ไม่กี่วันก่อนได้เห็นภาพของ ลิโอเนล เมสซี และบรรดาขุนพลคู่กายฉลองถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์
นอกจากจะรู้สึกว่าเวลาผ่านมาเร็วจัง แป๊บเดียว 3 ปีแล้ว อีกความรู้สึกที่ทำงานพร้อมกันคืออีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเราก็จะได้กลับมาพบกับการแข่งขันฟุตบอลโลก (FIFA World Cup) อีกครั้งแล้วสินะ
ฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังจะเปิดฉากในวันที่ 11 มิถุนายนนี้เป็นฟุตบอลโลกที่ต่างจากที่ผ่านมา เพราะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่นอกจากจะมีชาติเจ้าภาพถึง 3 ชาติอย่าง สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และเม็กซิโกแล้ว
นี่เป็นฟุตบอลโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีจำนวนทีมเข้าร่วมแข่งขันมากถึง 48 ทีมด้วย
มีอะไรที่เราควรรู้บ้างเกี่ยวกับฟุตบอลโลกหนนี้?
1. นี่คือฟุตบอลโลกของชาวอเมริกาเหนือ
อย่างแรกเลยนี่คือฟุตบอลโลกที่พอจะบอกได้ว่าเป็นฟุตบอลโลกของทวีปอเมริกาเหนือก็ว่าได้ เพราะได้สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และเม็กซิโก มาผนึกกำลังร่วมกันเป็นเจ้าภาพการแข่งขัน
โดยจะแข่งขันกันในระหว่างวันที่ 11 มิถุนายนก่อนจะจบในนัดชิงชนะเลิศวันที่ 19 กรกฎาคม ซึ่งเป็นฟุตบอลโลกที่กินระยะเวลายาวนานที่สุดถึง 39 วัน
2. เจ้าภาพร่วม 3 ชาติหนแรก
สิ่งที่น่าสนใจตามมาคือนี่เป็นฟุตบอลโลกหนแรกในประวัติศาสตร์ที่มีเจ้าภาพร่วมกันถึง 3 ชาติ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน
โดยการร่วมกันเสนอตัวของสหรัฐฯ, แคนาดา และเม็กซิโก ได้รับการโหวตให้ชนะโมร็อคโก ชาติตัวแทนจากแอฟริกาที่หวังจะได้เป็นชาติที่ 2 ของทวีปที่ได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกต่อจากแอฟริกาใต้ในปี 2010 (แต่โมร็อคโกจะได้เป็นเจ้าภาพร่วมกับสเปน และโปรตุเกส ในฟุตบอลโลก 2030 แทน)
สำหรับครั้งล่าสุดที่มีเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลกเราต้องย้อนกลับไปไกลถึงปี 2002 กับฟุตบอลโลกหนแรกในทวีปเอเชียที่จัดขึ้นที่ประเทศเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ซึ่งหลังจากนั้นมีการแบนไม่ได้มีเจ้าภาพร่วมอีกเพราะมีปัญหาค่อนข้างมาก

3. หรือจะเรียกว่าเจ้าภาพประกอบฉาก…
ถึงจะเป็นเจ้าภาพร่วมกัน 3 ชาติ แต่เอาเข้าจริงการแข่งขันส่วนใหญ่จัดที่สหรัฐอเมริกา
โดยในจำนวนสนามทั้งหมด 16 สนามที่จะใช้สำหรับการแข่งขัน เป็นสนามในอเมริกาถึง 11 สนาม ตามด้วยเม็กซิโก 3 สนามและแคนาดาอีก 2 สนามด้วยกัน ดังนี้
สนาม เมือง ที่นั่ง ประเทศ
เอทีแอนด์ที สเตเดียม ดัลลัส 94,000 สหรัฐฯ
เอสตาดิโอ บาร์โนเต เม็กซิโกซิตี้ 83,000 เม็กซิโก
เม็ตไลฟ์ สเตเดียม นิวเจอร์ซีย์ 82,500 สหรัฐฯ
เมอร์ซีเดสเบนซ์ สเตเดียม แอตแลนต้า 75,000 สหรัฐฯ
เอ็นอาร์จี สเตเดียม ฮุสตัน 72,000 สหรัฐฯ
แอร์โรวเฮด สเตเดียม แคนซัสซิตี้ 73,000 สหรัฐฯ
ลีไวส์ สเตเดียม ซานฟรานซิสโก 71,000 สหรัฐฯ
โซไฟ สเตเดียม ลอสแอนเจอลีส 70,000 สหรัฐฯ
ลินคอล์นไฟแนนเชียลฟิลด์ ฟิลาเดลเฟีย 69,000 สหรัฐฯ
ลูเมนฟิลด์ ซีแอทเทิล 69,000 สหรัฐฯ
จิลเล็ตต์ สเตเดียม บอสตัน 65,000 สหรัฐฯ
ฮาร์ดร็อค สเตเดียม ไมอามี 65,000 สหรัฐฯ
บีซีเพลซ แวนคูเวอร์ 54,000 แคนาดา
เอสตาดิโอ มอนเตร์เรย์ มอนเตร์เรย์ 53,500 เม็กซิโก
เอสตาดิโอ อากรอน กัวดาลายารา 48,000 เม็กซิโก
บีเอ็มโอฟิลด์ โตรอนโต 45,000 แคนาดา
โดยที่แคนาดา และเม็กซิโก จะมีเกมเท่ากันที่ 13 เกม ที่เหลือจัดในสหรัฐฯหมด

4. คนเดียวที่สั่งเปลี่ยนสนามได้
แต่ถึงจะมีการเลือกสังเวียนซึ่งก็ไม่ได้จิ้มกันมั่วๆแต่มีการประกวดแข่งขันกันอย่างเป็นทางการโดยเฉพาะในสหรัฐฯที่มีการแข่งขันอย่างจริงจัง แต่ยังมีโอกาสที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงได้
เพราะตามคำบอกของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในฐานะโต้โผใหญ่ของการจัดงานระบุว่า “ถ้ามีเหตุจำเป็นในเรื่องของความปลอดภัย” ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงสนามแข่งขันได้หากรู้ว่าการจัดในเมืองนั้นมีความเสี่ยง
และบางทีความเสี่ยงที่สุดคือท่านประธานาธิบดีที่เอาแน่เอานอนไม่ได้นี่แหละ…
5. ความภูมิใจของเม็กซิโก และสนามในตำนาน
ถึงจะได้เป็นเจ้าภาพแค่ 3 เมือง แต่เม็กซิโกก็สามารถภูมิใจได้ในฐานะชาติแรกของโลกที่เคยจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกมาแล้ว ทั้งการเป็นเจ้าภาพเดี่ยวและเจ้าภาพร่วม 3 ครั้งเป็นชาติแรก
โดยครั้งแรกคือปี 1970 (เปเล และบราซิลในตำนาน) ครั้งต่อมาคือ 1986 กับตำนานเทวาและซาตานของดีเอโก มาราโดนา
และครั้งนี้ 2026
อาจจะน่าเสียดายที่สนามในตำนานอย่างอัซเตกา สเตเดียม หรือในปัจจุบันคือเอสตาดิโอ บาร์โนเต จะไม่ได้เป็นสังเวียนนัดชิงชนะเลิศแต่อย่างน้อยก็ได้เปิดสนามในวันที่ 11 มิถุนายนนี้
ส่วนสนามที่จะใช้ในรอบชิงชนะเลิศคือสนาม เม็ตไลฟ์ ในนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งถือเป็นสนามกีฬาระดับท็อปเทียร์บนสุดของโลกในเวลานี้

6. ฟุตบอลโลก 48 ทีม
แต่สิ่งที่ถูกพูดถึงมากกว่าเจ้าภาพคือการที่ฟุตบอลโลกหนนี้จะเป็นฟุตบอลโลกหนแรกในประวัติศาสตร์ที่มีจำนวนทีมเข้าร่วมแข่งขันมากถึง 48 ทีม
การเพิ่มจำนวนทีมนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 ในประวัติศาสตร์ โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1934 ที่ประเทศอิตาลี ซึ่งมีการเพิ่มจำนวนทีมจาก 13 ทีม (ที่แข่งขันในฟุตบอลโลกครั้งแรก 1930 ที่ประเทศอุรุกวัย) เป็น 16 ทีม ก่อนจะมีการเพิ่มเป็น 24 ทีมในฟุตบอลโลกปี 1982 ที่ประเทศสเปน และเพิ่มอีกครั้งเป็น 32 ทีมในฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส
โดยจนถึงตอนนี้มีทีมที่ได้ผ่านเข้ามาเล่นรอบสุดท้ายแล้ว 42 ทีม เหลือโควต้าอีก 6 ทีมที่จะต้องเพลย์ออฟวัดกันว่าใครจะได้เข้ารอบ
เจ้าภาพ: แคนาดา, เม็กซิโก, สหรัฐฯ
แอฟริกา: แอลจีเรีย, เคปเวิร์ด, อียิปต์, กานา, ไอวอรีโคสต์, โมร็อคโก, เซเนกัล, แอฟริกาใต้, ตูนิเซีย
เอเชีย: อิหร่าน, ญี่ปุ่น, จอร์แดน, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย, เกาหลีใต้, อุซเบกิสถาน
ยุโรป: ออสเตรีย, เบลเยียม, โครเอเชีย, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, นอร์เวย์, โปรตุเกส, สกอตแลนด์, สเปน, สวิตเซอร์แลนด์
อเมริกาเหนือและกลางและแคริบเบียน: กูราเซา, ปานามา, เฮติ
โอเชียเนีย: ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์
อเมริกาใต้: อาร์เจนตินา, บราซิล, โคลอมเบีย, เอกวาดอร์, ปารากวัย, อุรุกวัย

7. น้องใหม่ร้ายแต่บริสุทธิ์
ด้วยจำนวนทีมที่เพิ่มขึ้นหมายถึงประตูแห่งโอกาสที่เปิดกว้างขึ้นตามไปด้วย และทำให้มีชาติที่ไม่เคยได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายได้ทะลุมาสู่ ‘ฟุตบอลโลก’ ที่พวกเขาฝันมาตลอดมากถึง 4 ทีมด้วยกันในเวลานี้ ได้แก่
เคปเวิร์ด
กูราเซา
จอร์แดน
อุซเบกิสถาน
โดยที่อาจจะมีจำนวนน้องใหม่เพิ่มขึ้นอีกหลังจบรอบเพลย์ออฟด้วย
8. และการแบ่งกลุ่มแบบใหม่
ด้วยจำนวนทีมที่เพิ่มขึ้นทำให้รูปแบบการแข่งขันต้องเปลี่ยนไปด้วย อย่างแรกคือจำนวนกลุ่มจากเดิมที่มี 8 กลุ่มจะเพิ่มเป็น 12 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม โดยที่ทีมแชมป์และรองแชมป์กลุ่มจะผ่านเข้ารอบน็อคเอาต์โดยอัตโนมัติ
ที่เหลือคือทีมอันดับ 3 ที่ทำผลงานดีที่สุดอีก 8 ทีม ซึ่งรวมทั้งหมด 32 ทีมจะผ่านสู่รอบน็อคเอาต์ ซึ่งเดิมเมื่อจบรอบแบ่งกลุ่มจะเป็นรอบ 16 ทีม
จากนั้นก็เหมือนเดิมคือไปที่รอบ 8 ทีม รอบรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศ
9. นี่คือโฉมหน้าของ 12 กลุ่ม
ต้นเดือนธันวาคมมีพิธีการจับสลากแบ่งกลุ่มกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้ว่าจะยังเหลือโควต้าอีก 6 ทีมที่กว่าจะรู้ผลคือเดือนมีนาคมก็ตาม
หน้าตาของแต่ละกลุ่มมีดังนี้
กลุ่ม A: เม็กซิโก, เกาหลีใต้, แอฟริกาใต้ + เดนมาร์ก/มาซิโดเนีย/เช็ก/ไอร์แลนด์
กลุ่ม B: แคนาดา, สวิตเซอร์แลนด์, กาตาร์ + อิตาลี/ไอร์แลนด์เหนือ/เวสลส์/บอสเนีย
กลุ่ม C: บราซิล, โมร็อคโก, สกอตแลนด์, เฮติ
กลุ่ม D: สหรัฐฯ, ออสเตรเลีย, ปารากวัย + ตุรกี/โรมาเนีย/สโลวะเกีย/โคโซโว
กลุ่ม E: เยอรมนี, เอกวาดอร์, ไอวอรีโคสต์, กูราเซา
กลุ่ม F: เนเธอร์แลนด์, ญี่ปุ่น, ตูนิเซีย + ยูเครน/สวีเดน/โปแลนด์/แอลเบเนีย
กลุ่ม G: เบลเยียม, อิหร่าน, อียิปต์, นิวซีแลนด์
กลุ่ม H: สเปน, อุรุกวัย, ซาอุดีอาระเบีย, เคปเวิร์ด
กลุ่ม I: ฝรั่งเศส, เซเนกัล, นอร์เวย์ + อิรัก/โบลิเวีย/ซูรินาม
กลุ่ม J: อาร์เจนตินา, ออสเตรีย, แอลจีเรีย, จอร์แดน
กลุ่ม K: โปรตุเกส, โคลอมเบีย, อุซเบกิสถาน + คองโก/จาไมกา/นิวเคลโดเนีย
กลุ่ม L: อังกฤษ, โครเอเชีย, ปานามา, กานา

10. สามเกลอตัวนำโชค
แน่นอนว่าทุกมหกรรมกีฬาย่อมต้องมีตัวนำโชคหรือมาสคอต (Mascot) คู่กับการแข่งขันเสมอ ซึ่งสำหรับฟุตบอลโลกครั้งนี้ด้วยความที่มีจำนวนชาติเจ้าภาพ 3 ชาติทำให้มีตัวนำโชคมากถึง 3 ตัวด้วยกัน
ตัวนำโชคที่ว่าประกอบไปด้วย พล-นิกร-กิมหงวน เอ้ยไม่ใช่!
Maple the Moose (แคนาดา) ศิลปินผู้หลงรักเสียงดนตรีและเป็นผู้รักษาประตูที่ทำซูเปอร์เซฟได้นิดหน่อ
Zayu the Jaguar (เม็กซิโก) นักล่าตาข่ายจากป่าลึกในเม็กซิโก ที่ถ้าว่างไม่ได้เล่นฟุตบอลก็จะไปเต้นหรือหาของอร่อยๆกิน
และ Clutch the Bald Eagle (สหรัฐฯ) กองกลางผู้รักการผจญภัย มีน้ำใจช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีม เป็นคนสร้างสปิริตในทีม

11. ใครคือตัวเก็งเต็งแชมป์?
คำถามสำคัญที่ทุกคนอยากรู้มากที่สุดคือใครจะเป็นเต็งแชมป์ของการแข่งขัน?
ทีมแรกที่ต้องพูดถึงคืออาร์เจนตินา ในฐานะแชมป์เก่าของการแข่งขัน พวกเขายังแข็งแกร่งเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือยังไปคว้าแชมป์โคปา อเมริกามาได้อีกรายการด้วย
ฝรั่งเศสรองแชมป์เก่ายังเป็นสุดยอดทีมของโลกเสมอ ด้วยขุมกำลังที่แน่นเปรี๊ยะทุกจุด โดยเฉพาะแนวรุกที่ครั้งนี้ไม่ได้มีแค่คีเลียน เอ็มบัปเปคนเดียวแล้ว แต่เราจะได้เจออุสมาน เดมเบเล นักเตะเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ปีล่าสุดด้วย
สเปน เป็นอีกทีมที่อยู่ในกลุ่มลุ้นแชมป์เสมอทุกรายการ โดยเฉพาะหลังจากคว้าแชมป์ยูโร 2024 มาครองได้ เราได้เห็นแล้วว่า ลามีน ยามาล, เปดรี, กาบี นักเตะเหล่านี้สุดยอดแค่ไหน
ทีมขวัญใจมหาชน อังกฤษ ก็เป็นอีกทีมที่มีขุมกำลังยอดเยี่ยม ว่าด้วยขุมกำลังแล้วชื่อชั้นไม่เป็นรองใคร สิ่งที่ขาดไปมีเพียงแค่การทลายกำแพงในใจที่ทำให้ไปไม่ถึงแชมป์รายการระดับเมเจอร์สักที หลังเข้าชิงยูโร 2 หนหลังสุด แพ้รวด
4 ทีมนี้คือตัวเต็งในสายตากูรู
12. ทีมที่ควรค่าแก่การจับตา
โปรตุเกส และเยอรมนี ก็เป็นทีมที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะทีมแรกที่เอาเข้าจริงแกร่งไม่ได้เป็นรองใครเลย ขณะที่ทีม ‘อินทรีเหล็ก’ อยู่ระหว่างการหาทางกลับสู่ความยิ่งใหญ่ แต่เป็นทีมที่เล่นบอลทัวร์นาเมนต์ได้เก่งกาจยิ่งนัก
นอร์เวย์ คือ ‘ม้ามืด’ ของรายการครั้งนี้เพราะเก่งและแกร่งทั่วแผ่น นำมาโดย เอร์ลิง ฮาแลนด์ และมาร์ติน โอเดอการ์ด
บราซิล แชมป์โลก 5 สมัย ที่ขุมกำลังอาจจะไม่ดีเท่ายุคก่อนๆแล้วแต่ยังมีนักเตะดีๆในทีมหลายคน รวมถึงคนที่มีการจับตามองอย่าง เนย์มาร์ เจ้าชายลูกหนังของประเทศที่พยายามจะกลับมาทำคำสัญญาในการคว้าแชมป์โลกให้ได้
โมร็อคโก ทีมที่ดีที่สุดของแอฟริกาในเวลานี้ซึ่งผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศที่กาตาร์ พวกเขาเป็นอีกทีมที่น่าสนใจ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (ชนิดที่น่าลอกการบ้านมาใช้กับเมืองไทยมาก)
ให้อีกทีมที่อาจจะเป็นเซอร์ไพรส์คือญี่ปุ่น ความภูมิใจของเอเชียที่ตอนนี้ยกระดับไปใกล้กับคำว่าระดับโลกมากแล้ว ล่าสุดจัดการบราซิลได้สำเร็จ (แม้จะไม่ได้เป็นชุดใหญ่ก็เถอะ) ซึ่งปีนี้น่าจับตาว่าพวกเขาจะไปได้ไกลขนาดไหน

13. เมสซี vs. โรนัลโด
ทีนี้มาถึงคำถามที่หลายคนอยากรู้คือแล้วเราจะได้เห็น เมสซี vs. โรนัลโด ไหมในฟุตบอลโลกหนนี้?
ความจริงแล้วแม้จะยังไม่มีการคอนเฟิร์มอย่างเป็นทางการจากเสือเฒ่าทั้งสองที่เคยครองวงการลูกหนัง และยังอยู่ยั้งยืนยงเป็นอมตะว่าพวกเขาจะเข้าร่วมแข่งขันด้วย โดยจะขอดูสภาพร่างกายและความพร้อมต่างๆก่อน
แต่นี่มันคือฟุตบอลโลก และมันจะเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับทั้งสองคนด้วย
ถ้าไม่โชคร้ายบาดเจ็บจนไม่ไหว เราจะได้เห็นทั้งคู่ในฟุตบอลโลกหนนี้แน่นอน โดยเฉพาะคนหลังที่ตั้งเป้าว่าอยากจะได้แชมป์ฟุตบอลโลกสักครั้งกับเขา เพื่อจะได้เข้าทำเนียบ GOAT แบบยิ่งใหญ่
โดยที่ตามผังรายการแล้วมีโอกาสที่จะได้เจอกันเองด้วยในรอบน็อคเอาต์!
14. เข้าสู่ยุคสมัยใหม่?
ถึง ‘เส้นเรื่อง’ ของเมสซีและโรนัลโดจะดูโรแมนติกและยิ่งใหญ่ แต่ในความรู้สึกของคนอีกมากมายก็อาจจะเบื่อเพราะรันวงการกันมายาวนานกว่า 20 ปีแล้ว
คำถามคือจะมีสตาร์หน้าใหม่คนไหนที่น่าสนใจบ้าง?
เยอะแยะ!
ตัดกลุ่มนักเตะระดับ Rank S อย่างเอ็มบัปเป, เอร์ลิง ฮาแลนด์ หรือจู๊ด เบลลิงแฮมออกไปก็ยังมีกลุ่มผู้เล่นที่พร้อมจะก้าวขึ้นมายืนอยู่ ณ จุดสูงสุดของโลกได้อีกหลายคน
คนที่ถูกจับตามองมากที่สุดเพราะมีครบทุกอย่างคือ ลามีน ยามาล สตาร์ที่เกิดมาเพื่อเป็นสตาร์จริงๆ ซึ่งในปีหน้าไอ้หนุ่มคนยะลา (ใช่ที่ไหน!) ของเราจะมีอายุครบ 18 ปีพอดี และกำลังอยู่ในระหว่างการเรียกฟอร์มการเล่นกลับมาหลังประสบปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนบริเวณขาหนีบ ซึ่งเป็นอาการยอดฮิตของเด็กที่กำลังโต
นอกจากนี้ยังมีอีกเยอะ นึกไวๆ เช่น ฟรังโก มาสตานตัวโน เพลย์เมคเกอร์ดาวรุ่งอาร์เจนตินา, เอสเตเวา ของบราซิล ไปจนถึงมอร์แกน โรเจอร์ส ที่กำลังร้อนแรงที่สุดในพรีเมียร์ลีกเวลานี้
ไม่นับคนที่เราอาจจะคาดไม่ถึงอีกมากมายที่สามารถแจ้งเกิดได้ในฟุตบอลโลก เวทีที่ยิ่งใหญ่ที่พร้อมให้ทุกคนเป็นฮีโร่ได้เสมอ
15. สตาร์ที่หายไป
แต่แน่นอนว่าก็ต้องมีผู้เล่นระดับสตาร์ที่หายหน้ากันไปในฟุตบอลโลกหนนี้
เอาที่ชัดๆหน่อยคือ ควิชา ควารัตสเกเลีย และโดมินิก โซโบสไล สองสตาร์ยุโรปตะวันออกจากทีมชาติจอร์เจียและฮังการีที่ไม่ผ่านรอบคัดเลือก
นอกจากนี้ยังมี วิคเตอร์ โอซิมเฮน สตาร์ไนจีเรียที่ตกรอบสุดช็อกพร้อมกับคาร์ลอส บาลีบา และไบรอัน เอ็มโบโม แห่งแคเมอรูนด้วย
และถ้าสมมติอิตาลีไม่ได้ผ่านเข้ารอบสุดท้าย – ซึ่งจะเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน – ก็จะไม่ได้เห็นนักเตะอย่าง นิโคโล บาเรลลา, ริคคาร์โด คาลาฟิออรี รวมถึง เฟเดริโก คิเอซา ด้วย

16. Trionda ลูกฟุตบอลใหม่ใกล้ฉัน
เป็นธรรมเนียมอีกอย่างของการแข่งขันฟุตบอลโลกที่จะมีการเปิดตัวลูกฟุตบอลใหม่จากสปอนเซอร์ที่ผูกขาดตลอดกาลอย่าง adidas
โดยลูกฟุตบอลใหม่สำหรับฟุตบอลโลก 2026 มีชื่อว่า ‘ตรีออนดา’ (Trionda’) ซึ่งเป็นภาษาสเปน
Tri แปลว่า สาม
Onda แปลว่า คลื่น
เอามาจับรวมกันเพื่อสะท้อนถึงภาพของคลื่น (la ola – วิธีการเชียร์แบบอเมริกาเหนือ) มนุษย์กองเชียร์ที่จะเข้ามาชมเกมใน 3 ประเทศเจ้าภาพ (ว่าซั่น)
ความพิเศษของบอลรุ่นนี้คือเป็นลูกบอลที่ออกแบบดีไซน์แผ่นตัด 4 แผ่น และมีเทคโนโลยี Connected Ball ที่จะส่งสัญญาณไปยังระบบช่วยตัดสินอย่าง SAOT และ VAR

17. Desire หัดร้องกันไว้
นอกจากลูกฟุตบอลก็ต้องมีเพลงประจำการแข่งขัน (Anthem) ด้วย ซึ่งเพลงประจำฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ออกมาแล้วโดยเปิดตัวในพิธีจับสลากนั่นคือเพลง ‘Desire’ หรือความปรารถนา ขับร้องโดย Robbie Williams และ Nicole Scherzinger
เพียงแต่เพลงนี้ทำให้แฟนบอลไม่อินเท่าไรนัก เพราะมันฟังแล้วไม่สนุก! เมื่อเทียบกับเพลงฮิตตลอดกาลอย่าง Waka Waka (2010), La Copa le La Vida (The Cup of Life 1998) ที่สนุกสนานม่วนจอยกว่ามาก โดยไม่ต้องคิดเทียบชั้นกับ Un’estate italiana (To be Number One) เพลงอมตะตลอดกาลของฟุตบอลโลก 1990 เลย
เอาจริงตอนฟุตบอลโลก 1994 ที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพครั้งแรก เพลง Glory Land ก็ไม่ค่อยไหวนะ…
18. ‘WE ARE 26’ โลโก้ สโลแกน แบรนด์แบนๆ
ไปกันต่อที่เรื่องของโลโก้ สโลแกน และแบรนดิ้งของฟุตบอลโลก 2026
Motto ของการแข่งขันครั้งนี้คือ ‘WE ARE 26’ เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกันของเจ้าภาพทั้ง 3 โดยที่โลโก้นั้นจะมีคำว่า WE ARE 26 อยู่บนพื้นหลังและมีภาพของถ้วยฟุตบอลโลก (FIFA World Cup Trophy) ของจริงไม่ใช่ภาพซิลลูเอตหรือภาพวาดอยู่บนนั้น
ที่เหลือจะเป็นอิสระสำหรับเมืองเจ้าภาพต่างๆที่จะใช้สีสันและหาเอกลักษณ์กันอย่างอิสระ
แต่ก็นะ รู้สึกว่ามันแบนๆกันไปนิดนึง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับมหกรรมกีฬาที่สร้างความประทับใจอย่าง ปารีส 2024 และ โตเกียว 2020
หรือแม้แต่ฟุตบอลโลก ‘กาตาร์ 2022’ ก็ยังดีกว่านี้
19. ว่าด้วยตัวเลขเศรษฐกิจ
ตัวเลขทางเศรษฐกิจ (Economic impact) เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ได้รับความสนใจจากแฟนบอลสายลึกและเหล่าผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย
สำหรับฟุตบอลโลก 2026 มีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจกันว่าน่าจะสูงถึง 4.09 หมื่นล้านดอลลาร์เลยทีเดียว นอกจากนี้จะทำให้เกิดการสร้างงานถึง 824,000 ตำแหน่งในช่วงของการแข่งขันฟุตบอลโลก
มีการประเมินว่าจะมีแฟนฟุตบอลจากทั่วโลกเดินทางมาเพื่อตามเชียร์และเก็บเกี่ยวบรรยากาศมากถึง 6.5 ล้านคน ซึ่งแต่ละคนก็จะใช้จ่ายกันอย่างมากมายมหาศาล

20. Half-Time Show ครั้งแรก
ด้วยความนิยมและมูลค่าของการแสดงในช่วงพักครึ่งในศึก ‘ซูเปอร์โบวล์’ อเมริกันฟุตบอล NFL ทำให้ FIFA อยากมีอะไรแบบนี้กับเขาบ้าง
ทำให้นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่จะมีการแสดงช่วงพักครึ่งเวลาในฟุตบอลโลกด้วย โดยศิลปินที่จะขึ้นเวทีได้แก่ J Balvin, Doja Cat และ Coldplay
ทั้งนี้แม้ปกติแล้วเกมฟุตบอลจะพักครึ่งกัน 15 นาที แต่การมีโชว์คั่นกลางทำให้จะต้องเพิ่มเวลาการพักเป็น 20 นาทีเป็นอย่างน้อยแทน ซึ่งก็มีการตั้งคำถามกันว่ามันเหมาะสมไหม? แต่เราก็พอเห็นเค้าลางมาแล้วจากเกมนัดชิงแชมป์สโมสรโลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมา
เอาจริงก็ไม่ได้แย่หรือกระทบอะไรมากนะในความรู้สึก
21. ฟุตบอลโลกใหม่ = ชุดใหม่
ฟุตบอลโลกก็ไม่ต่างอะไรจากการเปิดเทอมใหม่ ใครก็อยากมีเสื้อใหม่ใส่ลงสนามจริงไหม
ว่าแล้ว adidas เปิดตัวชุดแข่งล็อตแรกสำหรับ 13 ทีมที่เป็นสปอนเซอร์ในรอบสุดท้ายเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งเสียงตอบรับค่อนข้างดี เพราะให้ความรู้สึกวินเทจแต่ไม่เก่าจัดเป็นแฟชั่นเข้ากับยุคสมัยพอดี
โดยเฉพาะเสื้อทีมชาติเยอรมนีชุดเหย้าแขนยาวที่โดนใจสุดๆ!
ขณะที่ Nike คู่แข่งสำคัญที่จะมี 11 ทีมในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายยังไม่มีการประกาศออกมาในตอนนี้ เช่นกันกับ Puma ที่จะมี 10 ทีมด้วยกัน
แต่ที่น่าสนใจคือจะมีแบรนด์เล็กๆที่ได้อวดโฉมด้วย เช่น
7Saber (อุซเบกิสถาน)
Majid (อิหร่าน)
Kelme (จอร์แดน)
Marathon (เอกวาดอร์)
Tempo (เคปเวิร์ด)
Reebok (ปานามา)
Saeta (เฮติ)
จำนวนทีมและสปอนเซอร์ยังเปลี่ยนแปลงได้อีกเพราะอย่างที่บอกยังเหลือโควต้าอีก 6 ทีม
22. อยากไปดูฟุตบอลโลกยากและแพงมากไหม?
ยากและแพงมาก! อันนี้บอกได้เลย
ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ทำให้ FIFA โดนถล่มหนักทุกวันนี้เพราะสนนราคาค่าตั๋วเข้าชมการแข่งขันพุ่งทะยานไปแบบน่ากลัว อันเป็นผลจากระบบการจำหน่ายตั๋วแบบใหม่ที่ตั้งราคาแบบ Dynamice pricing ที่ยิ่งมีความต้องการมาก ราคาก็จะยิ่งสูงขึ้น
แล้วพอเอามาใช้กับรายการที่แฟนๆหลักพันล้านคนสนใจแบบนี้ ราคามันก็พุ่งเป็นจรวดอพอลโลสิ?
เรื่องนี้ทำให้ FIFA ซึ่งยังตั้งตัวเป็น ‘พ่อค้าคนกลาง’ ด้วยการเปิดแพลตฟอร์มสำหรับซื้อขายตั๋วเอง (นัยว่าตัดปัญหาไปตั้งโต๊ะขายกันที่อื่น ซื้อผ่านแผงฉันสิปลอดภัย แต่คนขายโดนหักเปอร์เซ็นต์นะ) ต้องกลับลำมาตั้งตัวกันใหม่
แต่ยืนยันว่าการไปฟุตบอลโลกหนนี้ยากและแพงมากจริงๆ
23. Fanzone ยังเก็บค่าเข้า…
ที่แย่จัดคือปกติแล้วมหกรรมกีฬาอย่างฟุตบอลโลกหรือฟุตบอลยูโรจะมีการจัดพื้นที่รวมตัวกันของแฟนฟุตบอลที่ไม่สามารถหาตั๋วเข้าชมเกมในสนามได้ ให้มานั่งเชียร์ด้วยกันใน Fanzone ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศเยอรมนี
แฟนๆจะได้มาชมและเชียร์ด้วยกันบนจอยักษ์ ใช้จ่ายไปกับบรรดาสินค้าของสปอนเซอร์ เชื่อ เครื่องดื่มทั้งมึนและไม่มึน อาหาร ไปจนถึงสินค้านานาประเภท เรียกว่าได้กันทุกฝ่าย
ปรากฏว่าหนนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่จะมีการเรียกเก็บค่าเข้า Fanzone ด้วยโดยอยู่ที่คนละ 12.50 ดอลลาร์ ซึ่งมันก็ไม่ได้แพงอะไรมากมายนักหรอก แต่มันก็ชวนให้คิดว่าเกมฟุตบอลที่เรารักมันเป็นเงินเป็นทองไปกันหมดแล้วใช่ไหม?

24. แต่ถ้าอยากดูฟรี
FIFA รับอาสาสมัคร (Volunteer) จำนวนมากถึง 65,000 คนที่จะมาอำนวยความสะดวกให้แก่ฟุตบอลโลก 2026 หนนี้ ซึ่งหากโชคดีได้อยู่ในสนามด้วยก็เหมือนได้ชมฟรีเลย
สำหรับคนที่อยากเป็นอาสาสมัครสามารถกรอกใบสมัครได้ ขอแค่มีคุณสมบัติดังนี้
- อายุ 18 ปีหรือมากกว่า
- ภาษาอังกฤษดีเยี่ยมเป็นอันดับแรก
- และถ้าภาษาสเปนกับฝรั่งเศสดีด้วยก็จะสุดยอดมาก เพราะจำเป็นสำหรับการทำหน้าที่ในสนามที่เม็กซิโกและแคนาดาตามลำดับ
25. ฟุตบอลโลกครั้งนี้มีถ่ายทอดสดในไทยไหม?
ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจน แต่มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจเพราะฟุตบอลโลก 2026 ถูกถอดออกจากรายการตามกฎ ‘Must Have’ แล้ว แปลว่ารัฐบาลจะไม่เข้ามาแทรกแซงอีกต่อไป และทำให้เกิดการแข่งขันขึ้นในภาคเอกชน
ประเมินจากการแข่งขันที่ร้อนแรงแล้ว ถึงสนนราคาค่าลิขสิทธิ์ของฟุตบอลโลก 2026 น่าจะแพงหูตูบแต่เชื่อว่าจะมีสักเจ้าที่พร้อมจะซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดมาให้คนไทยได้ดูอย่างแน่นอน
และบางทีอาจจะได้ข่าวเร็วๆนี้ด้วย
26. ว่าแต่เขาเตะกันกี่โมงในบ้านเรา?
ด้วยความที่เป็นฟุตบอลโลกที่อยู่คนละฟากโลก ทำให้ช่วงเวลาแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 หนนี้จะต่างจากหลายๆครั้งที่ผ่านมา
โดยระยะเวลาการแข่งขันจะเริ่มตั้งแต่ช่วงดึก 23.00 น. 00.00 น. หรือ 02.00 น. เป็นช่วงเวลาแรก จากนั้นจะแล้วแต่โปรแกรมการแข่งขันของแต่ละวัน แต่หลักๆแล้วจะมีต่อในช่วง 05.00 น., 08.00-09.00 น. (แล้วแต่เวลาท้องถิ่น) และ 11.00 น.
อ่านกันมาจนเหนื่อยแล้ว เตรียมพร้อมสำหรับฟุตบอลโลก 2026 ได้เลย ที่ THE STANDARD SPORT เล่นใหญ่แน่!
อ้างอิง:
- https://www.bbc.co.uk/newsround/articles/cwywgkymkplo
- https://www.aljazeera.com/sports/2025/12/11/world-cup-2026-all-to-know-six-months-before-fifa-tournament-starts
- https://www.bangkokpost.com/business/general/3162645/world-cup-set-to-provide-major-economic-boost
- https://boyleheightsbeat.com/2026-world-cup-la-guide/
- https://www.tntsports.co.uk/football/world-cup/2026/2026-world-cup-all-you-need-to-know-format-dates-kick-off-times-schedule_sto23247582/story.shtml
- https://www.footyheadlines.com/2025/09/2026-world-cup-kit-battle.html
- https://www.insideworldfootball.com/2025/12/08/fifa-promises-world-cup-half-time-show-will-break-new-entertainment-ground/


