×

ทำไมสหรัฐฯ สั่งระงับวีซ่าถาวร 75 ประเทศ รวมถึงไทย?

15.01.2026
  • LOADING...
ทำไมสหรัฐฯ สั่งระงับวีซ่าถาวร 75 ประเทศ รวมถึง ไทย?

กลายเป็นข่าวใหญ่ในชั่วข้ามคืน หลังกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาออกมายืนยันรายงานของ Fox News ว่า ทางการเตรียมระงับวีซ่าถาวร (Immigrant Visa) สำหรับผู้สมัครจาก 75 ประเทศ เช่น โซมาเลีย, เฮติ, อิหร่าน, เอริเทรีย รวมถึงไทย

 

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 21 มกราคมนี้เป็นต้นไป โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ขอวีซ่าที่เจ้าหน้าที่เห็นว่า อาจกลายเป็น ‘ภาระของรัฐ’ ซึ่งหมายถึงบุคคลที่อาจต้องพึ่งพาสวัสดิการของรัฐบาลเพื่อการดำรงชีพขั้นพื้นฐาน

 

“การระงับนี้จะยังคงมีผลบังคับใช้ จนกว่าสหรัฐฯ จะสามารถมั่นใจได้ว่าผู้อพยพรายใหม่จะไม่เข้ามาเพื่อดึงทรัพยากรจากประชาชนชาวอเมริกัน เรากำลังดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าความเอื้อเฟื้อของชาวอเมริกันจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดอีกต่อไป” เหล่านี้คือข้อมูลล่าสุดที่เรารู้จากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

 

ระงับวีซ่าถาวร กระทบใครบ้าง?

 

  • ตามแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เหตุผลในการระงับวีซ่าถาวร เป็นไปเพื่อปกป้องประชาชนจากชาวต่างชาติที่มีเจตนาก่อเหตุโจมตี เป็นกลุ่มผู้ก่อการร้าย คุกคามความมั่นคงแห่งชาติ และความปลอดภัยสาธารณะ ทั้งยุยงให้เกิดอาชญากรรมจากความเกลียดชัง หรือใช้ประโยชน์จากกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองเพื่อวัตถุประสงค์ที่เป็นภัย

 

  • นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังระบุว่า ชาวต่างชาติจากกลุ่มประเทศในลิสต์มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม เช่น ฆาตกรรม การก่อการร้าย การยักยอกเงินสาธารณะ การลักลอบขนคน และการค้ามนุษย์

 

  • แถลงการณ์ยังระบุเหตุผลอีกอย่างว่า บางประเทศในลิสต์เสนอ ‘สัญชาติโดยการลงทุน’ โดยไม่ต้องพำนักอาศัย ซึ่งสร้างความท้าทายต่อสหรัฐฯ อย่างยิ่งในการคัดกรองและตรวจสอบ และถูกใช้เป็นช่องทางหลบเลี่ยงมาตรการจำกัดการเดินทาง

 

  • ทั้งนี้ สำนักข่าว Bloomberg อ้างอิงจากแหล่งข่าวที่ยังไม่เปิดเผยตัวตนว่า มาตรการดังกล่าวจะมีผลเฉพาะกับผู้ที่ต้องการเข้ามาอยู่อาศัยและทำงานในสหรัฐฯ แบบถาวรเท่านั้น

 

  • มาตรการนี้ไม่รวมถึงนักท่องเที่ยวหรือแรงงานชั่วคราว ซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ของผู้ยื่นขอวีซ่า เพราะรัฐบาลคาดว่าความต้องการวีซ่าประเภทนี้จะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากสหรัฐฯ จะเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2026 และโอลิมปิกปี 2028

 

  • ดังนั้นมีการคาดการณ์ว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักมากที่สุด คือ ผู้อพยพที่ต้องการย้ายถิ่นแบบถาวร โดยเฉพาะกลุ่มคู่สมรส บุตร และญาติใกล้ชิดของพลเมืองสหรัฐฯ ที่เดิมมีสิทธิยื่นขอถิ่นพำนักถาวรได้

 

ความมั่นคงและเศรษฐกิจ คือเหตุผลที่ทรัมป์ตัดสินใจดำเนินนโยบายดังกล่าว?

 

  • สำหรับที่มาที่ไปของนโยบายนี้ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ทรัมป์มีนโยบายพุ่งเป้าโจมตีชุมชนผู้อพยพเป็นทุนเดิม โดยเฉพาะกลุ่มผู้อพยพจากเฮติ โซมาเลีย เวเนซุเอลา เม็กซิโก และประเทศอื่นๆ มาเป็นเวลาหลายปี โดยมักใช้ถ้อยคำดูหมิ่นต่อประชาชน หรือสร้างวาทกรรมบางอย่าง

 

  • เช่น ทรัมป์เคยกล่าวบนเวทีดีเบตเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2024 ว่า ผู้อพยพชาวเฮติในเมืองสปริงฟิลด์และรัฐโอไฮโอ ขโมยสัตว์เลี้ยง กินเนื้อสุนัข และเนื้อแมว

 

  • อนึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่า การระงับวีซ่าเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ในรัฐมินนิโซตาในไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีข้อกล่าวหาว่า ชาวโซมาเลียในพื้นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงโครงการสวัสดิการของรัฐบาลกลาง

 

  • ขณะที่ทรัมป์เคยกล่าวในเดือนพฤศจิกายน 2025 ว่า จะระงับการอพยพจากกลุ่มประเทศโลกที่ 3 อย่างถาวร หลังเกิดเหตุการณ์กราดยิงใกล้ทำเนียบขาว ทำให้สมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ (National Guard) เสียชีวิต ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่า ผู้ก่อเหตุมาจากประเทศอัฟกานิสถาน

 

  • นอกจากเหตุผลด้านความมั่นคงแล้ว เรื่องการระงับวีซ่าถาวรยังเกี่ยวข้องกับปัญหาเศรษฐกิจและสวัสดิการโดยตรง ทรัมป์เคยส่ง ‘สัญญาณ’ บางอย่างถึงนโยบายดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา โดยโพสต์ข้อมูลแผนภูมิผ่าน Truth Social ซึ่งแสดงรายชื่อประเทศ 120 ประเทศที่ชี้ให้เห็นว่า ผู้อพยพจากกลุ่มประเทศดังกล่าว มีสัดส่วนการพึ่งพาระบบสวัสดิการของรัฐในระดับสูง

 

  • กราฟดังกล่าวแสดงให้เห็นข้อมูลส่วนประเทศต้นทาง ควบคู่กับตัวเลขการใช้สวัสดิการ โดยมีเกณฑ์ชี้ขาดคือประเทศนั้นต้องใช้สวัสดิการของสหรัฐฯ ‘เกิน 25% ขึ้นไปแต่ไม่ได้ระบุประเภทหรือระยะเวลาอย่างชัดเจน

 

  • รัฐบาลทรัมป์ใช้เกณฑ์การประเมินผ่าน ‘Public Charge’ หรือภาระสาธารณะ หมายถึง บุคคลที่มีแนวโน้มต้องพึ่งพาสวัสดิการของรัฐในระยะยาว เช่น เงินช่วยเหลือรายได้, สวัสดิการอาหาร, ความช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย และสวัสดิการด้านสาธารณสุข หรือ Medicaid

 

  • อนึ่งรายชื่อ 10 อันดับแรกได้แก่ ภูฏาน (81.4%), เยเมน (75.2%), โซมาเลีย (71.9%), หมู่เกาะมาร์แชลล์ (71.4%), สาธารณรัฐโดมินิกัน (68.1%), อัฟกานิสถาน (68.1%), คองโก (66.0%), กินี (65.8%), ซามัว (1940-1950) 63.4% และเคปเวิร์ด (63.1%)

 

  • ขณะที่ไทยอยู่อันดับ 46 หรือคิดเป็นตัวเลข 36.7% ที่ต้องพึ่งพาสวัสดิการสหรัฐฯ

 

