“การศึกษาเรื่องของกำลังที่มีส่วนในการกำหนด การรักษาไว้ หรือการเปลี่ยนแปลงรัฐคือ พื้นฐานของการทำความเข้าใจเรื่องทางการเมืองทั้งหมดอย่างถ่องแท้ และนำไปสู่ความเข้าใจที่ชัดเจนว่า กฎของอำนาจควบคุมโลกของรัฐ เช่นเดียวกับที่กฎของแรงโน้มถ่วงของโลกก็ควบคุมโลกทางกายภาพด้วย”
Ludwig von Rochau
Principles of Realpolitik Applied to the National State of Affairs of Germany (1853)
“ในบรรดารัฐมหาอำนาจใหญ่ทั้งหมด อเมริกาเป็นชาติสุดท้ายที่ค้นพบแนวคิดเรื่อง Realpolitik … ภาพลักษณ์ในตัวเองของสหรัฐฯ [ในอดีต] คือ รัฐมหาอำนาจที่ไม่ปรารถนาจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเกมการเมือง [ของการแข่งขันระหว่างประเทศ]”
John Bew
Realpolitik (2018)
“We’re in charge”
[“เราเข้าควบคุมสถานการณ์หมดแล้ว”]
President Donald Trump
คำกล่าวหลังความสำเร็จของปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาในวันที่ 3 มกราคม 2026
อารัมภบท
ผมเชื่อว่า ไม่มีใครคาดเดามาก่อนว่า กองกำลังของสหรัฐฯ จะ “ฉลองปีใหม่ 2026” ในภูมิภาคลาตินอเมริกา ด้วยการเปิดปฏิบัติการทางทหารกับเวเนซุเอลา แล้วปฏิบัติการนี้จบลงอย่างรวดเร็วด้วยความสำเร็จดังที่กำหนดไว้ในแผนยุทธการตามความประสงค์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คือ การบุกจับตัวผู้นำเวเนซุเอลา และนำตัวออกจากประเทศไปขึ้นศาลที่นิวยอร์ก … เป็นปฏิบัติการที่จบลงอย่างสวยงามในมิติทางทหาร ระบบป้องกันทางอากาศ และระบบรักษาความปลอดภัยของผู้นำเวเนซุเอลาถูกทำให้หมดสภาพลงอย่างสิ้นเชิง แต่ความสำเร็จทางทหารเช่นนี้ มิได้มีนัยถึงความสำเร็จทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะปัญหาของเวเนซุเอลาทั้งเศรษฐกิจและการเมืองมีความซับซ้อนในตัวเองอยู่มาก รวมทั้งปัญหาการอพยพของคนออดนอกประเทศ ด้วยความหวังในการแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า เพราะระบอบการเมืองปีกซ้ายไม่ได้ตอบโจทย์กับชีวิตคน
ผู้คนในอเมริกา ในเวเนซุเอลา รวมทั้งในไทยไม่มีใครคาดคิดมาก่อนถึงการตัดสินใจเช่นนี้ของทรัมป์ และผมเชื่อว่า หลายๆ คนตกใจกับการบุกข้ามประเทศเข้าจับตัวบุคคลเป้าหมายที่เป็นผู้นำของอีกประเทศหนึ่งในลักษณะเช่นนี้ ซึ่งทำให้ความเชื่อหรือมุมมองเดิมที่ผมในฐานะทั้งเป็นนักเรียน และเป็นคนสอนวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เริ่มต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า การแสดงออกของผู้นำรัฐมหาอำนาจใหญ่เช่นนี้ จะส่งผลอย่างไรกับความเป็นไปของระบบระหว่างประเทศในอนาคต
อีกทั้ง ถ้าเราต้องตอบปัญหานี้ เราจะตอบด้วยกรอบคิดอย่างไรที่จะช่วยในการทำความเข้าใจกับความผันแปรที่กำลังเกิดกับระเบียบระหว่างประเทศ
บทความนี้ จะไม่เล่าเหตุการณ์ หรืออธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพราะมีสื่อต่างๆ และหลายบทความได้ทำสิ่งเหล่านั้นแล้ว และหาอ่านได้ทั่วไป โดยเฉพาะบทความและบทวิเคราะห์ในสื่อตะวันตก ที่มีข้อมูลและรายละเอียดอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นใน The Guardian, Reuters หรือ BBC เป็นต้น แต่บทความนี้อยากทดลองนำเสนอการมองโลกจากการตัดสินใจของผู้นำสหรัฐฯ มากกว่า และพิจารณาถึงผลกระทบต่อระบบระหว่างประเทศ
ปฐมบทของปีใหม่ที่ร้อนแรง
ปีใหม่ 2026 ดูจะเริ่มต้นด้วยปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างคาดไม่ถึง … เพียงวันเสาร์ที่ 3 มกราคม ที่หลายคนยังฉลองปีใหม่อยู่นั้น ใครเลยจะคิดว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะตัดสินใจฉลองปีใหม่อีกแบบ ด้วยการเปิดปฏิบัติการทางทหารต่อเวเนซุเอลา พร้อมกับการบุกเข้าจับตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และภรรยา เพื่อนำตัวไปเข้าสู่ “กระบวนการยุติธรรม” ในสหรัฐฯ ด้วยข้อหาเรื่องยาเสพติด
ภาพของอากาศยานรบ และฝูงบินเฮลิคอปเตอร์ที่มุ่งเข้าสู่การากัสที่เป็นเมืองหลวงของเวเนซุเอลานั้น ย่อมเป็นคำตอบในตัวเองว่า ความเคลื่อนไหวบนฟากฟ้าที่ปรากฏขึ้น ไม่ใช่การมาเยือนของฝูงกวางเรนเดียร์ของลุงซานตาคอส ที่บินมาส่งของขวัญในเทศกาลปีใหม่อย่างแน่นอน… หากแต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การโจมตีของสหรัฐฯ
ว่าที่จริง “ลางร้าย” ของมาดูโร เริ่มปรากฏให้เห็นตั้งแต่ผู้นำสหรัฐฯ เริ่มใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีเรือที่ถูกระบุว่าเป็น “เรือขนยาเสพติด” ที่ออกมาจากเวเนซุเอลาแล้ว ซึ่งการโจมตีอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ นั้น ทำให้เกิดคำถามโดยตรงว่า การโจมตีดังกล่าวจะนำไปสู่การบุกเวเนซุเอลาหรือไม่ เพราะหากเราติดตามท่าทีการใช้กำลังของผู้นำสหรัฐฯ แล้ว ย่อมทำให้เกิดข้อสรุปในใจว่า ไม่ช้าก็เร็ว สหรัฐฯ คงใช้กำลังจัดการกับผู้นำเวเนซุเอลาอย่างแน่นอน เนื่องจากภาพของการใช้กำลังในทะเลแคริเบียนย่อมเป็นสัญญาณทางทหารในตัวเอง เป็นเสมือนการรอเวลา … รอความพร้อมในทางทหาร
แล้วในที่สุด การโจมตีที่ถูกเฝ้ามองและคาดเดาไว้ ก็เริ่มขึ้นจริงอย่างไม่ทันตั้งตัวในวันที่ 3 มกราคม อันเป็นการเปิดฉากปีใหม่ด้วยสงครามอย่างท้าทาย ซึ่งแต่เดิมหลายคนคาดว่า การโจมตีจริงน่าจะขยับจากหลังปีใหม่ไปอีกสักระยะ ไม่ใช่เกิดอย่างกระทันหันในช่วงเวลาของการฉลองปีใหม่ แต่นักวางแผนทางทหารทุกคนถูกสอนด้วยตำราทหารเล่มเดียวกันว่า ถ้าจะเปิดปฏิบัติการทางทหาร จะต้องเริ่มในแบบที่ฝ่ายตรงข้ามคิดไม่ถึง คือ เริ่มในแบบที่ทุกคนจะต้อง “surprise”
ดังนั้น ถ้าใครคิดว่า 2026 จะเป็น “ปีแห่งสันติภาพ” หรือ “A Year of Peace” แล้ว ขอให้คิดใหม่ได้เลย เพราะเพียง 2 วันหลังการฉลองเทศกาลปีใหม่ สัญญาณความผันผวนในเวทีสากลก็เริ่มต้นขึ้นทันที และอาจเป็นคำเตือนที่บอกกับเราว่า โลก 2026 อาจจะเป็นปีที่ผันผวนมากกว่าที่เราคิด
การบุกเวเนซุเอลาของทรัมป์ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณโดยตรงถึง “ภูมิรัฐศาสตร์ 2026” ว่า การเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศในปีใหม่ที่เริ่มขึ้นน่าจะมี “ความร้อนแรง” ที่มีนัยว่า ปัญหาความไร้เสถียรภาพจะเป็นองค์ประกอบสำคัญในเวทีระหว่างประเทศ อันอาจพอเทียบเคียงได้กับ “ภูมิรัฐศาสตร์ 2022” ที่เพียงคล้อยเข้าสู่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ในปีดังกล่าว กองทัพรัสเซียก็บุกโจมตียูเครน เพื่อเตรียมจับตัวประธานาธิบดีซีเลนสกี และหวังที่จะยึดครองยูเครนให้ได้ และหลังจากนั้นแล้ว 2022 ก็เป็นปีแห่งความผันผวนของสถานการณ์ในเวทีโลกเป็นอย่างยิ่งจวบจนปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ในบริบททางภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งที่ทรัมป์ทำสำเร็จวันนี้ (ที่เวเนซุเอลา) ก็คือ สิ่งที่ปูตินทำไม่สำเร็จในวันวาน (ที่ยูเครน) หรือบางทีก็อาจเป็นสิ่งที่สีจิ้นผิงฝันอยากทำให้สำเร็จบ้างก็ได้ (ที่ไต้หวัน)… แม้อาจจะไม่ง่ายก็ตาม!
หรือว่าทั้งหมดนี้คือ สัญญาณความเปลี่ยนแปลงของการเมืองโลก ที่พฤติกรรมของผู้นำรัฐมหาอำนาจตะวันตกได้ “เบี่ยงเบน” ออกไปจากสิ่งที่พวกเราในสังคมโลกเคยคาดหวังในเรื่องของ “หลักการ ศีลธรรม และบรรทัดฐาน” ของความเป็นผู้นำและ/หรือผู้พิทักษ์ “ระเบียบโลกแบบเสรีนิยม” (Liberal International Order) แต่การบุกเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมา ท้าทายต่อความเชื่อเช่นนี้อย่างมาก
ว่าที่จริงแล้ว พฤติกรรมของผู้นำสหรัฐฯ ในแบบทรัมป์ที่อยู่ในกระแส “ประชานิยมปีกขวา” (Rightwing Populism) ก็แสดงออกในแบบที่ “ไม่แคร์” กับโลกแบบเสรีนิยมมาโดยตลอด หรือว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้คือ การที่ผู้นำรัฐมหาอำนาจใหญ่ทั้งหมดกำลังพาการเมืองโลกกลับสู่การเมืองชุดเก่า ซึ่งบรรทัดฐานที่เป็นหลักมีเพียงประการเดียวเท่านั้นคือ “กำลัง”
ดังนั้น สำหรับนักเรียนในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือในสาขายุทธศาสตร์แล้ว สิ่งที่เราเห็นชัดเจนในเวทีโลกคือ การเมืองโลกกำลังกลับสู่ยุค “Realpolitik” อย่างเต็มตัวแล้ว โดยมี “การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์” เป็นฉากหลังที่ตอกย้ำถึงสภาวะดังกล่าว
การเมืองแห่งอำนาจ
สิ่งแรกที่ผมทำในเย็นวันที่ 3 มกราคม คือ กลับไปค้นหาตำราในวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเล่มเก่าบางเล่มมานั่งอ่านใหม่ เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมาหลังจากเกษียณจากงานสอนจากภาควิชาฯ แล้ว ผมอ่านหนังสือเรื่องเดียวคือ “สงคราม” ซึ่งอาจเป็นเพราะความสนใจแต่เดิมในสาขา “War Studies” จนแทบไม่ได้อ่านหนังสือในสาขาความสัมพันธ์ฯ เลย เพราะไม่ต้องสอนนิสิตอีกแล้ว… ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมตัดสินใจกลับไปขอคำปรึกษาจาก “อาจารย์ผู้ใหญ่” คนสำคัญที่นักเรียนรัฐศาสตร์ในสาขานี้คุ้นเคยอย่างมากคือ “เฮนรี่ คิสซิงเจอร์” (Henry Kissinger)
งานของคิสซิงเจอร์เล่มแรกที่กลับไปหยิบออกมาจากชั้นหนังสือ เพราะปล่อยทิ้งอยู่ในหิ้งมานานแล้วคือ Diplomacy (1994) … บทที่ 6 เรื่อง “Realpolitik Turns on Itself” อาจชวนให้ต้องกลับมาตั้งหลักอ่านกันใหม่ในยุคที่ “ทรัมป์-ปูติน-สีจิ้นผิง” ล้วนแสดงตัวเป็น “ผู้นำอำนาจนิยม” ที่พร้อมจะดำเนินนโยบายแบบ “นิยมอำนาจ” ในการเมืองโลกอย่างไม่รีรอ และตอบเราชัดในยุคปัจจุบันว่า รัฐมหาอำนาจใหญ่ทั้งหมดทั้งสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย ล้วนไม่ใช่ “เทพผู้ทรงศีล” หากแต่เป็น “เทพแห่งอำนาจ” ที่พร้อมจะใช้อำนาจดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ของรัฐตน… ถ้าใครคิดว่า รัฐมหาอำนาจใหญ่เหล่านี้คือ “นักบุญ” แล้ว ก็ตอบได้ทันทีว่าเขาคนนั้น ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า “เหยื่อผู้โง่เขลา” ของการโฆษณาชวนเชื่อจอมปลอมจากกลไกสื่อโฆษณาของมหาอำนาจใหญ่เท่านั้นเอง
หนังสือของคิสซิงเจอร์อีกเล่ม เป็นงานใหม่ แต่ก็ชวนให้ต้องกลับไปอ่านคือ World Order ((2014) … ผมตั้งข้อสงสัยว่า Realpolitik ในยุคศตวรรษที่ 21 ของ “ทรัมป์-ปูติน-สี” นั้น แตกต่างจากการเมืองของรัฐมหาอำนาจในยุโรปในศตวรรษที่ 19 หรือไม่ หรือเราพอจะสกัดอย่างเร็วๆ จากบทที่ 2 เรื่อง “The European Balance-of-Power System and Its End” ได้บ้างไหมสำหรับการมองเวทีโลกปัจจุบัน
ดังที่กล่าวในข้างต้นแล้วว่า สภาวะเช่นนี้เหมือนกับเรากำลังเห็นการเมืองโลกถอยกลับไปสู่ยุคเก่า ที่การเมืองโลกผูกอยู่กับการใช้อำนาจของรัฐมหาอำนาจใหญ่ และดูจะเป็นการใช้อำนาจในแบบ “ไม่จำกัด” อีกด้วย จนสภาวะของการใช้อำนาจนี้ ถูกเรียกในภาษาอังกฤษว่าเป็น “global omnipotent” ของรัฐมหาอำนาจใหญ่ หรืออีกนัยหนึ่ง รัฐมหาอำนาจใหญ่สามารถใช้อำนาจทำในสิ่งที่ตนเองต้องการได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงหลักการ และข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น และดำเนินการบนพื้นฐานของการได้มาซึ่ง “ผลประโยชน์แห่งชาติ” เป็นสำคัญ
หากมองผ่านทฤษฎีและดังที่ตั้งเป็นข้อสังเกตแล้วว่า การดำเนินนโยบายของผู้นำรัฐมหาอำนาจใหญ่ในยุคปัจจุบัน เหมือนกับพวกเขาพาเรากลับสู่การเมืองโลกแบบ “Realpolitik” เช่นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ของยุโรป หรืออาจกล่าวในอีกแบบว่า เรากำลังเห็นการเมืองโลกที่เป็น “สัจนิยม” (Realism) โดยผู้นำรัฐมหาอำนาจจะเน้นในเรื่องของผลตอบแทนเฉพาะหน้าในทางปฏิบัติ มากกว่าจะให้ความสำคัญกับนโยบายในแบบที่เน้นถึงหลักการ อุดมการณ์ ศีลธรรม หรือจริยธรรมระหว่างประเทศ
แนวคิดนี้จึงมีนัยเชื่อมโยงกับการใช้อำนาจของรัฐในเวทีระหว่างประเทศ ในแบบที่อาจถูกวิจารณ์ว่าเป็นนโยบายที่ “ไม่มีศีลธรรม” หรือบางที นโยบายนี้อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องของการใช้ “อำนาจบังคับ” เพื่อให้รัฐตนบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ อันอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า ปัจจัยพื้นฐานของแนวคิดนี้คือการใช้ “อำนาจ” (coercive power) ไม่ใช่เรื่องของ “ศีลธรรม” หรือดำเนินนโยบายในเวทีระหว่างประเทศด้วยการ “บังคับ” (coercion) เพื่อให้รัฐอื่นกระทำตามความปรารถนาของรัฐตน
สำหรับนักการเมืองที่เป็นตัวแทนของแนวคิดนี้ คงไม่มีใครได้รับการยกย่องให้เป็นตัวแทนทางการเมืองได้ดีมากเท่ากับ “บิสมาร์ค” รัฐบุรุษชาวเยอรมัน (Otto von Bismarck) หรือบุคคลในยุคหลัง คงต้องยกสถานะนี้ให้กับ “คิสซิงเจอร์” (Henry Kissinger) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสมัยประธานาธิบดีนิกสัน ดังที่ได้ขอนำมาเป็นบุคคลอ้างอิงในตอนต้นของบทความนี้ด้วยสถานะของการเป็นอาจารย์ในสาขายุทธศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย
แต่เราอาจต้องยอมรับความจริงทางประวัติศาสตร์ในอีกด้านว่า แม้ชุดความคิดนี้จะเน้นถึงการใช้อำนาจในเวทีระหว่างประเทศ แต่ทั้งบิสมาร์คและคิสซิงเจอร์ ก็ไม่ได้ใช้อำนาจอย่างพรำ่เพื่อและสะเปะสะปะ แต่เป็นการใช้อำนาจในทางปฏิบัติ (practical manner) อย่างได้ผลในการตอบสนองผลประโยชน์ หรือดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ในสถานการณ์ที่ประเทศต้องเผชิญเฉพาะหน้าอยู่
ดังที่คิสซิงเจอร์กล่าวถึงบิสมาร์คว่า “แนวคิด Realpolitik สำหรับบิสมาร์คนั้น ขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่น และขีดความสามารถที่จะแสวงประโยชน์จากทางเลือกที่มีอยู่ โดยไม่ผูกติดอยู่กับข้อจำกัดทางด้านอุดมการณ์” ดังนั้น สำหรับบิสมาร์คแล้ว ผลประโยชน์นี้คือ “ผลประโยชน์แห่งรัฐ” ไม่ใช่ผลประโยชน์ทางชนชั้น …
บางทีอดคิดเล่นๆ ถึงบ้านตัวเองไม่ได้ เราพอจะมีนักคิดที่เข้าใจเรื่อง Realpolitik อยู่บ้างไหม เพราะสงครามชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ท้าทายอย่างมากต่อการทำความเข้าใจในเรื่องของ “อำนาจ” ในเวทีระหว่างประเทศ เพราะความไม่เข้าใจในมิติและบริบทของอำนาจ อาจทำให้อำนาจที่มีอยู่ในมือไม่อาจสร้างผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์ได้อย่างที่ฝ่ายเราต้องการ เพราะการใช้กำลังในแบบ “Brute Force” อาจจะไม่เป็นคำตอบในตัวเองต่อการนำมาซึ่งผลลัพธ์ทางยุทธศาสตร์ตามที่เราปรารถนา
หรือว่า สังคมไทยมีกองทัพขนาดใหญ่ และรัฐไทยมีอำนาจทางทหารมาก แต่ไทยไม่มี “บิสมาร์ค” ที่เข้าใจการใช้อำนาจ และทั้งไม่เข้าใจในสาระแห่งอำนาจ จนอำนาจที่มีอาจไม่เอื้อที่จะต่อการสร้างผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์ให้แก่ตัวเราเองในเชิงนโยบาย ในสภาวะเช่นนี้ การดำเนินนโยบายจึงเป็นเพียงการใช้อำนาจแบบ “หยาบๆ” และทั้งที่บางทีเราก็ไม่เข้าใจถึงเกมที่ต้องเล่น เพราะความเก่งของบิสมาร์คที่คิสซิงเจอร์ยกย่องคือ การเข้าใจเกมที่รัฐต้องเล่นในเวทีระหว่างประเทศเป็นอย่างดี แต่ในอีกด้านอาจต้องคิดว่า นั่นเป็นเรื่องของรัฐมหาอำนาจใหญ่ รัฐเล็กๆ แบบไทยน่าจะทำได้อย่างมากคือ แค่ประคองตัวให้อยู่รอดปลอดภัยในท่ามกลาง “พายุ Realpolitik” ที่เป็นผลจากการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจเหล่านั้น
อำนาจแบบทรัมป์
หากพิจารณาจากแนวคิดเรื่อง Realpolitik แล้ว เราอาจจะต้องยอมรับในปัจจุบันว่า ทรัมป์ดูจะเป็นนักการเมืองคนหนึ่งที่เหมาะกับคำอธิบายของชุดความคิดทางการเมืองนี้ โดยเฉพาะภาพลักษณ์ของทรัมป์คือ ภาพของผู้นำอเมริกันในแบบ “อำนาจนิยม” ซึ่งทำให้การใช้อำนาจของเขาสอดคล้องกับบุคลิกที่เขาต้องการสื่อสารกับสังคมอเมริกันและสังคมโลกว่า เขาเป็นผู้นำที่เข้มแข็งในแบบ “strongman leadership” หรือทรัมป์ในช่วงที่ผ่านมาชอบกล่าวโจมตีเสมอว่า เขาไม่ใช่ “ผู้นำอ่อนแอ” ในแบบของประธานาธิบดีไบเดน เป็นต้น อีกทั้ง เขาแสดงออกเสมอมาว่า เขาเป็นประธานาธิบดีอเมริกันในแบบที่ “กล้าใช้อำนาจ”
การใช้อำนาจในการกลับสู่ทำเนียบขาวอีกครั้งในปีแรกคือ ปี 2025 นั้น ไม่มีอะไรที่ส่งผลกระทบกับเวทีโลกได้มากเท่ากับการประกาศ “ภาษีทรัมป์” อันเป็นการสร้าง “อำนาจบังคับ” (coercive power) ทางเศรษฐกิจในแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน อีกทั้งทรัมป์ยังแสดงท่าทีในแบบ “จักรวรรดินิยม” ที่ต้องการขยายดินแดน เช่น ข้อเสนอที่จะผนวกกรีนแลนด์และคลองปานามา เป็นต้น
แม้การใช้กำลังในลักษณะของอำนาจบังคับครั้งนี้ ทรัมป์ไม่ได้แสดงท่าทีที่ต้องการผนวกดินแดน แต่ก็แสดงชัดถึงความต้องการในการควบคุมเวเนซุเอลา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวคิดที่สหรัฐจะต้องเป็นผู้ควบคุมดินแดนในส่วนของ “ภูมิภาคตะวันตก” (Western Hemisphere) เหมือนเช่นในอดีตของการประกาศ “หลักการมอนโรว์” (Monroe Doctrine) ที่ประธานาธิบดีมอนโรว์ (James Monroe) ประกาศไว้ในปี 1823 และผู้นำสหรัฐฯ ในปัจจุบันประกาศชัดเจนอีกครั้งในทางภูมิรัฐศาสตร์ว่า ภูมิภาคตะวันตกคือ “ภูมิภาคของเรา” (Western hemisphere is our hemisphere)
ในมุมมองของสหรัฐฯ ในปัจจุบันนั้น ภูมิภาคนี้กำลังเห็นถึงการเข้ามามีบทบาทของรัฐมหาอำนาจอื่น ได้แก่ จีน และรัสเซีย อีกทั้งยังมีอิหร่านเข้ามาเกี่ยวข้องในเวเนซุเอลาด้วย ซึ่งการเข้ามาของ 3 ประเทศเช่นนี้ ถูกถือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงโดยตรงต่อสหรัฐฯ และสหรัฐฯ พร้อมที่จะใช้กำลังเข้าจัดการ [ขอไม่แปลคำว่า “doctrine” ว่าเป็น “หลักนิยม” แบบวิชาทหาร หรือแปลว่า “ลัทธิ” แบบที่ตำราไทยใช้ แต่คำประกาศนี้เป็น “หลักการ” ในเชิงนโยบายที่ผู้นำสหรัฐฯ ใช้ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ]
Realpolitik ของทรัมป์
การบุกเวเนซุเอลาแม้จะเกี่ยวโยงทั้งกับปัญหายาเสพติด แหล่งน้ำมัน สินแร่ที่หายาก และอื่นๆ แต่สิ่งที่บ่งบอกอย่างชัดเจนในทางยุทธศาสตร์คือ การปรากฏตัวของ “หลักการทรัมป์” (Trump Doctrine) ซึ่งอาจเรียกในอีกแบบว่าเป็น “หลักการมอนโรว์ในศตวรรษที่ 21” ที่ต้องการขจัดและผลักดันให้อิทธิพลของมหาอำนาจอื่นๆ ออกไปจากหลังบ้านอเมริกันในยุคปัจจุบัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ปฏิบัติการเวเนซุเอลาของทรัมป์คือ การ “ไล่จีน รัสเซีย และอิหร่าน” ออกไปจากภูมิภาคตะวันตก และสถาปนา “อำนาจรัฐอเมริกัน” ในฐานะจักรวรรดิที่ควบคุมอาณาบริเวณพื้นที่แถบนี้
การดำเนินการเช่นนี้ ย่อมทำให้รัฐมหาอำนาจใหญ่อีก 2 ประเทศ พร้อมที่จะดำเนินนโยบายด้วยการขยายอำนาจเข้าไปในพื้นที่ที่รัฐตนได้อ้างความเป็นผู้ควบคุมในฐานะของการเป็น “เขตอิทธิพล” (sphere of influence) ดังจะเห็นถึงความปรารถนาของรัสเซียในการเข้าควบคุมพื้นที่เดิมที่เคยอยู่ในการปกครองของรัสเซีย โดยเฉพาะกรณียูเครน หรือความต้องการของจีนในการสร้างเขตอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งล้วนเป็นการเมืองแบบเก่าที่โลกเคยผ่านประสบการณ์มาแล้ว
ดังนั้นเราอาจกล่าวได้ว่า การเข้าแทรกแซงการเมืองเวเนซุเอลาของผู้นำอเมริกันในท้ายที่สุดแล้วคือ การจัดการกับปัญหาความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ของพื้นที่หลังบ้านอเมริกันนั่นเอง หรือหากกล่าวให้ชัดเจนก็คือ “ทรัมป์กวาดหลังบ้านอเมริกัน” ด้วยการไล่คนนอกออกไป และโยนคนในบางส่วนที่เป็นปัญหาสำหรับอเมริกันออกไปด้วย พร้อมกันนี้ ก็อาจขอมีของติดไม้ติดมือจากการกวาดบ้านครั้งนี้สักหน่อย
ในการดำเนินนโยบายของรัฐมหาอำนาจใหญ่ที่เกิดขึ้นเช่นนี้ ให้คำตอบแก่เราอย่างชัดเจนถึงการหวนคืนของการเมืองโลกแบบ “Realpolitik” … โลกศตวรรษที่ 19 ในยุคของบิสมาร์คกลับมาเยือนพวกเราอีกครั้งในศตวรรษที่ 21 แล้วนั่นเอง และทั้งหมดนี้บอกแก่เราประการเดียวว่า โลก 2026 อาจจะผันผวนมากกว่าที่เราคิด !
คำเตือนท้ายบท:
ผู้นำสหรัฐฯ ใช้กำลังเข้าไป “อุ้ม” ผู้นำประเทศอื่นได้ แต่ไม่ได้บอกว่า ไทยจะใช้กำลังเข้าไปอุ้มผู้นำประเทศเพื่อนบ้านได้ในแบบที่ทรัมป์ทำ … เลิกจินตนาการเลอะเทอะเสียทีเถอะครับ รัฐไทยไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐมหาอำนาจใหญ่ในเวทีสากลที่จะทำเช่นนั้นได้โดยไม่เผชิญหน้ากับการถูกวิจารณ์อย่างหนักจากเวทีโลก!
หนังสือที่ถูกกล่าวอ้างในบทความ:
- Henry Kissinger, Diplomacy (New York: Simon & Schuster, 1994)
- Henry Kissinger, World Order: Reflections on the Character of Nations and the Course of History (New York: Allen Lane, 2014)
ภาพ: Joe Raedle / Getty Images


