×

UNICEF เปิดโจทย์หิน ‘การศึกษาไทย’ เร่งปฏิรูปให้ ‘ตรงจุด’ ก่อนสายเกินไป

โดย THE STANDARD TEAM
23.01.2026
  • LOADING...
เด็กนักเรียนไทยในชั้นเรียน สะท้อนภาพวิกฤตการศึกษาที่ต้องเร่งแก้ไข

UNICEF กับข้อมูลโครงการรณรงค์ด้านการศึกษา

 

คุณรู้หรือไม่ว่า…

 

  • ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนไทย ‘ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย’ นานาชาติ และต่ำกว่าบางประเทศที่มีรายได้น้อยกว่า ในการทดสอบ PISA ปี 2565 นักเรียนไทยอายุ 15 ปีได้คะแนนคณิตศาสตร์เฉลี่ยเพียง 394 คะแนน ขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศ OECD อยู่ที่ 472 คะแนน สะท้อนว่าไทยกำลังตามหลังประเทศอื่นอย่างชัดเจน (OECD Education GPS)

 

  • นักเรียนไทยมีทักษะขั้นพื้นฐานใน ‘สัดส่วนที่ต่ำมาก’ มีเพียงร้อยละ 32 ของนักเรียนที่มีทักษะคณิตศาสตร์ระดับพื้นฐาน เทียบกับค่าเฉลี่ยประเทศ OECD ที่ร้อยละ 69 (OECD)

 

  • นักเรียนที่มีผลการเรียนระดับสูงมี ‘จำนวนน้อยมาก’ นักเรียนไทยที่มีผลการเรียนคณิตศาสตร์ระดับสูงมีเพียงร้อยละ 1 ขณะที่ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ร้อยละ 9 ส่งผลให้ศักยภาพด้านการแข่งขันและนวัตกรรมของประเทศอ่อนแอลง (OECD)

 

  • เยาวชนจำนวนมาก ‘หลุดออกจากระบบการศึกษา’ เยาวชนไทยวัยมัธยมปลายประมาณร้อยละ 15 ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ด้วยสาเหตุหลากหลาย เช่น ความยากจน หรือการเติบโตในครอบครัวที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก (UNICEF)

 

  • ผลการเรียนของประเทศไทย ‘กำลังถดถอย’ แทนที่จะก้าวหน้า ระหว่างปี 2555–2565 คะแนน PISA ของไทยลดลงราว 30 คะแนนในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และลดลงถึง 60 คะแนนในวิชาการอ่าน (OECD)

 

  • ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ‘ยังคงรุนแรง’ ช่องว่างการเรียนรู้ชัดเจนระหว่างเด็กในเมืองกับชนบท เด็กฐานะดีและเด็กยากจน รวมถึงเด็กที่ใช้ภาษาไทยเป็นหลักกับเด็กที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทย หากไม่เร่งแก้ไข อาจนำไปสู่การเกิด “กลุ่มเยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาอย่างถาวร” (UNESCO/UNICEF)

 

เร่งแก้ระบบการศึกษา ‘ก่อนที่จะสายเกินไป’

 

1) เด็กไทยเรียนรู้ได้ ‘น้อยลง’ กว่า 10 ปีที่แล้ว

 

ผลการจัดอันดับด้านการศึกษาระดับนานาชาติชี้ชัดว่า เด็กไทยเรียนรู้ได้ ‘น้อยลง’ เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน แม้การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะซ้ำเติมสถานการณ์ แต่ข้อมูลจากการทดสอบ PISA ปี 2565 พบว่า นักเรียนไทยอายุ 15 ปีมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ในทุกด้าน ทั้งคณิตศาสตร์ การอ่าน และวิทยาศาสตร์ นักเรียนไทยได้คะแนนเฉลี่ยคณิตศาสตร์ 394 คะแนน การอ่าน 379 คะแนน และวิทยาศาสตร์ 409 คะแนน ขณะที่ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ 472, 476 และ 485 คะแนนตามลำดับ นอกจากนี้ สัดส่วนเด็กที่มีทักษะถึงระดับพื้นฐานยังลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2555 (OECD)

 

สื่อมวลชนและนักวิชาการจำนวนมากมองว่า ผลการทดสอบปี 2565 เป็นสัญญาณที่ ‘น่าตกใจ’ และเป็นหลักฐานของการถดถอยต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ในหลายด้าน ประเทศไทยกำลัง ‘ตามหลัง’ เวียดนามและมาเลเซีย ขณะที่ประเทศอื่นเดินหน้าไปข้างหน้า เด็กไทยกลับถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

 

2) วิกฤตการเรียนรู้ของประเทศไทย ‘กำลังถดถอย’ แทนที่จะก้าวหน้า

 

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา คะแนน PISA ของไทย โดยเฉพาะด้านการอ่าน ลดลงถึง 60 คะแนน หากไม่เร่งแก้ไข ประเทศไทยอาจปิดกั้นโอกาสของเด็กและเยาวชนทั้งรุ่น นำไปสู่โอกาสการมีงานทำและรายได้ที่ลดลง และทำให้ความเหลื่อมล้ำฝังรากลึกยิ่งขึ้น

 

3) การศึกษากำลัง ‘ซ้ำเติม’ ความเหลื่อมล้ำ แทนที่จะลดช่องว่าง

 

โดยหลักแล้ว การศึกษาควรเป็น ‘เครื่องมือสร้างความเท่าเทียม’ แต่ในประเทศไทย ระบบการศึกษากลับกลายเป็นกลไกที่ตอกย้ำความไม่เท่าเทียม แม้นักเรียนในกลุ่มที่ร่ำรวยที่สุดร้อยละ 25 จะมีผลการเรียนใกล้เคียงประเทศชั้นนำ แต่เด็กส่วนใหญ่ยังมีผลการเรียนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก

 

ช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท โรงเรียนขนาดใหญ่กับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงเด็กที่ใช้ภาษาไทยกับเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ยังคงกว้าง กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ สถานที่ที่เด็กเกิดในประเทศไทยส่งผลต่อโอกาสทางการศึกษามากกว่าความสามารถของเด็กเอง

 

4) ระบบการศึกษา ‘ไม่ตอบโจทย์’ เศรษฐกิจในอนาคต

 

การวิเคราะห์ของ OECD เกี่ยวกับการศึกษาไทยพบว่า ทักษะที่ระบบการศึกษาผลิตออกมายัง ‘ไม่สอดคล้อง’ กับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น การแก้ปัญหา การรู้เท่าทันดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานเป็นทีม โรงเรียนยังเน้นการท่องจำและการสอบ มากกว่าการคิดเชิงวิพากษ์ ทักษะทางสังคม และอารมณ์ ส่งผลให้แม้เด็กบางคนจะ ‘ประสบความสำเร็จ’ ในระบบการศึกษา แต่กลับเผชิญความยากลำบากเมื่อเข้าสู่ตลาดงาน เนื่องจากระบบการศึกษายังไม่สอดคล้องกับความต้องการของโลกการทำงาน

 

5) การศึกษายังคงเป็น ‘เครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด’ ในการสร้างการเติบโตและความเท่าเทียม

 

งานวิจัยของธนาคารโลกระบุว่า การเรียนจบระดับมัธยมศึกษาช่วยเพิ่มรายได้อย่างน้อยร้อยละ 10 และทุกบาทที่ลงทุนในการเรียนรู้ปฐมวัยให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระดับสูง

 

6) เด็กๆ ไม่ได้ล้มเหลว แต่ ‘ระบบต่างหากที่ล้มเหลว’

 

เด็กไทยมีศักยภาพ แต่ระบบยังไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้และเติบโตอย่างเต็มที่ เราต้องเรียกร้องสิ่งที่ดีกว่านี้ให้กับเด็กทุกคน

 

7) ประเทศไทยยังสามารถพลิกสถานการณ์ได้ หากเรา ‘กล้าลงมือทำเดี๋ยวนี้’

 

การลงทุนที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น การเรียนรู้ปฐมวัยที่เข้มแข็ง ครูที่มีคุณภาพและได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกโรงเรียน การศึกษาที่มุ่งสร้างทักษะทำงานได้จริง และโรงเรียนที่ปลอดภัย เอื้อต่อการเรียนรู้ และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือสิ่งที่เด็กในประเทศไทยทุกคนควรได้รับ เราไม่อาจยอมรับสภาพเดิมได้อีกต่อไป เราต้องร่วมกันตรวจสอบและเรียกร้องความรับผิดชอบจากนักการเมือง และเดินหน้าแก้ไขระบบการศึกษาอย่างจริงจัง เพราะอนาคตของประเทศไทยขึ้นอยู่กับสิ่งนี้

 

ทำไมการปฏิรูปการศึกษาจึง ‘ไม่ประสบความสำเร็จ’?

 

ประเทศไทยได้ถกเถียงเรื่องการปฏิรูปการศึกษามานานกว่า 20 ปี มีการออกกฎหมาย ตั้งคณะกรรมการ และประกาศแผนและยุทธศาสตร์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์ในห้องเรียนกลับแทบไม่เปลี่ยน สาเหตุสำคัญได้แก่

 

1) การปฏิรูปมุ่งที่โครงสร้าง ‘มากกว่า’ การเรียนรู้จริงในห้องเรียน

 

การปฏิรูปการศึกษาหลายครั้งของประเทศไทยมักให้ความสำคัญกับโครงสร้างการบริหาร เช่น การควบรวมหรือเปลี่ยนชื่อหน่วยงาน และการตั้งคณะกรรมการใหม่ มากกว่าการยกระดับการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน งานวิจัยด้านการศึกษาไทยขององค์การยูเนสโก (UNESCO) และ OECD ชี้ว่า ระบบการศึกษายังคงรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง โดยกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้กำหนดหลักสูตร งบประมาณ และการบริหารบุคลากรเป็นหลัก ส่งผลให้ครูต้องทำงานภายใต้หลักสูตรที่ตายตัวและภาระงานเอกสารจำนวนมาก ขณะที่ผู้บริหารโรงเรียนมีอำนาจจำกัดในการปรับการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น นวัตกรรมทางการศึกษาจำนวนมากจึงหยุดอยู่เพียงโครงการนำร่อง และไม่สามารถขยายผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

2) งบประมาณมี แต่ ‘ไม่ถูกใช้ในจุดที่จำเป็นที่สุด’

 

ประเทศไทยใช้งบประมาณด้านการศึกษาในสัดส่วนที่สูง แต่ ‘ยังขาดประสิทธิภาพ’ งานวิจัยของธนาคารโลกชี้ว่า การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งผลลัพธ์ทางการศึกษา โดยเฉพาะการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบท ซึ่งมีจำนวนนักเรียน ครู และทรัพยากรไม่เพียงพอในการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ภาพความเหลื่อมล้ำนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน บางโรงเรียนมีอาคารและห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย ขณะที่บางโรงเรียนกลับขาดแคลนครูและทรัพยากรพื้นฐานอย่างรุนแรง

 

3) ครูถูกคาดหวังให้จัดการศึกษาที่ทันสมัย แต่ ‘ยังไม่ได้รับการสนับสนุน’ ที่สอดคล้องและเพียงพอ

 

แผนการปฏิรูปส่วนใหญ่ยอมรับว่า ‘ครูคือหัวใจของการศึกษา’ แต่ในทางปฏิบัติ การสนับสนุนครูกลับ ‘ยังอ่อนแอและไม่ต่อเนื่อง’ การวิเคราะห์ระบบครูในประเทศไทยชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างในด้านการสรรหา การบรรจุ ไปจนถึงความก้าวหน้าในอาชีพ ครูจำนวนมากไม่ได้ถูกจัดสรรไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการสูงที่สุด ขณะที่แรงจูงใจในเส้นทางอาชีพก็ไม่เอื้อต่อการให้รางวัลแก่ครูที่สามารถยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างแท้จริง

 

แม้จะมีการนำหลักสูตรและแนวทางการสอนใหม่ๆ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์และการเรียนรู้เชิงรุกมาใช้ แต่ครูมักได้รับการอบรมเพียงระยะสั้นและเป็นครั้งคราว ขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ส่งผลให้ครูถูกคาดหวังให้สร้างผลลัพธ์ในระดับโลก ขณะที่ยังต้องทำงานภายใต้ระบบที่ล้าสมัย และแบกรับแรงกดดันให้ ‘สอนให้จบตามตำรา’ มากกว่าการช่วยให้เด็กทุกคนเข้าใจอย่างแท้จริง

 

4) การเมืองเปลี่ยนเร็ว ‘เกินกว่าระบบการศึกษาจะตามทัน’

 

การปฏิรูปการศึกษาจำเป็นต้องอาศัย ‘ความต่อเนื่องและความมุ่งมั่นในระยะยาว’ แต่การเมืองของประเทศไทยกลับผันผวน มีการเปลี่ยนรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการบ่อยครั้ง ทำให้ลำดับความสำคัญด้านการศึกษาเปลี่ยนตลอด

 

สิ่งที่รัฐมนตรีคนหนึ่งได้เริ่มต้นไว้ อาจจะถูกยกเลิกหรือปล่อยให้เงียบหายด้วยรัฐมนตรีคนถัดไป การปฏิรูปจึงเป็นเพียงคำขวัญทางการเมือง เช่น ‘ไทยแลนด์ 4.0’ ‘ปฏิรูปการศึกษา’ หรือ ‘ห้องเรียนดิจิทัล’ โดยขาดการดำเนินการที่ชัดเจน ต่อเนื่องและสามารถอยู่รอดข้ามวาระทางการเมืองได้

 

สำหรับนักเรียนแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทุกๆ ไม่กี่ปีจะมี ‘การปฏิรูป’ ใหม่ แต่โรงเรียนและห้องเรียนที่พวกเขาเรียนอยู่ ‘แทบไม่เปลี่ยนแปลง’

 

5) ความเหลื่อมล้ำยังไม่ถูกมองว่า ‘เป็นปัญหาหลัก’

 

การปฏิรูปการศึกษาส่วนใหญ่มักมองความเหลื่อมล้ำเป็นเพียงเรื่องรอง ไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วน ทั้งที่มีหลักฐานชัดเจนว่าช่องว่างทางการเรียนรู้ระหว่างเด็กยากจนกับเด็กฐานะดี เด็กในเมืองกับชนบทนั้นกว้างมาก การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยิ่งตอกย้ำให้เห็นความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล เด็กที่ขาดอุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต หรือการสนับสนุนจากผู้ปกครองในการเรียนที่บ้านมีการเรียนรู้ถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด

 

หากการปฏิรูปไม่เริ่มจากการยกระดับเด็กในกลุ่มล่างสุดร้อยละ 40 ผลการเรียนโดยรวมของประเทศก็จะยังถดถอยต่อไป และความเหลื่อมล้ำจะยิ่งฝังรากลึกมากขึ้น

 

6) เสียงของเด็กและผู้ปกครองมัก ‘ไม่ถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง’

 

การตัดสินใจด้านการศึกษาส่วนใหญ่มักถูกกำหนดโดยผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ นักการเมือง หรือผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่นักเรียน ผู้ปกครอง ครู และชุมชน มักมีส่วนร่วมเพียงในช่วงท้ายของกระบวนการ หรือบางครั้งก็ไม่มีส่วนร่วมเลย ส่งผลให้การปฏิรูปอาจดูดีในเอกสาร แต่อาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในห้องเรียน และท้ายที่สุดก็มักถูกต่อต้าน ถูกละเลย หรือถูกนำไปปฏิบัติใช้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ

 

บทสรุป

 

  • ประเทศไทยไม่ได้ขาดการศึกษา งานวิจัย แผนงาน หรือโครงการนำร่อง
  • สิ่งที่ขาดคือ ‘เจตนารมณ์และความมุ่งมั่น’ ในการจัดการจุดที่สำคัญที่สุด คือในห้องเรียน กับเด็ก และกับครู

 

วิกฤตที่แท้จริง ‘ไม่ใช่’ เพราะเด็กไทยเรียนรู้ไม่ได้ แต่เป็นเพราะระบบการศึกษาที่…

 

  • ปกป้องโครงสร้าง ‘มากกว่า’ ปกป้องอนาคตของเด็ก
  • ให้รางวัลกับ ‘การทำตาม’ มากกว่า ‘การตั้งคำถาม’
  • พูดถึงการปฏิรูป ‘ซ้ำแล้วซ้ำเล่า’ แต่ ‘ไม่เคยทำอย่างจริงจัง’ จนเห็นผล

 

ตราบใดที่เรายังวัดการปฏิรูปการศึกษาจากจำนวนคณะกรรมการที่ตั้งขึ้น แทนที่จะถามว่า ‘เด็กอายุ 10 ปีในโรงเรียนชนบทเล็กๆ สามารถอ่านออก คิดเป็น และกล้าฝันได้ไม่ต่างจากเด็กอายุ 10 ปีในกรุงเทพฯ แล้วหรือยัง?’ วิกฤตการศึกษาก็จะยังคงดำเนินต่อไป

 

แฟ้มภาพ: BELL KA PANG / Shutterstcok

อ้างอิง:

  • UNICEF ประเทศไทย
  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising