จากเหตุการณ์สหรัฐอเมริกาโจมตี เวเนซุเอลา และบุกจับกุมประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร เมื่อวันเสาร์ที่ 3 มกราคม 2026 สื่อทั่วโลกต่างพากันจับตามองสถานการณ์ และความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงพยายามวิเคราะห์สาเหตุที่มาของการโจมตีกันไปต่างๆ นานา โดยคาดว่าเบื้องหลังน่าจะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาเอง
ในวันนี้ จึงอยากจะชวนมาสำรวจถึงความเป็นไปได้ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น และทำความเข้าใจว่าปฏิบัติการโจมตีสายฟ้าแลบครั้งนี้ สามารถบอกอะไรเราเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกาและการเมืองโลกได้บ้าง แต่ก่อนอื่น อยากพามาย้อนดูปัจจัยต่างๆ ที่น่าจะเป็นสาเหตุนำไปสู่การบุกจับประธานาธิบดีมาดูโรกันสักหน่อย
ชนวนที่น่าจะนำไปสู่การบุกจับ นิโกลัส มาดูโร
ชนวนเหตุที่ทำให้สหรัฐอเมริกาตัดสินใจบุกจับประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร อาจจะเป็นประเด็นความขัดแย้งที่มีความเป็นมายาวนาน และบางประเด็นอาจจะสืบเนื่องมาตั้งแต่ในสมัยของรัฐบาลก่อนหน้าของประธานาธิปดี อูโก ซาเบซ ในส่วนนี้จึงอยากจะพาดูชนวนเหตุต่างๆ ที่อาจจะนำไปสู่การโจมตีเมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา ชนวนเหตุเหล่านี้ได้แก่:
1. ความสัมพันธ์ระหว่างเวเนซุเอลากับจีน เวเนซุเอลามีความสัมพันธ์อันดีกับจีนมาตั้งแต่ในสมัยของรัฐบาลซาเบซ และประเทศจีนยังคงให้การสนับสนุนแก่เวเนซุเอลาเรื่อยมาจนถึงรัฐบาลมาดูโร สังเกตได้จากการหนุนมาดูโรในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2019 จนมาดูโรได้รับชัยชนะ เป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 และแม้มาดูโรจะถูกกดดันจากนานาชาติว่าชนะในการเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม แต่จีนก็ยังคงปกป้องด้วยการประณามสหรัฐอเมริกาว่าแทรกแซงการเมืองภายในของเวเนซูเอลา อีกทั้งยังร่วมกับรัสเซียเพื่อยับยั้งมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ที่ต้องการให้เวเนซุเอลาจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่ด้วย
ในปัจจุบัน จีนทั้งให้สนับสนุนอุปกรณ์ปราบจลาจลแก่รัฐบาลเวเนซุเอลา สนับสนุนทางด้านการเงินในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ไปจนถึงส่งเรือสอดแนมเข้ามาจับตาดูเรือรบของสหรัฐฯ ที่เข้ามาโจมตีเรือเวเนซุเอลาในช่วงปี 2025 จีนให้การสนับสนุนแก่เวเนซุเอลาถึงขนาดที่ประธานาธิบดีของจีน สีจิ้นผิง ให้คำมั่นว่า จีนจะสนับสนุนเวเนซุเอลาในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ และจะช่วยต่อต้านปัจจัยภายนอกที่เข้ามาวุ่นวายกับการเมืองภายในของเวเนซุเอลา
ความสัมพันธ์อันดีระหว่างเวเนซุเอลากับจีน รวมถึงรัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือ ย่อมสร้างความไม่พอใจต่อสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นปรปักษ์กับจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวเนซุเอลาอยู่ใกล้กับสหรัฐอเมริกาด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้สหรัฐฯ รู้สึกกดดัน อยากจับตามอง อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเวเนซุเอลา จนอาจจะนำไปสู่ปฏิบัติการอื่นๆ ของสหรัฐฯ ได้