  • สำหรับเบื้องหลังของนโยบายดังกล่าว นอกจากเหตุผลทางการเมืองอย่างการหาเสียงเรื่องที่เป็น Pain Point ต่อฝ่ายอนุรักษนิยม สหรัฐฯ ยังเผชิญภาวะย่ำแย่เรื้อรังทางเศรษฐกิจ เช่น หนี้สาธารณะสูง, ขาดดุลการคลังต่อเนื่อง (ซึ่งมีรายจ่ายด้านสวัสดิการสูงมาก) และค่าใช้จ่ายทางสังคมสูงผิดปกติ

 

  • รัฐบาลทรัมป์จึงมองว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถแบกรับภาระเพิ่มได้อีก ทำให้ผู้อพยพจากบางประเทศถูกมองว่า เมื่อเข้ามาแล้วมีแนวโน้มพึ่งพาสวัสดิการ จึงถูกจัดเป็น ‘ต้นทุนของรัฐ’ มากกว่าการลงทุนทางเศรษฐกิจ

 

  • ทางออกของรัฐบาลคือจำกัดการอพยพถาวร และทำให้การเข้าถึงสวัสดิการยากขึ้น เพื่อให้เงินรัฐถูกใช้กับชาวอเมริกันเป็นหลัก และลดแรงกดดันต่อระบบการคลังในระยะยาว

 

  • อนึ่ง แนวคิดนี้สอดคล้องกับรายงานพิเศษของ CNBC ที่ตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดอินเดียจึงไม่รวมอยู่ในลิสต์รายชื่อ 120 ประเทศ เพราะเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้อพยพที่มีรายได้มาก มีอัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานสูง และพึ่งพาสวัสดิการรัฐในระดับต่ำ

 

  • รายงานของ CNBC ระบุว่า ผู้อพยพชาวอินเดียมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในฐานะเป็นผู้เสียภาษีรายสำคัญ อีกทั้งยังมีส่วนในการก่อตั้งหรือร่วมก่อตั้งสตาร์ตอัปจำนวนมากในซิลิคอนแวลลีย์

 

  • ทั้งนี้ ผลการศึกษาล่าสุดจาก Manhattan Institute ระบุว่า ผู้อพยพชาวอินเดียเป็นกลุ่มที่สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูงที่สุด และช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐบาลกลางได้ 1.7 ล้านดอลลาร์ภายในระยะเวลา 30 ปี

 

  • อย่างไรก็ดี มีผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อยออกมาตั้งข้อสังเกตถึงนโยบายระงับวีซ่าถาวร โดย เดวิด ลีโอโปลด์ ทนายความด้านตรวจคนเข้าเมืองจากเมืองคลีฟแลนด์ และสำนักงานกฎหมาย Thompson Hine ตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการระงับวีซ่าแบบเหมารวมกับ Bloomberg

 

  • ลีโอโปลด์ระบุว่า กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ มีระบบคัดกรองอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สมัครที่มีแนวโน้มพึ่งพาสวัสดิการของรัฐได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศ

 

  • เขาตั้งคำถามว่า การสั่งห้ามวีซ่าผู้อพยพและชั่วคราวมีประโยชน์อย่างไร เพราะสหรัฐฯ มีระบบคัดกรองที่เข้มงวด พร้อมชี้ว่า มีบทบัญญัติทางกฎหมายที่ห้ามผู้ที่มีแนวโน้มจะพึ่งพาสวัสดิการของรัฐเข้าประเทศ

 

  • นอกจากนี้ ข้อกล่าวอ้างของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ระบุว่า ผู้อพยพที่ใช้สวัสดิการเป็นภาระของรัฐ ยังถูกหักล้างด้วยข้อมูลจาก Cato Institute, American Immigration Council ซึ่งชี้ว่า ผู้อพยพใช้สวัสดิการน้อยกว่าชาวอเมริกันโดยกำเนิด

 

ภาพ: Jessica Koscielniak / Reuters

 

อ้างอิง:

 

 
  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising