทศอย่างโปแลนด์และโรมาเนียเริ่มสั่งซื้อเทคโนโลยี SMR เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซจากรัสเซีย
- ในเอเชีย: จีนกำลังสร้างโรงไฟฟ้าปรมาณูด้วยความเร็วที่โลกต้องตะลึง เพื่อกำจัดมลพิษทางอากาศที่คร่าชีวิตประชากรปีละนับล้าน
บทเรียนจากวิกฤตยูเครนสอนให้โลกรู้ว่า การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากภายนอกเพียงอย่างเดียวคือความเปราะบาง และนี่คือจุดเริ่มต้นของ The Nuclear Dialogue ในครั้งนี้
เมื่อลมและแสงแดดอาจไม่พอ: สมการที่ต้องการ ‘จิ๊กซอว์’ ตัวสุดท้าย
ประเทศไทยตั้งอยู่ในชัยภูมิที่มีแสงแดดจัดและมีศักยภาพพลังงานลมในหลายพื้นที่ เรามุ่งหน้าเข้าสู่พลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มกำลัง แต่ Prof. Short ชี้ให้เห็นถึงความจริงที่ยากจะปฏิเสธในเชิงวิศวกรรม
เขากล่าวว่าพลังงานหมุนเวียนมีข้อจำกัดเรื่องความไม่สม่ำเสมอ แสงแดดไม่ได้ส่อง 24 ชั่วโมง และลมไม่ได้พัดตลอดเวลา แม้ระบบกักเก็บพลังงานหรือแบตเตอรี่จะพัฒนาไปมาก แต่ยังมีต้นทุนมหาศาลหากต้องสำรองไฟไว้ใช้ทั้งประเทศในวันที่ฟ้าปิดติดต่อกันนับสัปดาห์
“ผมไม่เคยบอกว่าเราควรทำนิวเคลียร์อย่างเดียว ผมชอบพลังงานลมและแสงแดดมาก เพราะเป็นพลังงานฟรีและสะอาด แต่เราไม่สามารถรันระบบโครงข่ายไฟฟ้า (ด้วยพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียวได้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้ที่ระบบกักเก็บยังไม่ถูกพอ) ดังนั้นเราจึงต้องการแหล่งพลังงานพื้นฐานที่ไม่ปล่อยคาร์บอนมาประคองระบบไว้”

ทลายมายาคติ ‘เชอร์โนบิล’ และ ‘ฟิสิกส์แห่งความหวัง’
ณัฏฐา: สำหรับคนไทย ภาพของเชอร์โนบิลและฟุกุชิมะยังคงเป็นฝันร้ายที่สลัดไม่หลุด ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ คุณจะอธิบายความกังวลนี้อย่างไร
Prof. Short: ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นครับ แต่นักวิทยาศาสตร์มองที่กลไกอุบัติเหตุที่เชอร์โนบิลเกิดจากการออกแบบที่ปัจจุบันผิดกฎหมายสากลไปแล้ว เตาปฏิกรณ์ยุคนั้นมีระบบที่เรียกว่า Positive Feedback หรือการที่ยิ่งร้อนยิ่งเร่งปฏิกิริยาจนควบคุมไม่ได้ แต่เตาปฏิกรณ์ในปัจจุบันถูกบังคับให้ใช้ระบบ Negative Feedback เท่านั้น
Prof. Short ขยายความด้วยว่า ในทางฟิสิกส์สมัยใหม่ เตาปฏิกรณ์ถูกออกแบบมาให้หยุดตัวเองได้โดยธรรมชาติ เมื่ออุณหภูมิสูงเกินขีดจำกัด ตัวกลางจะขยายตัวจนปฏิกิริยานิวเคลียร์ชะลอลงเองโดยอัตโนมัติ
“มันไม่ได้ปลอดภัยเพราะคนบอกให้ปลอดภัย แต่ปลอดภัยเพราะกฎฟิสิกส์บังคับให้เป็นเช่นนั้น สำหรับฟุกุชิมะ บทเรียนสำคัญไม่ใช่เรื่องนิวเคลียร์ แต่คือเรื่องการเพิกเฉยต่อภูมิปัญญาที่เตือนเรื่องภัยธรรมชาติ หากเราดูสถิติ ‘อัตราการเสียชีวิตต่อเทราวัตต์-ชั่วโมง’ นิวเคลียร์ปลอดภัยไม่ต่างจากพลังงานลมหรือแสงแดด และปลอดภัยกว่าฟอสซิลนับพันเท่า”
คำถามสำคัญ: ใครจะยอมให้มีโรงไฟฟ้า ‘ที่หลังบ้านตัวเอง’?
ณัฏฐา: หนึ่งในอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดคือความรู้สึกของผู้คน ไม่มีใครอยากให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตั้งอยู่ใกล้บ้านหรือในพื้นที่ของตัวเอง คุณมีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไร
Prof. Short: เป็นคำถามที่สำคัญมากครับ เราทราบดีว่าไม่มีใครอยากให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่ใกล้บ้าน แต่ความจริงคือเราไม่มีวันไปถึงจุดที่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ไม่ว่าจะเป็นพลังงานชนิดใดก็ตาม สิ่งที่เราทำได้คือการพิสูจน์ด้วยตัวเลขและระบบความปลอดภัยที่จับต้องได้
เขาย้ำว่า นิวเคลียร์และโซลาร์เซลล์มีอัตราการเสียชีวิตต่อหน่วยพลังงานที่ใกล้เคียงกันมาก “ความต่างคืออุบัติเหตุจากโซลาร์มักเกิดกับทีละคน เช่น ตกจากหลังคาขณะติดตั้ง แต่นิวเคลียร์เป็นข่าวใหญ่ครั้งละมากๆ ทำให้คนรู้สึกกลัวพื้นที่ใกล้เคียงมากกว่าความเป็นจริง แต่หากเราสร้างระบบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ชุมชนจะเริ่มเข้าใจว่านิวเคลียร์ไม่ใช่ศัตรู แต่คือเพื่อนบ้านที่ส่งมอบพลังงานสะอาดให้พวกเขา”

Inaction Bias ความเชื่อที่อันตรายกว่ารังสี
ณัฏฐา: คุณมักพูดถึงคำว่า ‘Inaction Bias’ มันส่งผลอย่างไรต่อการตัดสินใจเรื่องพลังงานของประเทศ
Prof. Short: มนุษย์เรามีอคติที่เชื่อว่า ‘ถ้าไม่ทำอะไรเลยจะปลอดภัยกว่า’ แต่ในเรื่องพลังงานนั่นคือความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุด หากไทยไม่เริ่มขยับตัว เราก็ต้องเผาฟอสซิลต่อไป ผลลัพธ์คือคนจะเสียชีวิตจาก PM2.5 และมลพิษมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี นั่นคือความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ในขณะที่อุบัติเหตุนิวเคลียร์คือความเสี่ยงในอนาคตที่ต่ำมากและป้องกันได้
เขาย้ำว่า นิวเคลียร์ไม่ใช่คู่แข่งของโซลาร์หรือลม แต่มันคือ Baseload ที่สะอาดและมั่นคงที่สุด เมื่อแสงแดดไม่มีและลมไม่พัด นิวเคลียร์คือฟันเฟืองที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจไม่หยุดชะงัก
SMR และ 123 Agreement ตั๋วใบสำคัญสู่ความมั่นคง
ในเชิงลึก Prof. Short ชี้เป้าไปที่เทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactors) ซึ่งเหมาะสมกับภูมิศาสตร์และโครงข่ายไฟฟ้าของไทย
- Modularization: ผลิตจากโรงงานมาตรฐาน ลดความเสี่ยงจากการก่อสร้างที่ผิดพลาด
- Scalability: เริ่มต้นจากขนาดเล็ก ค่อยๆ ขยายตามความต้องการใช้ไฟ
แต่หัวใจสำคัญที่จะทำให้ไทยก้าวสู่เวทีนิวเคลียร์โลกได้อย่างสง่างามคือ 123 Agreement
“ข้อตกลงนี้คือสัญญาทางใจและทางกฎหมายกับสหรัฐฯ ว่าเราจะใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ แต่จะให้อะไรมากกว่านั้น เพราะคือการเปิดประตูสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี การฝึกอบรมบุคลากรที่ MIT และการเข้าถึงมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก หรือ ‘Gold Standard’ ที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งนักลงทุนและประชาชนไทย”

Anthro-Engineering เมื่อวิศวกรต้องสวมหัวใจมานุษยวิทยา
ณัฏฐา: อุปสรรคใหญ่ของไทยไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือการยอมรับจากสังคม คุณมีคำแนะนำอย่างไร
Prof. Short: ผมเสนอแนวคิดที่เรียกว่า Anthro-Engineering เราไม่ควรเดินเข้าไปในชุมชนแล้วบอกว่าผมเก่งฟิสิกส์ เชื่อผมเถอะ แต่เราต้องทำวิจัยเชิงมานุษยวิทยา ลงไปใช้ชีวิต ไปฟังว่าเขาห่วงอะไร สิ่งแวดล้อมหรือรายได้ ในสหรัฐฯ เราใช้เวลาทำประชาพิจารณ์นานหลายปี เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนรู้สึกว่าเสียงของเขาได้รับฟัง แม้จะทำให้โครงการช้าลง แต่คือการสร้างรากฐานที่ยั่งยืนที่สุด
เขาเน้นย้ำว่า สำหรับไทยต้องลงมือ ‘สร้างผู้เชี่ยวชาญเรื่องนิวเคลียร์’ เป็นลำดับแรก เพื่อให้คนไทยเป็นผู้ตรวจสอบและเลือกเทคโนโลยีด้วยมือของคนไทยเอง
พลังงานนิวเคลียร์ในสายตาของ ‘พ่อ’
นักวิทยาศาสตร์ท่านนี้ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 25 ปี ทุ่มเทศึกษาทุกแง่ทุกมุมเกี่ยวกับอะตอม ฟิสิกส์ และพลังงานนิวเคลียร์ เมื่อถามถึงแรงบันดาลใจ ศาสตราจารย์วัย 42 ปีคนนี้บอกว่า สิ่งที่ขับเคลื่อนเขาไม่ใช่เกียรติยศจาก MIT แต่คือความรับผิดชอบต่ออนาคต
Prof. Short: ผมมีลูกชายวัย 10 ขวบ วันหนึ่งที่บอสตันมีหมอกควันจากไฟป่ารุนแรงจนหายใจลำบาก ภรรยาผมถามว่า ‘นี่มันเกิดอะไรขึ้น?’ ผมบอกตัวเองในวันนั้นว่าผมไม่อยากให้ชีวิตลูกชายผมยากกว่าชีวิตของผม ผมอยากให้เขาเติบโตมาในโลกที่มีอากาศบริสุทธิ์และไม่ต้องแย่งชิงทรัพยากรพลังงานกับใคร นิวเคลียร์อาจไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่มันคือทางเดียวที่เรามีตอนนี้ที่จะรักษาโลกไว้ให้คนรุ่นถัดไป
บทสรุปจาก The Nuclear Dialogue
นิวเคลียร์ในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่เรื่องของระเบิดหรือหายนภัย แต่คือเรื่องของสถิติ ความโปร่งใส และความมั่นคงของมนุษยชาติ ถ้าไทยสามารถเปลี่ยนผ่านจากความกลัวสู่ความเข้าใจ สร้างการพูดคุยที่รวมเอาลม แสงแดด และนิวเคลียร์ มาอยู่ในสมการเดียวกัน พร้อมเริ่มสร้าง ‘บุคลากร’ ตั้งแต่วันนี้ นิวเคลียร์อาจคือเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่พาไทยก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างมั่นใจ
อ้างอิง:
- Interviewee: Prof. Michael Short, Department of Nuclear Science and Engineering, MIT.
- Host: Dr. Nattha Komolvadhin, The World Dialogue, THE STANDARD.
- Context: Energy Strategy Workshop by MIT Sloan ASEAN Office, Bangkok.
- Technical: 123 Agreement, SMR, Passive Safety Systems.


