มกราคมที่ผ่านมาภาพการลงทุนเปิดตัวได้ไม่แย่นัก พระเอก และนางเอกตัวจริง คือทองและเงิน
ในอดีตทองคำถือว่าเป็นสินทรัพย์ ปลอดภัยมีความมั่นคงสูง แต่ปัจจุบัน ถือเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนทุกประเภทให้ความสนใจ และอาจจะบอกได้ว่าเป็นสินทรัพย์ที่ต้องมีติดพอร์ตกันทุกคน ทั้งนี้รวมทั้งนักลงทุนประเภทเก็งกำไรหรือเน้นลงทุนระยะสั้น
การปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วโดยเฉพาะในเดือนมกราคม ที่ราคาเคลื่อนไหวปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ความกังวลว่าจะตกรถ เพราะมีกระแสเรื่องอิหร่าน สหรัฐฯ และคำลือคำเล่าอ้างถึง เป้าหมายราคาทองที่ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ต่างก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกระแสการเก็งกำไร แต่ในวันสุดท้ายของเดือน การดิ่งลงของทองคำก็เกิดขึ้นท่ามกลางความมึนงงของตลาดการเงิน เป็นการปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว เรามาตามดูกันว่า มีอะไรมากระทบตลาดการเงิน และเราจะจัดการสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ อย่างไร
เริ่มเล่าเรื่องกันเลย ราคาทองคำเคลื่อนไหวจากระดับ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ ต้นปี 2569 ขึ้นทำจุดสูงสุดที่ 5,595 ดอลลาร์ ก่อนที่จะปรับลดลงมาอยู่ที่ 4,688 ดอลลาร์ ณ สิ้นเดือน มกราคม ในขณะที่เงินทำจุดสูงสุดที่ 121 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มาปิดที่ 85 เหรียญ ณ สิ้นเดือน มกราคมเช่นกัน
ทฤษฎี ‘เจ้ามือหรือไอ้โม่ง’ เริ่มเข้ามามีบทบาท นักลงทุนรายใหญ่ที่สะสมทองคำมาอย่างต่อเนื่องก็ต้องการสภาพคล่องขนาดมหึมาในระยะเวลาอันสั้น ท่ามกลางกระแสการปั่นราคาอย่างรุนแรง แสดงให้เห็นมุมมองการเก็งกำไรที่มีระบบ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกระแสพร้อมแรงหนุนของกระแสเงิน พร้อมกับสร้างจุดจบที่มาในเชิงของปัจจัยพื้นฐาน
‘แพะคือใคร’ เราไม่ตัดสินกันตรงนี้แต่ ณ วันที่ทองคำเริ่มมีอาการเซ ก็มีคนพูดถึงแนวคิดของคุณ ‘เควิน วอซ’
เขาเป็นใคร? ทำไมคำพูดของเขาถึงมีอิทธิพลต่อตลาดการเงินขนาดนี้ คุณ วอซ คือ ว่าที่ประธาน Fed คนใหม่ ที่ได้รับการเสนอชื่อโดย ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์
แนวคิดของเขาคือการลดอัตราดอกเบี้ย พร้อมกับการลดขนาดงบดุล จะไม่ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เนื่องจากประสิทธิผลและระดับราคาจะได้รับการเติมเต็มจาก AI แนวคิดนี้ก็เหมือนเป็นการกดปุ่มหยุดกระแสเงินที่ไปยังทองคำ และเริ่มการขายทำกำไรทองคำ เพื่อเพิ่มการถือครองเงินสดโดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากหากแนวทางของคุณ วอซ ถูกต้อง การลดอัตราดอกเบี้ย พร้อมกับการลดขนาดงบดุลโดยการลดขนาดพันธบัตรรัฐบาล แล้วเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเข้มแข็ง ย่อมทำให้ค่าเงินสหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เงินเฟ้อจะลดลง ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นปัจจัยลบทั้งหมดที่มีต่อราคาทองคำ และนั่นคือการ Correction หรือการปรับฐานใหญ่ของทองคำ
ทิศทางการลงทุนในเดือนถัดไปจะเป็นอย่างไร?
ขอเริ่มแบบตามเนื้อผ้าก่อน การปรับฐานของสินทรัพย์ที่มีผู้ลงทุนเป็นจำนวนมากย่อมนำมาซึ่งการปรับฐานของสินทรัพย์เสี่ยงประเภทอื่นๆ เพราะเป็นการขายกลับขาดทุน หรือเพราะโรบอตเทรด หรือเป็นเพราะการปรับตะกร้าความเสี่ยง อันนี้ก็แล้วแต่สำนักแต่ทั้งหมดก็เพื่อปรับตะกร้าให้ไปอุดช่องว่างของราคาทองที่ทรุดหายไปอย่างรวดเร็ว
ถ้าไม่มีอะไร ไม่มีเจ้ามือคนไหนล้มละลาย เจ้าภาพกับผู้เล่นอยู่ครบ ซึ่งผมเดาว่าจะเป็นแบบนี้ ตลาดการเงินทั่วโลกก็จะค่อยๆ ปรับตัวเข้าหากัน Consolidate ใครลงลึกมาก่อน ใครลงน้อยตามมาทีหลัง พอคลื่นลมสงบค่อยมาเช็กชื่อกัน นั่งวิเคราะห์กันใหม่ แล้วค่อยเดินกันใหม่
เมื่อไหร่จะถึงจุดสมดุล? อันนี้ตอบยากมาก เอาเป็นว่ามี 3 ทริกเกอร์
- อันแรก สหรัฐฯ อิหร่าน ส่งสัญญาณหันกลับมานั่งคุยกัน
- อันที่สอง คุณ วอซ ขึ้นเป็นประธาน Fed แล้วมีการแถลงความเห็นอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะต้องมาดูกันว่าจะมีการปรับจูนกันได้หรือไม่ ระหว่างคุณทรัมป์ กับคุณ วอซ ทั้งในเรื่องนโยบายการเงินและความเป็นอิสระของ Fed
- ทริกเกอร์สุดท้าย คือดูการเคลื่อนที่ของราคาทองคำขึ้นทดสอบจุดสูงสุดใหม่ ถ้าผ่าน ก็เป็นการเก็งกำไรรอบใหม่ ถ้าไม่ผ่าน แต่ไม่ทรุดก็ถือว่าสะสมกำลัง แต่ถ้าปรับตัวลงทำจุดต่ำสุดใหม่ ก็ถือว่าจบรอบ ไปพักฐานยาวๆ กันใหม่
ทั้งหมดเป็นความเห็นเชิงเทคนิค ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยแวดล้อมอื่นยังคงเป็นสิ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาเพิ่มเติมครับ
การปรับพอร์ตในรอบนี้ เน้นความรอบคอบและลดความเสี่ยง โดยเน้นกระจายการลงทุนและคงรักษาสินทรัพย์ปลอดภัยเป็นแกนหลักของพอร์ต คือลงทุน 35% ในตราสารหนี้ระยะสั้น เป็นพันธบัตรรัฐบาลทั้งหมด อีก 15% ลงทุนในทองคำและรีทส์ในสัดส่วนเท่าๆ กัน ทั้งนี้ การลงทุนในทองอาจจะลงทุนเป็น DCA เพื่อลดความเสี่ยงเรื่อง Market timing ส่วนที่เหลือ 50% ลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ 10% จีน 10% ญี่ปุ่น 10% อินเดีย 10% และ ไทย 10% เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่ม Technology โดยเฉพาะที่อยู่ในเอเชีย ดีกว่าการเลือกลงทุนในดัชนีหุ้น หรือ Country Fund
ภาพ: tadamichi/Getty Images