2. ทรัพยากรน้ำมันและแร่ธาตุมหาศาล ประเทศเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมันดิบมากที่สุดของโลก และยังมีแร่ธาตุต่างๆ อีกมหาศาลที่ยังไม่ได้ถูกขุดขึ้นและแปรรูปเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะทองคำที่อาจจะมีปริมาณสูงถึง 10,000 ตัน ซึ่งหากสหรัฐอเมริกาสามารถยึดกิจการน้ำมันและแร่ธาตุเอาไว้ได้ สหรัฐฯ ก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้ได้เอง รวมถึงยังได้บริหารจัดการเส้นทางค้าน้ำมันของเวเนซุเอลาเสียใหม่ จากแต่เดิมที่ขายให้จีน ก็เปลี่ยนมาขายเข้าสหรัฐอเมริกาแทน
ประเด็นเรื่องทรัพยากรนี้มีความเป็นไปได้สูงเช่นกัน เพราะทรัมป์เคยพูดเองอยู่หลายต่อครั้งว่าต้องการยึดน้ำมันจากเวเนซุเอลา รวมถึงยึดน้ำมันจากประเทศอื่นๆ อีกทั้งหลังจากที่บุกจับมาดูโรและควบคุมเวเนซุเอลาได้แล้ว ทรัมป์ยังบอกเองด้วยว่า ต้องการให้บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ เข้าไปบริหารจัดการน้ำมันของเวเนซุเอลา แต่จะบริหารแล้วออกมาเป็นอย่างไรนั้น คงต้องติดตามกันต่อไป
3. ปัญหาแฝงจากผู้อพยพ วิกฤตผู้อพยพชาวเวเนซุเอลาที่หลั่งไหลเข้าสู่สหรัฐอเมริกา เริ่มขึ้นมาตั้งแต่ในสมัยรัฐบาลซาเบซ และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยมาเมื่อนิโกลัส มาดูโร เข้ามาสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีต่อในปี 2013 จนตอนนี้คาดการณ์ได้ว่า จำนวนผู้อพยพชาวเวเนซุเอลาทั้งหมดที่กระจายกันไปประเทศต่างๆ อาจจะมีจำนวนอยู่ถึง 7.7 ล้านคน สร้างผลกระทบต่อประเทศรอบข้างอย่างมาก ทั้งในทวีปอเมริกาใต้และอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะกับสหรัฐอเมริกาที่เคยรับผู้อพยพจำนวนมาก และกล่าวหาว่ามีผู้อพยพลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศมาด้วย
4. ขบวนการค้ายาเสพติด สหรัฐอเมริกาตั้งข้อสงสัยไว้ว่า ในบรรดาผู้อพยพชาวเวเนซุเอลาที่เข้ามาในสหรัฐอเมริกา อาจจะมีสมาชิกของขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่ของเวเนซุเอลาปะปนเข้ามาด้วย โดยเฉพาะขบวนการอย่าง “Tren de Aragua” และ “Cartel de los Soles” ที่ใช้ยาเสพติดเป็นอาวุธในการบ่อนทำลายสังคมและเศรษฐกิจอเมริกัน ไปจนถึงความมั่นคงของประเทศ
ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลทรัมป์ได้ออกคำสั่งให้สองขบวนการดังกล่าว มีสถานะเป็น องค์กรก่อการร้ายข้ามชาติ รวมถึงกล่าวหาว่าประธานาธิปดี นิโกลัส มาดูโร เป็นผู้อยู่เบื้องหลังขบวนการทั้งสอง จนตั้งรางวัลนำจับกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้สำหรับผู้เปิดเผยข้อมูล ที่สามารถนำไปสู่การจับกุมมาดูโร และผู้มีส่วนรู้เห็นกับการก่อการร้ายด้วยยาเสพติด (narcoterrorism) ของขบวนการเหล่านี้ด้วย
จนกระทั่งในช่วงเดือนกันยายน 2025 ที่ผ่านมาไม่นานนี้เอง สถานการณ์ยาเสพติดระหว่าง 2 ประเทศก็ยิ่งบานปลายไปอีก เมื่อกองทัพเรือสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเรือขนสินค้าของเวเนซุเอลา โดยอ้างว่าเป็นเรือขนยาเสพติด และในวันถัดๆ มา ก็โจมตีเรืออีกหลายลำในทะเลแคริบเบียนต่อไปเกินกว่า 20 ครั้ง จนบางคนก็สันนิษฐานว่า นี่อาจจะบานปลายจนนำไปสู่การจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสาเหตุใดจะเป็นสาเหตุหลัก สาเหตุรอง แต่การใช้กำลังทหารของสหรัฐอเมริกาเข้าโจมตีและคุมตัวประธานาธิบดีของประเทศอื่น โดยใช้เวลาไม่นานเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจของสหรัฐฯ ในการเข้าแทรกแซงเขตแดนอธิปไตยของประเทศอื่น ซึ่งหากสหรัฐฯ ในฐานะประเทศมหาอำนาจ กล้าที่จะใช้อำนาจลักษณะดังกล่าวต่อไป ก็อาจจะถึงเวลาที่ระเบียบเสรีนิยมตะวันตกล่มสลาย และระเบียบโลกถึงคราวเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน
ทรัมป์ 2.0 กับการล่มสลายของระเบียบเสรีนิยมตะวันตก
การดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ของประธานาธิบดีทรัมป์ มีการคาดหมายว่าจะมีการสานต่อสงครามการค้ากับจีน แต่ในระลอกใหม่นี้ได้มีการขยายขอบเขตออกไปอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการประกาศวันแห่งการปลดแอก (Liberation Day) ในเดือนเมษายนปี 2025 ที่มีการประกาศเก็บภาษีศุลกากรกับเกือบทุกประเทศทั่วโลกที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ รวมไปถึงการแถลงการณ์โจมตีพันธมิตรที่ใกล้ชิดอย่างแคนาดา และกล่าวหาว่าสหภาพยุโรปมีขึ้นเพื่อ “บั่นทอนสหรัฐฯ”
ทรัมป์ได้ใช้ประเด็นนี้เป็นข้ออ้างในการโจมตีบรรดาพันธมิตรในยุโรปว่าเป็นกลุ่มการเมืองซ้ายจัด และเริ่มสงวนท่าทีต่อการสนับสนุนพันธมิตรในกรณีที่เกิดความขัดแย้งทางกำลังอาวุธ ในทางตรงกันข้ามทรัมป์กลับระบุถึง ความเข้าใจที่สอดคล้องกันระหว่างเขากับปูติน และมีท่าทีที่เอื้อประโยชน์ต่อรัสเซียมากจนเกินไปในการเจรจาสันติภาพระหว่างยูเครน-รัสเซีย กระทั่งในการรายงานยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสหรัฐฯ ทางเครมลินก็ได้มีการตอบรับในแง่บวก โดยระบุถึงมุมมองที่ “สอดคล้องกัน”
การดำเนินนโยบายเช่นนี้ได้สร้างความตึงเครียดให้กับพันธมิตรของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการข่มขู่เดนมาร์ก หนึ่งในชาติสมาชิก NATO ถึงการยึดครองกรีนแลนด์ และการยื่นข้อเสนอให้แคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของสหรัฐฯ ด้านการขยายดินแดนและการทำลายมรดกด้านการต่างประเทศของสหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น ตั้งแต่การยุบ USAID ไปจนถึงการข่มขู่พันธมิตร NATO
โดยทรัมป์เชื่อว่ามรดกยุคสงครามเย็นทั้งโครงสร้างระเบียบเสรีนิยมตะวันตก เป็นโซ่ตรวนที่ฉุดรั้งสหรัฐอเมริกา เขาจึงเลือกที่จะสลัดทิ้งมรดกเหล่านั้น และขับเคลื่อนนโยบายการต่างประเทศและสร้างระเบียบใหม่บนพื้นฐานของวลี “American First” ที่หมายถึงการคบและตกลงกับทุกคน ตราบเท่าที่มันจะส่งผลดีกับ “อเมริกาและตัวเขาเอง”
จากการากัสถึงกรุงเทพฯ ความตายของเสรีนิยมตะวันตกและการหวนคืนสู่จักรวรรดินิยม
ท่าทีและการดำเนินนโยบายของทรัมป์ มีความหมายที่ชัดเจนถึงการตายของระเบียบเสรีนิยมที่ดำรงอยู่มานับตั้งแต่ช่วงหลังสงครามเย็นในทศวรรษที่ 1990 หลังจากเสื่อมถอยมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นักรัฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกำลังถกเถียงกันว่าหลังจากนี้ระเบียบโลกจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร ทรัมป์ก็ได้มอบคำตอบให้กับเราแล้ว
ในการโจมตีเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 3 มกราคมปี 2026 แม้การโจมตีจะสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงสองชั่วโมงเท่านั้น แต่ผลลัพธ์ของมันได้สร้าง “แรงกระเพื่อม” ขนาดใหญ่ต่อภาพลักษณ์อดีตผู้รักษาระเบียบเสรีนิยมตะวันตกอย่างสหรัฐฯ การล้มล้างระบอบ (regime change) ในช่วงหลังสงครามเย็นโดยใช้กำลังทหารสหรัฐฯ โดยตรงนั้น มีเพียงในอิรัก (2003) และลิเบีย (2011)
การแทรกแซงดังกล่าวแม้จะมีการอ้างถึงผลประโยชน์ของเอกชนสหรัฐฯ บ้าง แต่ใจความหลักแล้วสหรัฐฯ กังวลกับท่าทีที่ไม่เป็นมิตรของบรรดาผู้นำประเทศเหล่านี้ต่อปฏิบัติการของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในประเด็นสงครามต่อต้านการก่อการร้าย
แต่ในกรณีของเวเนซุเอลา แม้ทรัมป์จะอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงโดยเฉพาะประเด็นยาเสพติด ทว่าภายหลังปฏิบัติการพิเศษทางทหารในวันที่ 3 มกราคม เขากลับมีท่าทีไม่ให้ความสำคัญกับประเด็นยาเสพติดมากนัก แต่เน้นไปที่ประเด็นการยึดน้ำมันสำรองและเปิดทางให้บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ เข้าบริหารคลังและบ่อน้ำมันของเวเนซุเอลาแทน
นอกจากประเด็นเรื่องน้ำมันสำรองแล้วยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญอย่าง อดัม ฮานีห์ (Adam Hanieh) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองจากมหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ (University of Exeter) ที่ระบุถึง “ความทะเยอทะยานและดิ้นรน” ในการแสวงหาห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานและแร่หายากเพื่อถ่วงดุลกับจีน
ฮานีห์ยังระบุถึงความสอดคล้องเชิงนโยบายระหว่างไบเดนกับทรัมป์ในการแสวงหาห่วงโซ่อุปทานเหล่านี้ แต่ในกรณีของไบเดนนั้นยังคงยึดโยงกับแบบแผนที่มีเสถียรภาพ โดยผลักดันผ่านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ หรือการใช้มาตรการกีดกันอย่างเป็นระบบ เช่น CHIPS Act เพื่อดึงเทคโนโลยีและการผลิตเซมิคอนดักเตอร์มาที่สหรัฐฯ
ขณะที่ทรัมป์ใช้วิธีการเดิมพันระยะสั้น ด้วยการผลักดันให้เครื่องจักรการขุดเจาะของอุตสาหกรรมอเมริกันทำงานอย่างไร้เงื่อนไข ทั้งในแผ่นดินอเมริกันและในพื้นที่ที่ “คุ้มค่า” ซึ่งหมายถึงทุกที่ในโลกที่อเมริกันสามารถเข้าถึงได้ ทรัมป์ได้ระบุถึงการใช้กำลังต่อคิวบาและโคลอมเบีย ที่อาจเผชิญชะตากรรมเดียวกับเวเนซุเอลา
ท่าทีนี้ของทรัมป์ยังรวมถึงกรีนแลนด์ ที่ทรัมป์ไม่เคยปฏิเสธความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทหารเข้ายึดครอง
หากทรัมป์สามารถยึดกรีนแลนด์ได้จริง มันจะกลายเป็นการปิดล้อมแคนาดาในทุกทิศทาง และอาจกลายเป็นแรงกดดันให้แคนาดายอมให้สหรัฐฯ เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ทางทรัพยากรที่แคนาดายังมีอยู่มาก และเป็นการตัดขาดกับพันธมิตรเดิมของตนในยุโรปอย่างเด็ดขาด โดยหันไปจัดลำดับความสัมพันธ์ใหม่ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับรัสเซียที่มีพฤติกรรมแสวงหาดินแดนและทรัพยากรแบบจักรวรรดินิยมอยู่ก่อนแล้ว
พร้อมกันนี้การใช้กำลังทหารของสหรัฐฯ เพื่อล้มระบอบและยึดเอาทรัพยากรแบบตรงไปตรงมา อาจกลายเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดให้กับชาติมหาอำนาจอื่น เช่น จีนที่มีความใฝ่ฝันในการยึดไต้หวันภายในปี 2027 ให้ดำเนินการเร็วขึ้น จนเกิดเป็นสงครามใหม่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และลุกลามไปถึงกรณีพิพาทหมู่เกาะสแปรตลีย์ในทะเลจีนใต้ กลายเป็นการจุดชนวนความขัดแย้งด้วยกำลังอาวุธที่ใกล้กับไทยอย่างมาก
ซึ่งไทยเองก็ไม่ได้อยู่นอกเรดาร์ของสหรัฐฯ เพราะการทำ MOU ด้านแร่หายากเป็นหนึ่งในบันไดก้าวแรกของสหรัฐฯ ในการรุกคืบเข้าสู่ไทยในมิติด้านทรัพยากรความมั่นคงยุคใหม่ ยังมีข้อคิดเห็นของอาจารย์ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ ที่ระบุถึงสภาวะที่ไร้เอกภาพและวุ่นวายของเมียนมา แต่รุ่มรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติอย่างแร่หายากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกว่า อาจเป็นช่องให้สหรัฐฯ ก้าวเข้ามาแทรกแซงในเมียนมาระลอกใหม่ จนขยายความรุนแรงมากขึ้น และเป็นการปะทะกับอิทธิพลของจีนทางตรงจนอาจจะบานปลายออกไป
กล่าวได้ว่าแรงระเบิดในกรุงการากัส ได้ส่ง “แรงกระเพื่อม” ไปทั่วโลก และไทยจะเผชิญความท้าทายใหม่นี้อย่างไร นี่จึงเป็นโจทย์ความมั่นคงใหม่ของไทยที่ยังไร้คำตอบ แต่ทั้งหมดนี้ฉายชัดแล้วว่าระเบียบเสรีนิยมตะวันตกนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว
ภาพ: Spencer Platt / Getty Images


