ราคาทองคำและโลหะเงิน พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา โดยทองคำพุ่งไปทำสถิติสูงสุดที่เกือบ 5,598.75 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นกว่า 100% ขณะที่โลหะเงินทำสถิติสูงสุดที่ 121.64 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นเกือบ 300%
แต่ล่าสุด ทั้งทองคำและโลหะเงินต่างผันผวนอย่างหนักช่วงเมื่อคืนนี้ (29 มกราคม) ก่อนจะปรับตัวลดลงต่อเนื่องในวันนี้ (30 มกราคม) อีกราว -10% และ -6% ตามลำดับ ท่ามกลางมุมมองเชิงบวกของสถาบันการเงินทั่วโลกที่ทยอยปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำและโลหะเงินขึ้นจากเดิม
ทำไม ทองคำ-โลหะเงิน ร่วงแรง?
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ราคาทองคำปรับตัวลดลงหลังจากมีรายงานว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมเสนอชื่อ เควิน วอร์ช เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น โดยดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (Dollar Index) ปรับตัวขึ้นมากถึง 0.5% กลับมาแตะระดับ 96.7 ส่งผลให้โลหะมีค่ามีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อส่วนใหญ่
อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำยังคงปรับตัวขึ้นราว 19% ในเดือนมกราคม ซึ่งจ่อทำสถิติการปรับตัวขึ้นรายเดือนที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 1982 ส่วนราคาโลหะเงินปรับตัวขึ้นแล้วถึง 48% ในปีนี้ แม้ราคาจะร่วงลงอย่างหนักกว่า 10%
โดยอดีตวอร์ชมีชื่อเสียงมายาวนานในฐานะผู้ที่มีแนวนโยบายการเงิน ‘สายเหยี่ยว’ (Hawkish) ที่กังวลเรื่องเงินเฟ้อ แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เขาได้ปรับแนวทางให้สอดคล้องกับประธานาธิบดีด้วยการออกมาโต้แย้งในที่สาธารณะเพื่อสนับสนุนให้ลดอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ ทรัมป์กล่าวว่าเขาจะประกาศรายชื่อผู้ถูกเสนอชื่อในเช้าวันศุกร์ตามเวลาสหรัฐฯ
คริสโตเฟอร์ หว่อง นักกลยุทธ์จาก Oversea-Chinese Banking Corp. กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของราคาทองคำ “เป็นการยืนยันคำเตือนที่ว่า มาเร็วก็ไปเร็ว” โดยระบุว่าแม้รายงานเรื่องการเสนอชื่อวอร์ชจะเป็นตัวจุดชนวน แต่การปรับฐานของราคานั้นเป็นสิ่งที่สมควรเกิดขึ้นมานานแล้ว “มันเหมือนเป็นข้ออ้างที่ตลาดกำลังรอคอยเพื่อเทขายทำกำไร หลังจากราคาพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง”
การกระทำของรัฐบาลทรัมป์ที่สั่นคลอนระเบียบโลก ไม่ว่าจะเป็นการจับกุมผู้นำเวเนซุเอลา, คำขู่ที่จะผนวกกรีนแลนด์ และคำขู่เรื่องภาษีศุลกากรต่อประเทศพันธมิตร ล้วนเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก ล่าสุด ทรัมป์ยังได้เตือนถึงความเป็นไปได้ในการโจมตีอิหร่าน และกล่าวว่าจะเก็บภาษีกับประเทศใดก็ตามที่จัดหาน้ำมันให้กับคิวบา
ฮั่วเซ่งเฮงคาดทองคำ 6,000 ดอลลาร์ สหรัฐฯ เสี่ยงเกิดซ้ำ Government Shutdown
สถานการณ์ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องปิดหน่วยงานภาครัฐ (Government Shutdown) กลับมาอยู่ในความสนใจของตลาดการเงินโลกอีกครั้ง หากย้อนกลับไปดูบทเรียนจากการชัตดาวน์ครั้งล่าสุดในปี 2568 ที่ผ่านมา ในยุคสมัยทรัมป์ 2.0 ถือเป็นการปิดหน่วยงานภาครัฐที่ยาวนานที่สุดถึง 43 วัน (1 ตุลาคม – 12 พฤศจิกายน 2568) สร้างสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ
ด้านสำนักงานงบประมาณรัฐสภาแห่งสภาคองเกรส สหรัฐอเมริกา (CBO) ประเมินว่า การปิดหน่วยงานภาครัฐในครั้งนั้นสร้างความเสียหายสูงถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ และทำให้ความล่าช้าในการใช้จ่ายของภาครัฐมีมูลค่าสูงกว่า 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์ แม้ผลกระทบต่อ GDP ในเชิงตัวเลขอาจถูกประเมินว่าอยู่ในวงจำกัด และสามารถฟื้นกลับได้บางส่วนหลังหน่วยงานภาครัฐเปิดทำการอีกครั้ง แต่ความเสียหายที่ชัดเจนคือความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและตลาดการเงิน
Government Shutdown ในปีนี้อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด หากร่างกฎหมายงบประมาณของรัฐบาลไม่สามารถผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาได้ทันก่อนเส้นตายในคืนวันศุกร์ที่ 30 มกราคมนี้ โดยสาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สหรัฐอเมริกา (DHS) ซึ่งถูกสมาชิกวุฒิสภาของพรรคเดโมแครตคัดค้านอย่างหนัก จากประเด็นการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง
รวมถึงเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐอเมริกา (ICE) ยิงพลเมืองอเมริกันเสียชีวิต 2 ราย ระหว่างการปฏิบัติภารกิจกวาดล้างผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายในมินนีแอโพลิส รัฐมินนิโซตา
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในรอบนี้ อาจถูกจำกัดอยู่ในวงแคบและไม่รุนแรงเท่ากับครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากร่างกฎหมายงบประมาณฯ 6 จาก 12 ฉบับได้รับการอนุมัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ชัตดาวน์รอบนี้จะเป็นการปิดหน่วยงานภาครัฐบางส่วน (Partial Shutdown) เท่านั้น และอาจไม่ส่งผลให้ GDP สหรัฐฯ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่าหากการชัตดาวน์เกิดขึ้นจริง แนวโน้มผลกระทบต่อราคาทองคำจะเป็นไปในเชิงบวก และทองคำมักได้รับการตอบสนอง “ล่วงหน้า” ก่อนเหตุการณ์จะเกิดขึ้น จากการป้องกันความเสี่ยงของนักลงทุน รวมทั้งอาจมีความผันผวนสูงในช่วงที่มีการรายงานข่าว ทั้งนี้ หากการชัตดาวน์ยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในวงกว้าง ทองคำมีแนวโน้มจะได้รับแรงหนุนอย่างต่อเนื่อง ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยควบคู่กับการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์
การพุ่งขึ้นของราคาทองคำเฉียด 5,600 ดอลลาร์ ถือเป็นการทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All-Time High) เป็นครั้งที่ 12 ของปีนี้ ส่วนราคาทองคำภายในประเทศสร้างสถิติใหม่เช่นกัน ที่ 81,950 บาทต่อบาททองคำ
ทั้งนี้ ฮั่วเซ่งเฮงได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำในปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือเทียบเท่าราคาทองคำในประเทศราว 88,000 บาทต่อบาททองคำ พร้อมทั้งแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์เชิงรับในการเข้าทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญที่ระดับ 5,000 และ 4,500 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือเทียบเท่าราคาทองในประเทศราว 74,000 และ 67,000 บาทต่อบาททองคำ ตามลำดับ พร้อมแนะนำว่าพอร์ตลงทุนควรมีทองคำ 10–15%
Citi ปรับราคาเป้าหมาย ‘เงิน’ ขึ้นอีก
ปัจจัยกดดันต่อราคาโลหะเงินดูเหมือนจะมาจากประเด็นเดียวกันกับทองคำ คือการที่รัฐบาลทรัมป์เตรียมเสนอชื่อวอร์ช เป็นประธานเฟดคนต่อไป
อย่างไรก็ตาม Citi ยังคงมีมุมมองเชิงบวกในเชิงกลยุทธ์ต่อโลหะเงิน เนื่องจากราคายังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้นอย่างรุนแรง โดยบริษัทได้ปรับขึ้นเป้าหมายราคาโลหะเงินในช่วง 0-3 เดือนข้างหน้า เป็น 150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 100 ดอลลาร์ อิงจากแรงส่งที่แข็งแกร่งเกินคาด
Citi มองว่าโลหะเงินยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นอีก 30-40% ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากอุปทานที่ตึงตัวและความต้องการที่แข็งแกร่งของนักลงทุน ทั้งนี้ Citi ย้ำจุดยืนขาขึ้นสำหรับโลหะเงินในระยะสั้น โดยคาดว่าจะทำกำไรได้เพิ่มขึ้นเมื่อสภาวะตลาดตึงตัว ซึ่งจากการวิเคราะห์ของธนาคารพบว่า การพุ่งขึ้นของโลหะเงินตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นมา ส่วนใหญ่มีจีนเป็นผู้นำตลาด
โดยการวิเคราะห์อัตราส่วนทองคำต่อเงิน (Gold-Silver Ratio) ของ Citi บ่งชี้ว่าราคาโลหะเงินอาจพุ่งไปถึง 160–170 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพความแข็งแกร่งที่ยังมีอยู่ของโลหะชนิดนี้
ด้าน YLG มองว่า โลหะเงินได้รับอานิสงส์ตามทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย นักลงทุนหันซบทั้งสถาบันการเงิน และรายย่อย ขณะที่ผู้เล่นรายใหญ่คือกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้งานจริงในการผลิตสินค้า ทั้งแผงโซลาร์เซลล์ อุตสาหกรรม EV และการผลิตชิปประมวลผล ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ในเทรนด์การเติบโต มีดีมานด์การใช้สูง
ขณะที่จีนเริ่มควบคุมการส่งออกและกักตุน Silver ส่งผลให้เป็นแร่ที่หายากและเป็นที่ต้องการของตลาด
สาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน เเอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยว่ากลุ่มผู้เล่นหลักที่ผลักดันให้ราคาแร่เงินปรับตัวสูงขึ้นประกอบทั้งนักลงทุนและผู้ใช้งานจริง ดังนี้
1.กลุ่มอุตสาหกรรม (Industrial Giants) กลุ่มนี้ถือเป็นผู้ใช้โลหะเงินในการผลิตสินค้าจริง และคิดเป็นสัดส่วน 55% ของตลาด ความต้องการ Silver จากผู้เล่นกลุ่มนี้จึงเป็นความต้องการที่แท้จริงไม่ได้ซื้อเพื่อ “เก็งกำไร” จึงทำให้เกิดกำลังซื้อที่แข็งแกร่งมากจนเป็นฐานราคาที่มั่นคง
โดยอุตสาหกรรมที่ต้องใช้โลหะเงิน ได้แก่ พลังงานสะอาด เช่น กลุ่มผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ ต้องใช้เงินเป็นส่วนประกอบหลักในการนำไฟฟ้า โดยเฉพาะในปี 2569 นี้ความต้องการพุ่งสูงขึ้นมากตามเทรนด์ลดโลกร้อน ถัดมาคืออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยพบว่ารถไฟฟ้า 1 คันใช้เงินมากกว่ารถน้ำมันปกติเกือบเท่าตัว รวมถึงอุตสาหกรรม AI & Data Centers ที่ใช้ในการผลิตชิปประมวลผล AI และโครงสร้างพื้นฐานเซิร์ฟเวอร์ต้องการการนำไฟฟ้าที่ยอดเยี่ยม
2. นักลงทุนรายย่อย (Retail Investors) แรงซื้อจากนักลงทุนรายย่อยถือว่ามีนัยสำคัญมากในปัจจุบันที่ทำให้ราคาโลหะเงินพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยทั่วโลกที่มองว่าราคาทองคำทรงตัวในระดับสูง จึงหันมาซื้อโลหะเงินแทน จนได้ฉายาว่า “ทองคำของคนจน” นอกจากนี้ยังมีนักลงทุนรายย่อยบางกลุ่มที่ชอบเก็บ เหรียญเงิน กลุ่มที่ชอบสะสมเหรียญเงินหายาก หรือ แท่งเงิน ซึ่งถือเป็นการเก็งกำไรอย่างหนึ่ง รวมถึงบางกลุ่มสะสมเนื่องจากให้ความรู้สึกจับต้องได้ และให้ความรู้สึกมั่นคงกว่าตัวเลขในบัญชี
3. กองทุน ETF (Exchange-Traded Funds) กลุ่มนี้คือ “สถาบันการเงิน” ที่ซื้อเงินจริงมาเก็บไว้เพื่อออกกองทุนให้คนมาเทรด เช่น iShares Silver Trust หรือ SLV
4. กำลังซื้อจากจีน ล่าสุดจีนได้เริ่มกักตุนและควบคุมการส่งออก เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่างๆ ทั้ง แผงโซลาร์เซลล์ อุตสาหกรรม EV และการพัฒนาชิป ทำให้ Silver ในตลาดโลกยิ่งขาดแคลนและราคาดีดตัวสูงขึ้น
อ้างอิง:


