นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ หนึ่งเดียวของพรรคไทยภักดี ได้ลุกขึ้นอภิปรายในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ภายหลังนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อรัฐสภา โดยระบุว่า ในคำแถลงนโยบายรัฐบาล มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและพลังงาน นายกรัฐมนตรีพูดชัดเจนว่าจะบริหารจัดการสถานการณ์เพื่อบรรเทาผลกระทบกับประชาชน จึงอยากให้ศึกษาบทเรียนที่เกิดขึ้นใน 1 เดือนที่ผ่านมา ปัญหาน้ำมันดีเซลแพงและขาดแคลนเป็นอันตรายมาก ถ้าบริหารจัดการผิดพลาด เพราะคือต้นทุนน้ำมันของชาติ
“รัฐบาลชุดนี้มีการเพิ่มราคาน้ำมันทั้งหมด 8 ครั้ง มีการเพิ่มทั้งหมดประมาณ 20.60 บาท ปรับขึ้นด้วยความรวดเร็ว ล่าสุดที่มีการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการกองทุนบริหารน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เมื่อวันที่ 7-8 เมษายนที่ผ่านมา ใช้เวลา 2 วันในการปรับลดน้ำมัน แค่นี้ก็ไม่มีความเป็นธรรมกับประชาชนแล้ว”
ทั้งนี้ นพ. วรงค์แสดงความกังวลว่า มีการโกงน้ำมันเกิดขึ้นหรือไม่ ต้องรู้จักห่วงโซ่อุปทานระบบน้ำมันของประเทศ ตั้งแต่น้ำมันดิบไปยังโรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ จนไปถึงลูกค้าปลายทาง
“ในห่วงโซ่อุปทานเรือที่ขนน้ำมันจากโรงกลั่นไป จังหวัดสุราษฎร์ธานีน้ำมันหายไป 57 ล้านลิตร อยู่ระหว่างโรงกลั่นไปยังผู้ค้ารายใหญ่ ไม่หายไปที่ไหน หากรัฐบาลจริงใจในการปราบปราม ไม่ต้องไปหาที่อื่นให้ซับซ้อน ตรงนี้ก็สามารถรับรู้ว่า ‘ไอ้โม่ง’ คือใคร”
นพ. วรงค์กล่าวว่า การบริหารจัดการในช่วงเดือนที่ผ่านมารัฐบาลทำให้น้ำมันมีปัญหา ขาดแคลน รัฐบาลตั้งสมมติฐานว่าประชาชน ตื่นตระหนก และแย่งกันเติมน้ำมัน ทำให้น้ำมันไม่พอ แต่ส่วนตัวตั้งสมมติฐานว่าน้ำมันจากคลังจ่ายมาที่ปั๊มน้อย ประชาชนไม่มีน้ำมันเติม รัฐบาลจึงเชื่อสมมติฐานว่าประชาชนตื่นตระหนก คิดว่าประชาชนกักตุนน้ำมัน จึงออก 3 มาตรการแก้ไข คือ
- ให้รถน้ำมันวิ่งได้ 24 ชั่วโมง
- ยกเลิกมาตรการการเพิ่มสำรองน้ำมันให้กลับมาเหลือ 1 % เหมือนเดิมและให้มีการนำน้ำมันสำรองมาใช้
- ไปตรวจคลังจ่ายน้ำมันขนาดใหญ่ 8 แห่ง
นพ. วรงค์ระบุอีกว่า ได้ไปหลายพื้นที่และได้บทสรุปตรงกันว่าน้ำมันไม่ได้ส่งจากคลังจ่ายและผู้ค้ารายใหญ่ไปยังปั๊มน้ำมัน ซึ่งทุกปั๊มบอกว่าน้ำมันลดลงแทบจะครึ่งหนึ่ง จึงได้ย้ำว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากคลังจ่าย ไม่มีการจ่ายน้ำมันไปให้รถขนน้ำมัน เมื่อรถขนน้ำมันได้น้ำมันมาน้อย ทำให้ไม่มีน้ำมันให้บริการประชาชน
“แต่อย่างน้อยก็ขอบคุณนายกฯ ที่แถลงเมื่อ 3 เมษายนที่ผ่านมา ว่าปริมาณน้ำมันปกติแล้ว ภาพรวมใช้ 67 ล้านลิตร แต่ทำไมถึงใช้สูงถึง 80 กว่าล้านลิตร ซึ่ง 20 ล้านลิตรโผล่มาจากไหน นายกรัฐมนตรีสันนิษฐานถูกแล้วแต่ช้าไป เพราะมันสร้างความเสียหายให้กับประชาชนไปแล้ว”
นพ. วรงค์กล่าวอีกว่า เมื่อนำรายงานปริมาณน้ำมันรายวันมาคำนวณค่าเฉลี่ย พบว่า น้ำมันดีเซล จะเกินไปเฉลี่ยวันละ 14.086 ล้านลิตร คิดจากวันที่ 16- 31 มีนาคม 2569 คาดการณ์น้ำมันส่วนเกินจะสูงถึง 225.378 ล้านลิตร หากรวมน้ำมันดีเซลที่ส่งไปตามปั๊มเฉลี่ยไม่ถึงครึ่งของปกติ น้ำมันดีเซลที่ขาดส่วนนี้คิดจากวันที่ 16- 31 มีนาคม 2569 คาดการณ์ว่ามีปริมาณน้ำมัน 410.400 ล้านลิตรคาดการณ์ว่าน้ำมันดีเซลจะหายไป 635.778-727.654 ล้านลิตร ขณะที่น้ำมันเบนซินเฉลี่ยเดือนมีนาคม 32.851 ล้านลิตร เดือนมกราคม 32.324 ล้านลิตร
“ขอถามไปยังนายกรัฐมนตรีเพราะสงสัยว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นหรือไม่ ไอ้โม่งต้องไปหาที่ไหน ไม่ว่าจะอยู่ที่โรงกลั่นหรือคลังจ่ายน้ำมัน ให้ไปตามหาคลังจ่ายใหญ่ ๆ จากนโยบายรัฐบาลข้อที่ 23 ของนายกรัฐมนตรี เรื่องการปราบปรามการทุจริต นายกรัฐมนตรีพูดชัด ว่า ‘พูดแล้วทำ’ แต่ผมจำได้ว่านายกฯ พูดว่าผู้ช่วย สส. 8 คนมากเกินไป เมื่อพูดแล้วทำไมไม่ทำ”
นพ. วรงค์ย้ำว่า หากนายกรัฐมนตรีจะปราบปรามการทุจริต ต้องลดและตัดผลประโยชน์ให้กับพรรคพวกออกไปก่อน หากทำได้จะทำให้ประหยัดงบประมาณภาพรวมทั้งหมด อย่างน้อยปีละ 700-800 ล้านบาท ในการช่วยเหลือประชาชน
นพ. วรงค์ระบุว่า วันนี้น้ำมันแพง ข้าวยากหมากแพง ทุกอย่างแพง สร้างความอึดอัดใจให้กับประชาชน วันนี้ประชาชนโกรธเคือง ยิ่งปัญหาการทุจริตของน้ำมันที่มีน้ำมันเก๊เกิดขึ้น ดีเซลเก๊เกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลนี้จะแถลงนโยบาย สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ผ่อนหนักไปเป็นเบาของนายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้นำในการตัดสิทธิประโยชน์ ยกเลิกบำนาญ สส. และ สว. เชื่อว่า เงินเหล่านี้จะมาช่วยจุนเจือเยียวยาประชาชนได้
“ผมยังหวังดี อะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ตรงไปตรงมา เมื่อทำดีก็ชม ดังนั้นอะไรแนะนำก็ขอให้ฟัง เชื่อว่าจะอยู่ได้ 4 ปี แต่ถ้าอะไรที่ผมแนะนำ แล้วนายกฯ ไม่ไว้วางใจ กังวลใจ ไม่ใส่ใจ รัฐบาลอาจจะอยู่ได้ไม่นาน” นพ. วรงค์กล่าว


