ขณะที่สนธิสัญญาพลาสติกโลกยังคืบหน้าไม่ถึงไหน มาตรการแบนการนำเข้าขยะของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเป็นเพียงการเคลื่อนไหวเล็กน้อยที่ยังไม่เพียงพอจะหยุดการหลั่งไหลของขยะ
เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2568 หว่องปุยยี นักรณรงค์ชาวมาเลเซีย ยืนประท้วงหน้าสำนักงานใหญ่ขององค์การสหประชาชาติที่กรุงเจนีวา เรียกร้องให้ประเทศกลุ่มพัฒนาแล้ว (Global North) หยุดทำกับประเทศกำลังพัฒนา (Global South) เหมือนเป็นถังขยะสำหรับพลาสติกที่พวกเขาไม่อาจจัดการได้
ความจำเป็นที่จะต้องมีสนธิสัญญาพลาสติกโลกยังคงอยู่อย่างแน่นอน โดยเฉพาะสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกลายเป็นปลายทางหลักสำหรับขยะหลังจากที่จีนห้ามการนำเข้าในปี 2560 ข้อมูลของ OECD ปี 2566 แสดงให้เห็นว่ากลุ่มประเทศรายได้สูงมองมาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม เป็นปลายทางการส่งออกขยะลำดับต้น
คำว่า ‘อาณานิคมขยะ’ ถูกใช้ครั้งแรกในปี 2532 เพื่อกล่าวถึงความสัมพันธ์ที่ประเทศโลกเหนือมีไลฟ์สไตล์การบริโภคสูง แล้วส่งขยะมาให้ประเทศโลกใต้จัดการแทน
การส่งออกภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
การค้าขยะระหว่างประเทศเริ่มต้นในช่วงทศวรรษ 1980 ในฐานะทางออกสำหรับประเทศที่มีต้นทุนการรีไซเคิลสูง แม้เจตนาเริ่มต้นจะเป็นการสร้างงานและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ในทางปฏิบัติกลับทำให้ระบบการจัดการขยะของประเทศนำเข้าล้นเกิน
“พวกเขาส่งออกมลพิษมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเรามีข้อบังคับที่อ่อนกว่า” ปุณญธร จึงสมาน นักวิจัยด้านพลาสติกของมูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม อธิบาย
ฐิติกร บุญทองใหม่ จากมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) พบว่า ขยะจาก ‘โรงงานรีไซเคิลเถื่อน’ ในภาคตะวันออกของไทยถูกนำไปทิ้งในหลุมฝังกลบแทนการรีไซเคิล เมื่อฝนตก เศษพลาสติกเหล่านี้ไหลลงสู่มหาสมุทรผ่านแม่น้ำหลายสาย ปัจจุบันมี 6 ใน 10 ประเทศที่มีมลพิษทางพลาสติกสูงสุดในโลกอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ผลกระทบต่อสุขภาพก็ชัดเจนไม่แพ้กัน รายงานของกรีนพีซในมาเลเซียพบสารอันตรายและโลหะหนักอย่างแคดเมียมและตะกั่วบริเวณพื้นที่ทิ้งขยะที่เกาะปูเลาอินดะฮ์ ขณะที่การเผาพลาสติกในเมืองซูไงปาตานีระหว่างปี 2561-2562 ทำให้ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นกว่า 30%
ปุณญธรยังชี้ว่า พลาสติกนำเข้าราคาถูกทำให้ความต้องการพลาสติกรีไซเคิลในประเทศลดลง กดราคาพลาสติกที่คนคัดแยกขยะเก็บมาขาย จนพวกเขาขู่เลิกเก็บขยะหากรัฐบาลไม่แบนการนำเข้า ซึ่งจะทำให้ห่วงโซ่อุปทานในประเทศหยุดชะงักทั้งระบบ
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มโต้กลับ
ในเดือนมกราคม 2568 ไทยและอินโดนีเซียประกาศระงับการนำเข้าเศษพลาสติกในทันที มาเลเซียก็เริ่มจำกัดการนำเข้าด้วยความกังวลว่าขยะจะเปลี่ยนทิศทาง โดยแบนการจัดส่งจากประเทศนอกอนุสัญญาบาเซลในเดือนกรกฎาคม 2568 และเพิ่มความเข้มข้นด้วยการแบนขยะอิเล็กทรอนิกส์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
แต่นักวิทยาศาสตร์และนักรณรงค์ยังคงกังวลว่าการแบนไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง ฐิติกรพบว่าขยะพลาสติกนำเข้ายังคงถูกแจ้งเป็นอย่างอื่น ขณะที่ในอินโดนีเซียพบว่าเศษกระดาษนำเข้ามีพลาสติกปนอยู่ถึง 30% ก่อนถูกขายต่อหรือเผาเป็นเชื้อเพลิง
“มีปลายทางใหม่เกิดขึ้นทุกปี” ควาสตู ทาปา นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยรัดเบาด์กล่าว “ผู้ค้าขยะจะสามารถหาจุดหมายใหม่ที่จะแสวงหาประโยชน์ได้อยู่เสมอ” กรณีนี้เห็นได้ชัดเมื่อปี 2566 เมื่อไทยกวดขันการนำเข้า ขยะจากยุโรปและอเมริกาเหนือถูกนำมาทิ้งอย่างผิดกฎหมายในเมียนมา โดยใช้ไทยเป็นทางผ่าน
ลูคัส ฟอร์ด นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ชี้ว่า การบังคับใช้มักไม่คงเส้นคงวา เนื่องจากผลประโยชน์ขัดแย้งกันระหว่างกระทรวงสิ่งแวดล้อมและกระทรวงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรม ซึ่งเปิดช่องให้การนำเข้ายังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบอื่น

คนคัดแยกขยะนอกระบบในกรุงเทพฯ ส่งวัสดุรีไซเคิลขาย โดยขวดพลาสติกที่รวบรวมได้จะถูกนำไปผลิตเป็นขวดใหม่
สนธิสัญญาพลาสติกโลก
การเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลกครั้งล่าสุดที่กรุงเจนีวาในเดือนสิงหาคม 2568 จบลงด้วยบทร่างที่อ่อนแอลง ความท้าทายสำคัญคือความพยายามจากรัฐที่ผลิตน้ำมันในการสกัดกั้นมาตรการจำกัดการผลิตและควบคุมสารเคมีในพลาสติก แม้แต่ประเทศที่ผลักดันสนธิสัญญาฉบับทะเยอทะยาน เช่น กลุ่ม HAC ก็ยังหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าเรื่องการค้าขยะโดยตรง
เซดัด กุนโดดู นักชีววิทยาทางทะเลและสมาชิกของ Scientists’ Coalition for an Effective Plastics Treaty ตั้งคำถามว่า เหตุใดกลุ่มประเทศยุโรปที่อ้างตัวว่ามีความทะเยอทะยานสูงในการแก้ปัญหาพลาสติก กลับเป็นผู้ส่งออกขยะรายใหญ่ไปยังประเทศกำลังพัฒนา และไม่ยอมเข้มงวดกับการค้าขยะ
อนุสัญญาบาเซลที่ถูกแก้ไขในปี 2562 ให้ต้องมีการยินยอมล่วงหน้าก่อนขยะเคลื่อนผ่านพรมแดน ถือเป็นกรอบอ้างอิงที่ดี แต่กุนโดดูเชื่อว่ายังไม่เพียงพอเพราะเป็นไปตามสมัครใจ สนธิสัญญาที่ดีควรรวมข้อปฏิบัติสำหรับขยะทุกประเภทไว้ภายใต้นิยามเดียวกัน เพื่อปิดช่องโหว่ที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์
ปุณญธรชี้ว่า หัวใจของการเจรจาอยู่ที่ว่าสนธิสัญญาจะรวมการจำกัดปริมาณการผลิตพลาสติกหรือไม่ เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญหาทั้งหมด ประเทศที่มีน้ำมันและก๊าซเกินความต้องการด้านพลังงานจะนำวัตถุดิบเหล่านั้นไปผลิตพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งจัดการได้ยากและมักถูกส่งออกมายังประเทศยากจนกว่า
“วิธีที่ดีที่สุดที่จะหยุดสิ่งนี้คือการยุติเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ก่อให้เกิดการหลั่งไหลนี้” เขากล่าว “ทำให้พลาสติกแพงขึ้น ดังนั้นคุณจะเหลือเพียงผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นและสามารถจัดการได้อย่างถูกต้องตลอดห่วงโซ่คุณค่า”
การเจรจาอย่างเป็นทางการรอบต่อไปคาดว่าจะเกิดขึ้นช่วงสิ้นปี 2569 หรือต้นปี 2570 หลังจากที่มีการคัดเลือกประธานสนธิสัญญาคนใหม่เรียบร้อยแล้ว โดยทดแทน หลุยส์ วายาส วัลดิวิเอโซ ที่ลาออกหลังประเทศต่างๆ ไม่สามารถตกลงบทร่างที่เขาเสนอได้ แม้จะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่นั่นถือเป็นความหวังเล็กๆ ที่ยังเหลืออยู่สำหรับสนธิสัญญาที่มีประสิทธิภาพ
หมายเหตุ: บทความชิ้นนี้จัดทำเป็นภาษาอังกฤษบนเว็บไซต์ Dialogue Earth https://dialogue.earth/en/pollution/waste-colonialism-is-alive-in-southeast-asia/
แปลโดย กริสรินทร์ จูงศิริวัฒน์


