×

ธนาคารโลกลดเป้า GDP ไทยปีนี้ เหลือโต 1.6% ส่วนกระทรวงการคลังหวังโต 2% มั่นใจเศรษฐกิจไม่ทรุดช่วงระหว่างจัดตั้งรัฐบาลใหม่

11.02.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบข่าวเศรษฐกิจไทยเกี่ยวกับการคาดการณ์ GDP โดยธนาคารโลกและกระทรวงการคลัง

ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2026 ลงเหลือ 1.6% จากเดิมที่คาดไว้ 1.8% เนื่องจากการส่งออกที่แผ่วลงและอุปสงค์ที่เปราะบาง จับตาการเมืองอาจซ้ำเติมเศรษฐกิจ หากจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า

 

จากรายงาน Thailand Economic Monitor ของธนาคารโลก (World Bank) ฉบับล่าสุด ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ประเมินว่าการเติบโตของ GDP ไทยปีนี้จะอยู่ที่ 1.6% ลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.8% โดยการประเมินล่าสุดนี้เป็นการประเมินตั้งแต่ช่วงก่อนหน้าจะมีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

ภาพประกอบข่าวเศรษฐกิจไทยเกี่ยวกับการคาดการณ์ GDP โดยธนาคารโลกและกระทรวงการคลัง 1

 

ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทย ธนาคารโลก กล่าวว่า การเติบโตที่ชะลอลงเป็นผลจากการส่งออกที่แผ่วลงหลังจากเร่งตัวไปมากในช่วงก่อนหน้า และอุปสงค์ในประเทศที่ยังเปราะบาง ส่วนปี 2027 คาดว่าจะเห็น GDP กลับมาโตเพิ่มขึ้นที่ระดับ 2.2% เมื่อสถานการณ์โลกเริ่มนิ่งและการลงทุนใหม่ๆ เริ่มส่งผล

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงหนึ่งที่ต้องจับตาคือปัจจัยการเมือง ซึ่ง ดร.เกียรติพงศ์ มองว่า ในกรณีฐานที่ประเมินไว้ไม่คิดว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะล่าช้า การเบิกจ่ายงบประมาณน่าจะทำได้ต่อเนื่อง และเชื่อว่าจะผ่านงบประมาณปี 2570 ได้ทันตามกรอบเวลา แต่แน่นอนว่ามีความเสี่ยงที่ต้องจับตา ถือเป็น downside risk ของการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้

 

ทั้งนี้ ดร.เกียรติพงศ์ ไม่ได้กังวลว่าจะเกิดสุญญากาศทางการเมือง และคาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลน่าจะทำได้เร็วกว่าการจัดตั้งรัฐบาลยุค เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี

 

นอกจากนี้ ในรายงานฉบับล่าสุดของธนาคารโลกยังได้ระบุถึงประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ สถานการณ์เงินเฟ้อ (Headline inflation) ที่ติดลบต่อเนื่องยาวนาน 9 เดือนติดต่อกัน (ณ เดือนธันวาคม 2025) ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ สะท้อนถึงกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ แม้ว่าภาครัฐจะมีมาตรการช่วยลดค่าครองชีพก็ตาม

 

หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ระดับ 87.8% ต่อ GDP ณ ไตรมาส 3 ปี 2025 ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในภูมิภาค และเป็นตัวฉุดรั้งการบริโภค เพราะคนต้องเอาเงินไปใช้หนี้แทนที่จะจับจ่ายใช้สอย

 

ภาพประกอบข่าวเศรษฐกิจไทยเกี่ยวกับการคาดการณ์ GDP โดยธนาคารโลกและกระทรวงการคลัง 2

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ปรากฏการณ์ ‘ว่างงานแฝง’ (Quasi-unemployment) เพราะแม้อัตราการว่างงานดูเหมือนต่ำ ที่ระดับ 0.76% แต่มีตัวเลขที่น่าตกใจคือ กลุ่มคนที่ “พร้อมทำงานแต่เลิกหางานทำแล้ว” (Quasi-unemployed) พุ่งสูงขึ้นถึง 8.7% ส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่ย้ายกลับภูมิลำเนาในชนบทเพราะทนค่าครองชีพในเมืองไม่ไหว

 

ขณะเดียวกันรายได้ที่แท้จริงของคนไทยแทบไม่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง ประมาณ 40% ของประชากร มีรายได้แทบจะพอดีกับรายจ่ายและหนี้สิน ไม่มีเงินเก็บเหลือเผื่อฉุกเฉิน

 

ภาพประกอบข่าวเศรษฐกิจไทยเกี่ยวกับการคาดการณ์ GDP โดยธนาคารโลกและกระทรวงการคลัง 3

 

ภาคการผลิตหดตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส สะท้อนปัญหารากฐานที่อุตสาหกรรมไทยยังเน้นการผลิตแบบดั้งเดิมและขาดการยกระดับเทคโนโลยี นโยบายกีดกันทางการค้าและภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน

 

ส่วนการท่องเที่ยว ณ ไตรมาส 3 ปี 2025 นักท่องเที่ยวจีนลดลงถึง 37.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุจากความกังวลเรื่องความปลอดภัย, การแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน และค่าเงินบาทที่แข็งค่า โดยธนาคารโลกคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรวมจะกลับไปเท่าระดับก่อนโควิดได้ต้องรอถึง ไตรมาส 4 ปี 2027

 

คลังตั้งเป้า GDP ปีนี้โต 2% หวังเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อกลับสู่ระดับ 3%

 

เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังคาดการณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตได้ 2% เทียบกับปีก่อนที่น่าจะขยายตัวได้อย่างน้อย 2.2%

 

อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ดังกล่าวของกระทรวงการคลังสูงกว่าคาดการณ์ของธนาคารโลกล่าสุดที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้ 1.6%

 

“มีโอกาสได้นั่งคุยกับทาง World Bank ถามว่ากังวลมั้ย ผมต้องเรียนว่าไม่ได้กังวลเลย เพราะเป็นคาดการณ์ก่อนเลือกตั้ง ทางกระทรวงคลังคาดการณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจปีนี้จะโต 2% แต่แม้กระทั่ง 2% เรามองว่าเป็นตัวเลขที่ต้องทำให้ได้ดีกว่า เพราะเราอยากเห็นเศรษฐกิจไทยกลับมาโตได้อยู่ที่ 3% ซึ่งเราเชื่อว่าศักยภาพไทยกลับไปที่ 3% ได้” เบญจรงค์กล่าว

 

ส่วนความกังวลว่าระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลในปัจจุบันจะมีภาวะสุญญากาศเกิดขึ้น และทำให้เศรษฐกิจทรุดลงหรือไม่ เบญจรงค์มองว่า เรายังมีงบประมาณที่ต้องเร่งเบิกจ่าย ซึ่ง ณ เดือนมกราคมที่ผ่านมา มีการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้ว 41% ของวงเงินงบประมาณทั้งปี ถือว่าเบิกจ่ายเร็วกว่าทุกปีที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการอื่นๆ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) ระดับแสนล้านบาท รวมถึงการกระตุ้นสินเชื่อ SME และมาตรการแก้หนี้ที่ดำเนินการอยู่ ดังนั้น ในช่วง 6 เดือนแรก ภายใต้รัฐบาลรักษาการ เรามั่นใจว่าไม่มีช่องว่างทางเศรษฐกิจ

 

อีกประเด็นที่สำคัญคือ เสถียรภาพการคลัง กระทรวงการคลังมีเป้าหมายที่จะคุมเรื่องหนี้สาธารณะให้ไม่เกิน 70% ของ GDP และตั้งเป้าว่าหนี้สาธารณะจะเริ่มทยอยลดลงตั้งแต่ปี 2573 เป็นต้นไป ควบคู่กับการปฏิรูป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ การสร้างรายได้เพิ่ม รวมถึงการใช้ทางเลือกทางการเงินใหม่ๆ ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ที่ไม่ได้พึ่งเฉพาะเงินงบประมาณเพียงอย่างเดียว

 

‘สินค้าสีเขียว’ ช่วยเพิ่ม GDP 2.9% ภายในปี 2035

 

เมลินดา กู้ด ผู้อำนวยการประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก เปิดเผยว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง และแน่นอนว่าประเทศไทยก็หลีกเลี่ยงผลกระทบนี้ไม่ได้ การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2026 จะอยู่ที่ 1.6% ตัวเลขนี้สะท้อนถึงอุปสงค์ทั่วโลกที่อ่อนแอลง หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการที่ภาคการท่องเที่ยวเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติหลังจากที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในช่วงก่อนหน้า

 

เราทราบดีว่าไทยเป็นฐานการผลิตที่แข็งแกร่งมาอย่างยาวนาน แต่เราก็ทราบด้วยว่าผลิตภาพในภาคการผลิตเริ่มชะงักงัน สัดส่วน GDP ของภาคการผลิตลดลงจาก 31% ในปี 2010 เหลือ 25% ในปัจจุบัน ถือเป็นโอกาสและสัญญาณเตือนให้มีการยกระดับและปรับเปลี่ยนฐานอุตสาหกรรมของไทยให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Greening) เพื่อให้แข่งขันได้ดียิ่งขึ้นในตอนนี้

 

ธนาคารโลกมองว่า 3 สาขาที่ไทยสามารถแข่งขันได้อย่างแข็งแกร่ง ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), โซลาร์เซลล์ (Solar PV) และ เครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงาน ซึ่งไทยถือเป็นผู้นำระดับโลกในด้านนี้อยู่แล้ว และยังมีช่องว่างให้ขยับขึ้นไปในห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีก วันนี้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 10% ของการส่งออกไทย การขยายตัวในกลุ่มนี้เพียงอย่างเดียวอาจช่วยเพิ่ม GDP ได้ถึง 2.9% ภายในปี 2035 และที่สำคัญคือจะช่วยสร้างงานที่มีคุณภาพสูงให้กับคนไทย

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising