*บทความนี้มีการเปิดเผยข้อมูลซีรีส์*

“เราอาจพูดภาษาเดียวกัน แต่ทำไมกลับไม่เข้าใจกันเลย?” นี่คือคำถามสำคัญที่ซีรีส์ออริจินัลจาก Netflix เรื่องล่าสุดอย่าง Can This Love Be Translated? พยายามจะตอบผ่านการสร้างสรรค์ของสองนักเขียนบทระดับตำนานอย่างพี่น้องตระกูลฮง (ฮงจองอึน และฮงมีรัน) เจ้าแม่ซีรีส์รอมคอมที่เคยฝากผลงานขึ้นหิ้งอย่าง Hotel Del Luna, Alchemy of Souls และ Master’s Sun
หลังจากสร้างกระแสไปทั่วโลกตั้งแต่ประกาศไลน์อัปนักแสดง ซีรีส์เรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันไม่ใช่เพียงแค่รอมคอมลูกกวาดทั่วไป แต่มันคือการเดินทางสำรวจจิตวิญญาณของมนุษย์ผ่านกำแพงการสื่อสาร
เรื่องราวเรื่องราวความรักวุ่นๆ ระหว่าง จูโฮจิน (คิมซอนโฮ) ชายหนุ่มผู้เก็บตัวที่มีความสามารถพิเศษด้านภาษาและทำงานเป็นล่ามแปลภาษา ที่บังเอิญได้พบกับชามูฮี (โกยุนจอง) นักแสดงโนเนมที่มักสื่อสารผ่านการกระทำและความรู้สึก แต่ก็ไม่ได้สานสัมพันธ์รักต่อกัน จนกระทั่งมูฮีเจอทุกขลาภกลายเป็นนักแสดงดังระดับโลกแบบไม่ทันตั้งตัว
มูฮีเข้าร่วมรายการ Romantic Trip กับ ฮิโระ (ฟุคุชิ โชตะ) นักแสดงสุดฮอตชาวญี่ปุ่นโดยต้องเดินทางไปในเมืองโรแมนติกในแคนาดาและอิตาลี ซึ่งมีโฮจินคอยทำหน้าที่ล่าม และแล้วความสัมพันธ์ก็เริ่มก่อตัว เมื่อมูฮีเกิดความรักขึ้นในใจแต่ไม่กล้าบอก ในขณะที่โฮจินก็แปลความหมายผ่านการกระทำของมูฮีได้ไม่เก่ง เรื่องยิ่งวุ่นเข้าไปใหญ่เมื่อ ฮิโระก็แอบมีใจอยากให้คู่จิ้นกลายเป็นคู่จริง
ความอัดอั้นตันใจทำให้มูฮีแพ้เสียงในหัวตัวเอง สร้างตัวละครปริศนาจากปมในอดีต จนนานวันเริ่มทรงอิทธิพลต่อตัวเธอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทางเดียวที่จะทำให้หายไปคือการไปแก้ไขปมนั้น พร้อมๆ กับคลี่คลายความสัมพันธ์ชุลมุนให้สำเร็จ

จุดแข็งที่สุดที่ต้องพูดถึงคือเคมีระหว่างคิมซอนโฮและโกยุนจองการกลับมาของคิมซอนโฮในบท จูโฮจิน ล่ามหนุ่มผู้สุขุม เป็นการโชว์ศักยภาพการแสดงที่มากกว่าแค่รอยยิ้มพิมพ์ใจ เขาถ่ายทอดความอึดอัดของคนที่ “รู้ทุกภาษาแต่ไม่เข้าใจความรู้สึกตัวเอง” ได้อย่างละเมียดละไม
ในขณะที่โกยุนจองในบทชามูฮี ซุปเปอร์สตาร์สาวผู้โดดเดี่ยวคือความกลมกล่อมระหว่างความอ่อนไหวที่ไม่อาจตั้งรับกับชื่อเสียงที่ถาโถมเข้ามาได้ ขณะเดียวกันก็มีความน่ารักสดใสเปล่งประกายแบบผู้หญิงธรรมดา แม้ในใจยังหม่นเศร้าเพราะรู้สึกไม่ควรค่ากับความสุขใดๆในโลกนี้เลย
ใดๆ แล้วทุกอย่างจะสมบูรณ์ไม่ได้ถ้าขาดบทส่งพระ พระส่งนาง จนคนดูส่งยิ้ม ฟินจิกหมอนของพี่น้องตระกูลฮงที่ยังคงลายเซ็นการเขียนบทอย่างคมคายโดยเฉพาะการใช้ “อาชีพนักแปล” มาเป็นสัญลักษณ์เปรียบเทียบกับความสัมพันธ์ และยังใส่ความย้อนแย้งที่น่าสนใจ เช่น การที่พระเอกต้องแปลคำพูดของฮิโระที่ดันไปตรงกับความรู้สึกตัวเองแต่กลายเป็นเรื่องราวของคนอื่น หรือพระเอกแปลคำพูดภาษาต่างประเทศให้นางเอกฟังได้อย่างแม่นยำ แต่เขากลับ “แปล” แววตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าของเธอไม่ออก เหมือนเป็นการตั้งคำถามกับเราว่า ในโลกที่เทคโนโลยีแปลภาษาไปไกลระดับ AI แต่ทำไมความสัมพันธ์ของมนุษย์กลับยังคงซับซ้อนและเปราะบางเหมือนเดิม?

ส่วนบทของมูฮีก็มีความซับซ้อนที่ต้องซ่อนตัวตนอีกด้านผ่านตัวละครที่สร้างชื่อเสียงให้กับเธอจนเหมือนมีอาการ Post-Role Blues หรือการสลัดตัวละครออกจากชีวิตจริงไม่ได้ แต่แท้จริงแล้วมีอะไรที่ฝังลึกกว่านั้น สรุปง่ายๆ คือทั้งคู่เหมือนต้องอยู่ในชีวิตคนอื่นจนสื่อสารความรู้สึกจริงๆ ของตัวเองได้ไม่เต็มที่
นอกจากนี้ Can This Love Be Translated? ยังก้าวข้ามความเป็น Romantic Comedy สู่ Psychological Romance ว่าด้วยเรื่องจิตวิทยาเบื้องหลังตัวละครต่างๆทั้ง จูโฮจิน ที่มีอาการระวังตัวเกินเหตุจากงานในฐานะล่ามเพราะถูกฝึกมาให้ “ฟังเพื่อผู้อื่น” จนละเลย “เสียงของตัวเอง” โดยใช้กฎทางภาษามาอธิบายเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับอารมณ์ที่แท้จริง
ส่วนชามูฮีคือภาพสะท้อนความโดดเดี่ยวของคนดังมีภาวะกลัวว่าถ้าคนเห็นตัวตนจริงๆ ที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบเหมือนในหน้าจอ เธอจะไม่ได้รับการยอมรับ และมีภาวะกลัวการมีความสุข (Cherophobia) รู้สึกตัวเองไม่คู่ควร และกลัวว่าความสุขเหล่านั้นจะหมดไป เพราะปมในวัยเด็ก ขณะที่ ฮิโระ คือภาพสะท้อนของคนดังที่ต้องเป็นศูนย์กลางความสนใจในทุกกรณี ดูแล้วน่าหมั่นไส้แต่ก็ใส่มาอย่างพอดีๆ จนไม่ถึงขั้นทำให้คนดูเกลียด

อีกส่วนที่ต้องชื่นชมคืองานด้านภาพด้วยการถ่ายทำในโลเคชั่นที่สวยงามทั้งในอิตาลี แคนาดา ญี่ปุ่นและกรุงโซลที่มอบประสบการณ์การรับชมระดับ Cinematic แสง สี และองค์ประกอบภาพถูกใช้อย่างมีความหมายเช่นความกว้างของทิวทัศน์ในอิตาลีสะท้อนถึงอิสระที่นางเอกโหยหา ในขณะที่ความแออัดและเป็นระเบียบของโซลสะท้อนถึงกฎเกณฑ์ที่พระเอกขังตัวเองไว้ รวมไปถึงการเลือกใช้สีเสื้อผ้าของนักแสดงหลักให้เข้ากับบรรยากาศในเมืองต่างๆ ทั้งคู่สีเสื้อผ้าของพระเอก หรือชุด Chanel ของ มูฮี (ที่โกยุนจองเป็นแอมบาสเดอร์ในชีวิตจริง)
แม้ทุกอย่างเกือบจะสมบูรณ์แบบ แต่ Can This Love Be Translated? ก็ยังมีข้อบกพร่อง โดยเฉพาะการเล่าเรื่องที่บางช่วงดูเนิบช้าแบบ Slow-burn ซึ่งอาจไม่ถูกใจคอซีรีส์ที่ชอบความหวือหวาฉับไว และการเกลี่ยประเด็นสำคัญยังไม่กลมกล่อมเหมือนไปกองกันอยู่ในช่วงท้ายเรื่อง รวมทั้งการคลี่คลายปมในอดีตแบบด่วนสรุป ณ จุดนี้ก็พอเข้าใจว่าเหตุผลที่บทไม่อยากขยายความเพราะมันจะพาซีรีส์ออกทะเลไปไกล อย่างไรก็ตามเรียกได้ว่า Can This Love Be Translated? คือซีรีส์โรแมนติกรสชาติใหม่ที่ไม่ได้ใช้แค่เคมีดาราแล้วตกม้าตายแบบหลายๆ เรื่องที่ผ่านมา แต่ยังย้ำถึงประเด็นสำคัญว่าการสื่อสารที่ดีที่สุด คือการมีเจตนาที่จะทำความเข้าใจกันอย่างแท้จริง

Can This Love Be Translated? ฉายแล้วทาง Netflix
ภาพ: Netflix


