ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทย เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยในการชำระเงินกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของระบบอีคอมเมิร์ซ ล่าสุด Visa ผู้ให้บริการเครือข่ายการชำระเงินระดับโลก จับมือกับ Omise ผู้ให้บริการระบบรับชำระเงินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดตัวโซลูชัน Visa Network Token เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการชำระเงินออนไลน์สำหรับร้านค้าในประเทศไทย
เทคโนโลยีดังกล่าวใช้แนวคิดที่เรียกว่า Tokenisation ซึ่งทำหน้าที่แทนที่หมายเลขบัตรเครดิต 16 หลักแบบดั้งเดิม ด้วยรหัสดิจิทัลเฉพาะที่เรียกว่า ‘Token’ ทำให้ข้อมูลบัตรจริงไม่ถูกส่งผ่านหรือจัดเก็บในระบบร้านค้าโดยตรง ช่วยลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลของข้อมูลและการฉ้อโกงทางการเงิน
Tokenisation ทำงานอย่างไร
ในระบบการชำระเงินแบบเดิม ธุรกรรมออนไลน์จำนวนมากยังใช้ข้อมูลบัตรจริง หรือที่เรียกว่า Card-Not-Present (CNP) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูลและการฉ้อโกง
เทคโนโลยี Visa Network Tokenisation จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยจะมาแทนที่ข้อมูลหน้าบัตรด้วย Token ดิจิทัลเฉพาะ เทคโนโลยีนี้จะสร้าง Cryptogram หรือรหัสความปลอดภัยใหม่ทุกธุรกรรม และจะทำหน้าที่จำกัดการใช้งาน Token เฉพาะร้านค้าหรือช่องทางที่กำหนด

อังศุมาลิน ฟอร์ดแฮม หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์และบริการเสริม วีซ่า ประเทศไทย
อังศุมาลิน ฟอร์ดแฮม หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์และบริการเสริม วีซ่า ประเทศไทย กล่าวถึงเทคโนโลยีนี้ว่า “แม้ข้อมูลจะถูกขโมยไป ก็ไม่สามารถนำไปใช้ในบริบทอื่นได้ ทำให้มูลค่าของข้อมูลที่ถูกขโมยลดลงอย่างมาก”
ประโยชน์ต่อร้านค้า – ลดโกง เพิ่มรายได้ และทำให้ธุรกิจเติบโต
สำหรับฝั่งผู้ประกอบการ โดยเฉพาะร้านค้าออนไลน์และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เทคโนโลยี Tokenisation ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ
ข้อมูลจาก Visa ระบุว่า เทคโนโลยี Tokenisation จะช่วย
- ลดความเสี่ยงจากการฉ้อโกงได้สูงสุดราว 58% ในบางตลาด
- เพิ่มอัตราการอนุมัติธุรกรรมราว 4 – 4.7%
- ช่วยลดกรณีธุรกรรมถูกปฏิเสธโดยไม่จำเป็น
- รองรับการอัปเดตข้อมูลบัตรอัตโนมัติเมื่อบัตรหมดอายุหรือเปลี่ยนใหม่
ผลลัพธ์ในระดับโลกสะท้อนว่า ระบบ Tokenisation ของ Visa สามารถเพิ่มรายได้อีคอมเมิร์ซกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ และลดความเสียหายจากการฉ้อโกงกว่า 650 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา

จิตสุภา เชี่ยววิทย์ รองประธานอาวุโส ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ (ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก) โอมิเซะ
ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทย Omise ซึ่งทำหน้าที่เป็น Payment Gateway จะช่วยร้านค้า โดยเฉพาะ SME และธุรกิจดิจิทัล ในการปรับระบบและฝึกอบรมเพื่อรองรับเทคโนโลยีดังกล่าว
ณ ปัจจุบัน Omise ได้สนับสนุนธุรกิจหลายรายให้ใช้เทคโนโลยีนี้แล้ว เช่น Coway และ TrueMoney โดยพบว่า อัตราความสำเร็จของการชำระเงินเพิ่มขึ้น 8.5 -15% ในบางธุรกิจ หลังเปลี่ยนมาใช้ระบบ Token
ประกาศเดินหน้าปรับระบบครั้งใหญ่ใน 4 – 5 ปี
อังศุมาลิน กล่าวเพิ่มว่า ธนาคารพันธมิตรในประเทศได้เริ่มนำเทคโนโลยี Network Token มาใช้แล้วในระดับหนึ่ง และกำลังผลักดันให้ร้านค้าและผู้ให้บริการชำระเงินเปลี่ยนจากระบบเก็บข้อมูลบัตรแบบเดิม (PAN) ไปสู่ระบบ Token
บริษัทคาดว่า กระบวนการเปลี่ยนผ่านในประเทศไทยจะใช้เวลาประมาณ 4 – 5 ปี จึงจะครอบคลุมระบบการชำระเงินออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ
ส่องประโยชน์ต่อผู้บริโภค มีอะไรบ้าง?
สำหรับผู้ใช้บัตรเครดิตหรือเดบิต เทคโนโลยี Tokenisation ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการทำธุรกรรมออนไลน์ โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคมักบันทึกข้อมูลบัตรไว้ในหลายแพลตฟอร์ม เช่น แอปเรียกรถ สตรีมมิง อีคอมเมิร์ซ และบริการรายเดือนต่าง ๆ
โดยระบบใหม่ จะช่วย
- ลดโอกาสที่ข้อมูลบัตรจะถูกนำไปใช้โดยมิชอบ
- ลดเหตุการณ์ card skimming ที่มักเกิดจากธุรกรรมเล็กๆ หลายรายการติดต่อกัน
- เพิ่มความมั่นใจในการทำธุรกรรมออนไลน์
นอกจากนี้ Visa ยังพัฒนา Recurrence API เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถจัดการหรือยกเลิกการสมัครบริการรายเดือน (subscription) ได้โดยตรงผ่านแอปธนาคารของตนเอง
ก้าวสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัล
เมื่ออีคอมเมิร์ซและบริการออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยอย่าง Tokenisation กำลังกลายเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานใหม่’ ของระบบชำระเงิน
ความร่วมมือระหว่าง Visa และ Omise จึงสะท้อนแนวโน้มสำคัญของอุตสาหกรรมการเงิน นั่นคือการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยควบคู่กับการสร้างประสบการณ์การชำระเงินที่สะดวกและไร้รอยต่อ
ในระยะยาว เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพที่จะช่วยให้ทั้ง ‘ร้านค้า ผู้ให้บริการการเงิน และผู้บริโภค’ สามารถทำธุรกรรมดิจิทัลได้อย่างมั่นใจมากขึ้น พร้อมสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในระยะต่อไป
ภาพ: DenPhotos / Shutterstock


