×

ทำไม Mark-to-Market คือหัวใจสำคัญของการเปิดเผยข้อมูลประกันสังคม? เมื่อกำไร 8 หมื่นล้านบาท อาจฉายภาพได้ไม่ครบ

27.01.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงการวิเคราะห์ข้อมูลผลตอบแทนกองทุนประกันสังคม เปรียบเทียบระหว่างระบบบัญชีแบบ Mark-to-Market และ Statutory reporting กับตัวเลขกำไร 8 หมื่นล้านบาท

การรายงานผลตอบแทนการลงทุนของกองทุนประกันสังคมไทย คือ อีกหนึ่งในปัญหาที่บอร์ดลงทุนเล็งเห็นและให้คำแนะนำตลอด 20 เดือนที่ผ่านมา แต่ขาดอำนาจสั่งการจากฝ่ายบริหาร จึงยังคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้

 

ระบบการรายงานผลตอบแทนของกองทุนประกันสังคมไทยในปัจจุบันยังเป็น Statutory reporting มาตรฐานการบัญชีไทยโดยมีลักษณะสำคัญคือ

 

– เน้นการรับรู้กำไร–ขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง (Realized)

 

– ไม่สะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของพอร์ต (Economic value / Mark-to-market)

 

– ไม่รายงานผลการดำเนินงานบนฐานสินทรัพย์ของทั้งกองทุน

 

แนวทางนี้แตกต่างจากกองทุนบำเหน็จบำนาญชั้นนำทั่วโลก อาทิ กองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลนอร์เวย์ กองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลญี่ปุ่น บริษัทลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ บริการบำนาญแห่งชาติของเกาหลีใต้

 

ตามประเด็นถกเถียงที่ว่า กำไรที่รับรู้ 80,000 ล้านบาท ในปี 2568 ของกองทุนประกันสังคม และผลตอบแทน 6.31% ตัวเลขนี้ไม่สามารถตีความเป็นผลตอบแทนของกองทุนทั้งหมดได้

 

กองทุนประกันสังคมมีสินทรัพย์ลงทุนรวมประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท หากผลตอบแทนของกองทุนทั้งหมดอยู่ที่ 6.31% จริงตามเอกสารรายงานที่ทางสำนักงานนำเสนอต่อบอร์ด

 

ผลตอบแทนในเชิงเศรษฐกิจควรอยู่ที่ประมาณ 176,680 ล้านบาท กล่าวคือ มีผลตอบแทนขาดหายไป 96,680 ล้านบาท เนื่องจากหลักเกณฑ์ Realized return/loss recognition only ที่ใช้ไม่เป็นสากลและทำให้เกิดความสับสน

 

ผลที่ตามมาคือ ผลตอบแทนที่รับรู้ไม่ครอบคลุมผลตอบแทนของกองทุนทั้งหมดในกรณีที่มี Unrealized gain และก็อาจจะดูเกินจริงหากมี Unrealized loss ตัวเลขผลตอบแทนจึงสะท้อนจังหวะการขายสินทรัพย์มากกว่าประสิทธิภาพการบริหารพอร์ตโดยรวม ไม่สามารถใช้ประเมินสภาพที่แท้จริงของกองทุนได้

 

เหตุผลที่ Mark-to-market reporting มีความจำเป็น เพื่อประเมินผลตอบแทนบนฐานสินทรัพย์ทั้งหมดของกองทุน และแสดงมูลค่าที่แท้จริง ณ เวลานั้น อีกทั้งยังทำให้เห็นความเสี่ยงและความผันผวนของมูลค่าสินทรัพย์ได้ชัดเจนขึ้น

 

ประเด็นที่อาจจะโยงมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของสินทรัพย์นอกตลาดที่โดยธรรมชาติของสินทรัพย์ประเภทนี้ไม่มี Mark-to-market อย่างสม่ำเสมอ อาทิ เช่นอสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนทางเลือก ยิ่งต้องชัดเจนว่าจะใช้ต้นทุนเดิมหรือราคาประเมิน ความถี่ในการประเมินมูลค่า และสมมติฐานสะท้อนสภาพตลาดจริงหรือไม่ การประเมินที่ไม่สอดคล้องกันก่อให้เกิด Valuation asymmetry และบดบังความเสี่ยงที่แท้จริงของพอร์ต

 

ข้อสรุป Statutory reporting มาตรฐานการบัญชีไทย บอกเพียงว่า กองทุนรับรู้กำไรจากสินทรัพย์ที่ขายแล้วเท่าใด ในขณะที่ Mark-to-market reporting บอกได้ว่ากองทุนทั้งหมดมีมูลค่าแท้จริงเท่าใด

 

สำหรับกองทุนประกันสังคมซึ่งเป็นกองทุนระยะยาวและมีขนาดใหญ่มาก คำถามหลังจึงสำคัญกว่าอย่างชัดเจน

 

สุดท้าย รายการผลตอบแทนการลงทุน นอกจากควรสะท้อนมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมดตามมาตรฐานสากลแล้ว ก็ควรจะทำให้อ่านง่าย และใกล้ real-time ที่สุดที่จะเป็นไปได้ มากกว่าการรายงานที่เน้นเป็นตัวหนังสือ หรือแผนภาพที่ไม่ได้สะท้อนข้อมูลสำคัญได้อย่างละเอียด เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีไม่ได้เป็นข้อจำกัด อยากให้ทุกคนลองเปรียบเทียบการรายงานของ Norges Bank Investment Management กับกองทุนประกันสังคมไทย หากยังมองไม่เห็นภาพค่ะ

 

รายงานกองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลนอร์เวย์ที่เน้นเนื้อหา Interactive และ Real-time แสดงผลตอบแทนทั้งปัจจุบันและย้อนหลังตั้งแต่กองทุนจัดตั้งตาม Mark-to-market reporting อีกทั้งยังแสดงข้อมูลการลงทุนทั้งหมดแบ่งย่อยในสินทรัพย์ต่างๆ และมูลค่าที่แท้จริงในขณะนั้นของแต่ละ Position และทั้งกองทุนในภาพรวม

 

ขณะที่รายงานของกองประกันสังคมไทยที่เนื้อหาเป็น PDF และเน้นการรายงานเป็นตัวหนังสือ แสดงผลตอบแทนตาม Statutory reporting มาตรฐานบัญชีไทย และไม่ Real-time

 

เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพตรงกันและมองไปข้างหน้าว่า กองทุนประกันสังคมไทยที่ดีขึ้นหน้าตาการลงทุนควรจะเป็นอย่างไร ขอชวนมาทำความรู้จักกับกองทุนบำเหน็จบำนาญที่ใหญ่ที่สุดในโลก 20 อันดับแรก และภาพรวมก่อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญในปี 2024-2025 คือ กองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลนอร์เวย์ (Government Pension Fund of Norway) ที่กลายเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยแซงหน้า กองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลญี่ปุ่น (GPIF) ซึ่งครองตำแหน่งแชมป์โลกมากกว่า 20 ปี

 

กองทุนบำเหน็จบำนาญ 300 อันดับแรกของโลกมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมกันถึง 24.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2024 ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเติบโต 7.8% จากปีก่อนหน้า อิงจากข้อมูลของ Thinking Ahead Institute

 

การกระจายการลงทุนตามภูมิภาค

 

อเมริกาเหนือ: 47.2% ของสินทรัพย์ทั้งหมด (เป็นผู้นำ)

 

ยุโรป: 23.7% (มีบทบาทสำคัญในการลงทุนที่ยั่งยืน)

 

เอเชีย-แปซิฟิก: 25.5%

 

ประเภทของกองทุน

 

Defined Benefit (DB): 59.4% – กองทุนที่จ่ายผลประโยชน์ตามสูตรที่กำหนด

 

Defined Contribution (DC): 27.7% – กองทุนที่เติบโตเร็วกว่า (+14.3% ในปี 2024)

 

Reserve Funds: ส่วนที่เหลือ

 

แนวโน้มสำคัญ

 

การรวมศูนย์: กองทุนใหญ่เติบโตเร็วกว่ากองทุนเล็ก

 

การลงทุนในต่างประเทศ: กองทุนหลายแห่งลงทุนมากกว่า 50% ในต่างประเทศ

 

เทคโนโลยี AI: กองทุนกำลังนำ AI มาใช้ในการบริหารความเสี่ยง

 

Private Equity: กองทุนหลายแห่งเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

 

ความท้าทาย

 

ความผันผวนของตลาด

 

ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

 

ความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

 

การจัดการความเสี่ยงที่ซับซ้อนขึ้น

 

กองทุน 20 อันดับแรกบริหารสินทรัพย์รวมกันมากกว่า 10.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 42.4% ของกองทุนทั้งหมด 300 อันดับ มีใครทราบมั้ยว่ากองทุนประกันสังคมไทยจัดอยู่ในอันดับที่เท่าไรตามขนาดสินทรัพย์รวม?

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising