การรายงานผลตอบแทนการลงทุนของกองทุนประกันสังคมไทย คือ อีกหนึ่งในปัญหาที่บอร์ดลงทุนเล็งเห็นและให้คำแนะนำตลอด 20 เดือนที่ผ่านมา แต่ขาดอำนาจสั่งการจากฝ่ายบริหาร จึงยังคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้
ระบบการรายงานผลตอบแทนของกองทุนประกันสังคมไทยในปัจจุบันยังเป็น Statutory reporting มาตรฐานการบัญชีไทยโดยมีลักษณะสำคัญคือ
– เน้นการรับรู้กำไร–ขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง (Realized)
– ไม่สะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของพอร์ต (Economic value / Mark-to-market)
– ไม่รายงานผลการดำเนินงานบนฐานสินทรัพย์ของทั้งกองทุน
แนวทางนี้แตกต่างจากกองทุนบำเหน็จบำนาญชั้นนำทั่วโลก อาทิ กองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลนอร์เวย์ กองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลญี่ปุ่น บริษัทลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ บริการบำนาญแห่งชาติของเกาหลีใต้
ตามประเด็นถกเถียงที่ว่า กำไรที่รับรู้ 80,000 ล้านบาท ในปี 2568 ของกองทุนประกันสังคม และผลตอบแทน 6.31% ตัวเลขนี้ไม่สามารถตีความเป็นผลตอบแทนของกองทุนทั้งหมดได้
กองทุนประกันสังคมมีสินทรัพย์ลงทุนรวมประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท หากผลตอบแทนของกองทุนทั้งหมดอยู่ที่ 6.31% จริงตามเอกสารรายงานที่ทางสำนักงานนำเสนอต่อบอร์ด
ผลตอบแทนในเชิงเศรษฐกิจควรอยู่ที่ประมาณ 176,680 ล้านบาท กล่าวคือ มีผลตอบแทนขาดหายไป 96,680 ล้านบาท เนื่องจากหลักเกณฑ์ Realized return/loss recognition only ที่ใช้ไม่เป็นสากลและทำให้เกิดความสับสน
ผลที่ตามมาคือ ผลตอบแทนที่รับรู้ไม่ครอบคลุมผลตอบแทนของกองทุนทั้งหมดในกรณีที่มี Unrealized gain และก็อาจจะดูเกินจริงหากมี Unrealized loss ตัวเลขผลตอบแทนจึงสะท้อนจังหวะการขายสินทรัพย์มากกว่าประสิทธิภาพการบริหารพอร์ตโดยรวม ไม่สามารถใช้ประเมินสภาพที่แท้จริงของกองทุนได้
เหตุผลที่ Mark-to-market reporting มีความจำเป็น เพื่อประเมินผลตอบแทนบนฐานสินทรัพย์ทั้งหมดของกองทุน และแสดงมูลค่าที่แท้จริง ณ เวลานั้น อีกทั้งยังทำให้เห็นความเสี่ยงและความผันผวนของมูลค่าสินทรัพย์ได้ชัดเจนขึ้น
ประเด็นที่อาจจะโยงมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของสินทรัพย์นอกตลาดที่โดยธรรมชาติของสินทรัพย์ประเภทนี้ไม่มี Mark-to-market อย่างสม่ำเสมอ อาทิ เช่นอสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนทางเลือก ยิ่งต้องชัดเจนว่าจะใช้ต้นทุนเดิมหรือราคาประเมิน ความถี่ในการประเมินมูลค่า และสมมติฐานสะท้อนสภาพตลาดจริงหรือไม่ การประเมินที่ไม่สอดคล้องกันก่อให้เกิด Valuation asymmetry และบดบังความเสี่ยงที่แท้จริงของพอร์ต
ข้อสรุป Statutory reporting มาตรฐานการบัญชีไทย บอกเพียงว่า กองทุนรับรู้กำไรจากสินทรัพย์ที่ขายแล้วเท่าใด ในขณะที่ Mark-to-market reporting บอกได้ว่ากองทุนทั้งหมดมีมูลค่าแท้จริงเท่าใด
สำหรับกองทุนประกันสังคมซึ่งเป็นกองทุนระยะยาวและมีขนาดใหญ่มาก คำถามหลังจึงสำคัญกว่าอย่างชัดเจน
สุดท้าย รายการผลตอบแทนการลงทุน นอกจากควรสะท้อนมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมดตามมาตรฐานสากลแล้ว ก็ควรจะทำให้อ่านง่าย และใกล้ real-time ที่สุดที่จะเป็นไปได้ มากกว่าการรายงานที่เน้นเป็นตัวหนังสือ หรือแผนภาพที่ไม่ได้สะท้อนข้อมูลสำคัญได้อย่างละเอียด เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีไม่ได้เป็นข้อจำกัด อยากให้ทุกคนลองเปรียบเทียบการรายงานของ Norges Bank Investment Management กับกองทุนประกันสังคมไทย หากยังมองไม่เห็นภาพค่ะ
รายงานกองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลนอร์เวย์ที่เน้นเนื้อหา Interactive และ Real-time แสดงผลตอบแทนทั้งปัจจุบันและย้อนหลังตั้งแต่กองทุนจัดตั้งตาม Mark-to-market reporting อีกทั้งยังแสดงข้อมูลการลงทุนทั้งหมดแบ่งย่อยในสินทรัพย์ต่างๆ และมูลค่าที่แท้จริงในขณะนั้นของแต่ละ Position และทั้งกองทุนในภาพรวม
ขณะที่รายงานของกองประกันสังคมไทยที่เนื้อหาเป็น PDF และเน้นการรายงานเป็นตัวหนังสือ แสดงผลตอบแทนตาม Statutory reporting มาตรฐานบัญชีไทย และไม่ Real-time
เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพตรงกันและมองไปข้างหน้าว่า กองทุนประกันสังคมไทยที่ดีขึ้นหน้าตาการลงทุนควรจะเป็นอย่างไร ขอชวนมาทำความรู้จักกับกองทุนบำเหน็จบำนาญที่ใหญ่ที่สุดในโลก 20 อันดับแรก และภาพรวมก่อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญในปี 2024-2025 คือ กองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลนอร์เวย์ (Government Pension Fund of Norway) ที่กลายเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยแซงหน้า กองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลญี่ปุ่น (GPIF) ซึ่งครองตำแหน่งแชมป์โลกมากกว่า 20 ปี
กองทุนบำเหน็จบำนาญ 300 อันดับแรกของโลกมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมกันถึง 24.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2024 ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเติบโต 7.8% จากปีก่อนหน้า อิงจากข้อมูลของ Thinking Ahead Institute
การกระจายการลงทุนตามภูมิภาค
อเมริกาเหนือ: 47.2% ของสินทรัพย์ทั้งหมด (เป็นผู้นำ)
ยุโรป: 23.7% (มีบทบาทสำคัญในการลงทุนที่ยั่งยืน)
เอเชีย-แปซิฟิก: 25.5%
ประเภทของกองทุน
Defined Benefit (DB): 59.4% – กองทุนที่จ่ายผลประโยชน์ตามสูตรที่กำหนด
Defined Contribution (DC): 27.7% – กองทุนที่เติบโตเร็วกว่า (+14.3% ในปี 2024)
Reserve Funds: ส่วนที่เหลือ
แนวโน้มสำคัญ
การรวมศูนย์: กองทุนใหญ่เติบโตเร็วกว่ากองทุนเล็ก
การลงทุนในต่างประเทศ: กองทุนหลายแห่งลงทุนมากกว่า 50% ในต่างประเทศ
เทคโนโลยี AI: กองทุนกำลังนำ AI มาใช้ในการบริหารความเสี่ยง
Private Equity: กองทุนหลายแห่งเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก
ความท้าทาย
ความผันผวนของตลาด
ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
ความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
การจัดการความเสี่ยงที่ซับซ้อนขึ้น
กองทุน 20 อันดับแรกบริหารสินทรัพย์รวมกันมากกว่า 10.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 42.4% ของกองทุนทั้งหมด 300 อันดับ มีใครทราบมั้ยว่ากองทุนประกันสังคมไทยจัดอยู่ในอันดับที่เท่าไรตามขนาดสินทรัพย์รวม?


