“การประกาศกฎอัยการศึกของยุนซอกยอล ไม่เพียงทำให้ประเทศไร้เสถียรภาพและบั่นทอนภาพลักษณ์ระหว่างประเทศของเกาหลีใต้ แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อระบบราชการ ตำรวจ และกองทัพ”
บททดสอบประชาธิปไตยที่ตึงเครียดที่สุดในรอบหลายทศวรรษของเกาหลีใต้ ได้รับคำตอบอย่างเป็นทางการแล้ว ณ วันนี้ (19 กุมภาพันธ์) ศาลแขวงกลางกรุงโซลมีคำพิพากษา ‘จำคุกตลอดชีวิต’ ยุนซอกยอล อดีตประธานาธิบดีจากกรณีประกาศกฎอัยการศึกในปี 2024
คำพิพากษานี้ไม่เพียงแต่เป็นการลงโทษผู้กระทำผิด แต่เป็นการตอกย้ำบทบาทของสถาบันตุลาการในสังคมประชาธิปไตย ที่ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจโดยมิชอบ
เรารู้อะไรบ้างจากคำพิพากษาครั้งนี้? THE STANDARD สรุปมหากาพย์คดีประกาศกฎอัยการศึกเขย่าเกาหลีใต้
ย้อนไทม์ไลน์ปมกฎอัยการศึกเขย่าการเมืองเกาหลีใต้
- 3 ธันวาคม 2024 ยุนประกาศกฎอัยการศึกสายฟ้าแลบ โดยอ้างว่า จัดการกองกำลังต่อต้านรัฐ และข้อกล่าวหาทุจริตเลือกตั้ง แต่ภายในไม่กี่ชั่วโมง สส. พรรคประชาธิปไตยเกาหลี (Democratic Party of Korea: DPK) 190 คนฝ่าแนวกั้นทหารและตำรวจ เพื่อผ่านมติฉุกเฉินยกเลิกกฎอัยการศึก
- 14 ธันวาคม 2024 รัฐสภาถอดถอนยุนภายใน 11 วัน โดยมีฮันด็อกซู อดีตนายกรัฐมนตรีขึ้นรักษาการประธานาธิบดี แต่ก็ถูกถอดถอนในเวลาต่อมา
- 26 มกราคม 2025 อัยการสั่งฟ้องยุนในข้อหาเป็นผู้นำกบฏ
- 4 เมษายน 2025 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 8-0 ยืนยันมติถอดถอนของสภา ทำให้ยุนพ้นจากตำแหน่ง โดยตลอดกระบวนการดำเนินคดี มีการแต่งตั้งอัยการพิเศษ 3 ชุด ขณะที่มีผู้ถูกตั้งข้อหากว่า 120 คน ตั้งแต่ระดับผู้นำ รัฐมนตรี ผู้บัญชาการทหาร ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง
- 14 เมษายน 2025 ศาลแขวงกลางกรุงโซลเริ่มกระบวนการพิจารณาคดียุนในข้อหาเป็นผู้นำกบฏ
- 18 มิถุนายน 2025 คณะอัยการพิเศษเริ่มสอบสวนกรณีประกาศกฎอัยการศึกของยุน จนถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2025
- 13 มกราคม 2026 อัยการพิเศษนำโดยโชอึนซอก ขอให้มีการพิจารณาโทษประหารชีวิตยุน โดยชี้ว่า การประกาศกฎอัยการศึกคือการก่อกบฏ ถือเป็นอาชญากรรมที่เป็นภัยร้ายแรงต่อรัฐธรรมนูญของประเทศ
- 16 มกราคม ยุนถูกตัดสินจำคุก 5 ปีในคดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม
- 21 มกราคม 2026 ฮันด็อกซูถูกตัดสินจำคุก 23 ปี โดยศาลระบุว่า เหตุการณ์ 3 ธันวาคมเข้าข่าย ‘กบฏ’ ถือเป็นการทำรัฐประหารตนเองโดยใช้อำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง
- 12 กุมภาพันธ์ อีซังมิน อดีตรัฐมนตรีความมั่นคงภายใน ถูกจำคุก 7 ปี จากบทบาทในการร่วมก่อกบฏ และการรับคำสั่งของยุนให้ตัดไฟและน้ำต่อสื่อมวลชน
คดีประวัติศาสตร์ในห้องพิจารณาคดีหมายเลข 417
การประกาศคำพิพากษาครั้งนี้เกิดขึ้นวันที่ 19 กุมภาพันธ์ เวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (หรือ 13.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) ณ ศาลแขวงกรุงโซล ห้องพิจารณาคดี 417 หรือห้องในหน้าประวัติศาสตร์ที่ ชอนดูฮวัน อดีตประธานาธิบดีเคยถูกตัดสินประหารชีวิตเมื่อสามทศวรรษก่อน
ทั้งนี้ จีกวียอน (Ji Gwi-yeon) ประธานคณะผู้พิพากษาที่เคยวินิจฉัยให้หมายจับยุนเป็นโมฆะ ทำหน้าที่อ่านคำพิพากษา ‘คดีผู้นำก่อกบฏ’ (내란 우두머리)
นอกจากคำพิพากษาของยุนแล้ว ศาลจะประกาศคำตัดสิน ‘จำเลยร่วม’ อีก 7 คน ที่เกี่ยวข้องกับเหตุประกาศกฎอัยการศึก เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024 ได้แก่
1. คิมยงฮยอน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
2. โจจีโฮ อดีตผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้
3. คิมบงซิก อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาลกรุงโซล
4. ยุนซึงยอง อดีตผู้อำนวยการฝ่ายวางแผน และประสานงานการสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
5. มกฮยอนแท อดีตผู้บัญชาการหน่วยรักษาความปลอดภัยรัฐสภา
6. โนซังวอน อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการข่าวกรองกลาโหม
7. คิมยองกุน อดีตผู้บัญชาการหน่วยสารวัตรทหาร กองทัพภาคที่ 3
หัวใจสำคัญของคดีนี้คืออะไร
ประเด็นของการตัดสินวันนี้ คือ การประกาศกฎอัยการศึกวันที่ 3 ธันวาคม 2024 ถือเป็นความผิดฐานก่อกบฏหรือไม่ โดยอัยการพิเศษยื่นฟ้องและให้เหตุผลประกอบว่า
- การประกาศกฎอัยการศึกไม่ชอบด้วยกฎหมาย
- มีการระดมทหารและตำรวจ หวังจำกัดการทำงานของรัฐสภาและหน่วยงานสำคัญ
- มีเป้าหมายกำจัดฝ่ายการเมืองตรงข้ามและผูกขาดอำนาจ
ความน่าสนใจคือ คณะผู้พิพากษาอีกชุดหนึ่ง เคยวินิจฉัยในคดีของฮันด็อกซูและอีซังมินว่า การประกาศกฎอัยการศึกเข้าข่ายการก่อกบฏ โดยโทษตามกฎหมาย ได้แก่ ประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต และจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีกำหนด
คำพิพากษาว่าอย่างไรบ้าง?
- ผู้พิพากษาจีเริ่มเปิดประเด็นว่า สำนักงานสอบสวนคดีทุจริตเจ้าหน้าที่ระดับสูง (Corruption Investigation Office for High-ranking Officials: CIO) มีอำนาจสอบสวนข้อหากบฏต่อยุนได้ แม้ขณะนั้นจะยังดำรงตำแหน่งอยู่ ขณะที่ยืนยันว่า อัยการมีพยานหลักฐานเหนือกว่า พร้อมปฏิเสธข้ออ้างของอดีตผู้นำว่า หลักฐานถูกรวบรวมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
- ศาลวินิจฉัยว่า ยุนส่งกำลังทหารไปยังรัฐสภาเพื่อปิดล้อมอาคาร, จับกุมบุคคลสำคัญ, ขัดขวางไม่ให้สมาชิกประชุมและลงมติ โดยมีเป้าหมายทำให้รัฐสภา ‘เป็นอัมพาต’ ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
- ศาลวางบรรทัดฐานชัดเจนว่า แม้ประธานาธิบดีจะมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็สามารถกระทำความผิดฐาน ‘กบฏ’ หรือ ‘ทรยศต่อรัฐ’ ได้ หากการใช้อำนาจนั้นมีเป้าหมายบ่อนทำลายระเบียบรัฐธรรมนูญ โดยยกตัวอย่างคดีประวัติศาสตร์ คือ กรณีพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ
- ศาลเห็นว่า การประกาศกฎอัยการศึกโดยไม่ถูกต้อง ไม่ถือเป็นการก่อกบฏโดยตัวเอง แต่การละเมิดสิทธิของสภาจนทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้นั้น อาจถูกตีความว่า เป็นการก่อกบฏได้ เพราะเป็นการรบกวนระเบียบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากไม่มีเหตุผลอันสมควร
- ศาลวินิจฉัยว่า ยุนมีความผิดฐานพยายามทำให้รัฐสภาเป็นอัมพาตและบ่อนทำลายระเบียบรัฐธรรมนูญ โดยอ้างอิงพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ เช่น ภาพเหตุการณ์ที่ทหารบุกเข้าอาคารรัฐสภาในคืนประกาศกฎอัยการศึก พร้อมตัดสินว่า เขามีความผิดเป็นผู้บงการและควบคุมการก่อกบฏ
- ขณะที่ คิมยงฮยอน, โนซังวอน และมกฮยอนแท มีความผิดฐานร่วมวางแผนและมีส่วนร่วมในการกบฏ ส่วนยุนซึงยองได้รับการตัดสินให้พ้นผิดแล้ว เช่นเดียวกับ คิมยงกุน เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ และคำให้การของโนสนับสนุนข้อโต้แย้งของคิมว่า เขาบริสุทธิ์
- ในมุมมองของศาล ความเสียหายจากการประกาศกฎอัยการศึกใหญ่หลวงมาก ไม่เพียงทำให้ประเทศไร้เสถียรภาพและบั่นทอนภาพลักษณ์ระหว่างประเทศของเกาหลีใต้ แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อระบบราชการ ตำรวจ และกองทัพ
- ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงตัดสินจำคุกยุนตลอดชีวิต ขณะที่ผู้เกี่ยวข้องคนอื่นอย่างคิมยงฮยอนได้รับโทษจำคุก 30 ปี, โนซังวอน 18 ปี, โจจีโฮ 12 ปี, คิมบงซิก 10 ปี, มกฮยอนแท 3 ปี
- อนึ่ง ประชาชนเกาหลีใต้มีสิทธิคัดค้านคำตัดสินของศาลภายใน 7 วัน
สังคมเกาหลีใต้รู้สึกอย่างไร?
ราฟาเอล ราชิด (Raphael Rashid) ผู้สื่อข่าว The Guardian ประจำกรุงโซล เขียนบทความสะท้อนสถานการณ์ว่า สังคมเกาหลีใต้รู้สึกเหนื่อยล้ากับการเมือง โดย คิมโดวอน พนักงานออฟฟิศวัย 32 ปีให้สัมภาษณ์ว่า เขาเลิกคุยเรื่องการเมืองกับเพื่อนๆ ไปแล้ว เพราะบางคนยังสนับสนุนยุนอยู่
“ผมรู้สึกว่า พลังงานของตัวเองเสียเปล่าที่จะพยายามโน้มน้าวพวกเขา” เขาย้ำ โดยระบุว่า เกาหลีใต้มีการถอดถอนประธานาธิบดี 2 คนภายใน 10 ปี ผู้คนจึงพยายามก้าวข้ามวงจรเหล่านี้ไป
ขณะที่ ซงจีวอน นักศึกษาวัย 24 ปีที่อาศัยในอินชอน แสดงความรู้สึกว่า คดีประกาศกฎอัยการศึกเป็นเรื่องน่าอายของชาติ เธอไม่อยากจะได้ยินเรื่องนี้ และคนที่ควรได้รับผิดก็ควรได้ เพราะสังคมก็ต้องก้าวไปข้างหน้า
แม้จะมีกลุ่มผู้สนับสนุนยุน แต่ ชุนซังชิน ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยซอกังระบุว่า สิ่งที่จะทำลายแรงสนับสนุนเหล่านี้อาจไม่ใช่คำตัดสินคดี แต่เป็นความรู้สึกของประชาชนว่า พวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในยุคของ อีแจมยอง ประธานาธิบดีคนปัจจุบันที่มีคะแนนนิยมสูงถึง 63% หรือไม่
“ดูเหมือนว่าการยุติการก่อจลาจล จะกลายเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันมากกว่าเรื่องทางกฎหมาย” เขาระบุ
ภาพ: Soo-hyeon Kim / Reuters
อ้างอิง:


